• เมื่อ DNA ของผู้อพยพกลายเป็นข้อมูลในฐานข้อมูล FBI และ AI กำลังถูกจับตา

    การเก็บข้อมูล DNA ของหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงประเด็นจรวด SpaceX ที่ตกบนดวงจันทร์ และกระแสต่อต้าน AI ที่รุนแรงขึ้น เป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในปัจจุบัน

    การเก็บ DNA ของ ICE: ความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวที่เพิ่มขึ้น

    ข้อมูลล่าสุดเผยให้เห็นว่า ICE ได้เก็บตัวอย่าง DNA ของผู้คนจำนวนมหาศาลถึงเกือบ 1 ล้านคนในปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงเด็กเล็กจำนวนมากที่ไม่มีประวัติอาชญากรรม ข้อมูลเหล่านี้ถูกส่งต่อไปยังฐานข้อมูลของ FBI และถูกเก็บรักษาไว้ตลอดไป ก่อให้เกิดความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของประชาชน

    ทำไมต้องเก็บ DNA?

    คำถามสำคัญคือ เหตุใด ICE จึงจำเป็นต้องเก็บ DNA ของผู้อพยพ คำตอบที่ตรงไปตรงมาคือ "เพราะพวกเขาสามารถทำได้" หน่วยงานเหล่านี้พยายามรวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าผู้ที่ถูกเก็บ DNA จะไม่ใช่ผู้ต้องหา หรือแม้แต่ผู้ที่ถูกสงสัยว่ากระทำความผิดก็ตาม

    การปฏิเสธอาจกลายเป็นความผิด

    ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ การปฏิเสธที่จะให้เก็บ DNA อาจกลายเป็นเครื่องหมายที่ติดตัวไป การสืบสวนของ WIRED พบว่ามีคดีที่ถูกฟ้องร้องต่อผู้ที่อยู่ในความดูแลของหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งปฏิเสธการเก็บ DNA และที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือ มีเด็กเล็กกว่า 492 คน ที่มีอายุต่ำกว่า 14 ปี ที่ถูกส่งข้อมูล DNA ไปยัง FBI ระหว่างปี 2025 ถึง 2026 ซึ่งรวมถึงเด็กอายุเพียง 5 ขวบด้วย

    AI Slop: เมื่อคุณภาพเนื้อหา AI ลดลงและผู้ใช้เริ่มต่อต้าน

    ประเด็นต่อมาที่น่าสนใจคือ "AI Slop" หรือเนื้อหาที่สร้างจาก AI ที่มีคุณภาพต่ำ ซึ่งกำลังสร้างความปั่นป่วนให้กับโลกออนไลน์

    Google Earth กับฟีเจอร์ที่ถูกปิดอย่างรวดเร็ว

    Google ได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่บน Google Earth ที่ให้ผู้ใช้สามารถสร้างฉาก AI ซ้อนทับบนภาพถ่ายดาวเทียมจริงได้ อย่างไรก็ตาม เพียง 24 ชั่วโมงหลังการเปิดตัว ฟีเจอร์นี้ก็ถูกปิดลงอย่างรวดเร็ว หลังจากการถูกนำไปใช้สร้างภาพปลอม เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในอิหร่าน หรือโรงพยาบาลที่ถูกทิ้งระเบิดในกาซา

    ความนิยมที่สวนทางกับความรู้สึกของผู้ใช้

    ดูเหมือนว่าจะมีช่องว่างระหว่างมุมมองของ Silicon Valley ที่มอง AI เป็นเครื่องมืออันทรงพลัง กับความรู้สึกของผู้ใช้ทั่วไปที่มองว่า AI กำลังถูกยัดเยียดเข้ามาในแอปพลิเคชันต่างๆ โดยที่พวกเขาไม่ต้องการ

    การติดป้ายกำกับเนื้อหา AI

    เพื่อรับมือกับปัญหานี้ สหภาพยุโรปได้ออกกฎระเบียบใหม่ โดยกำหนดให้เนื้อหาที่สร้างจาก AI ทุกชิ้นต้องมีการติดป้ายกำกับอย่างชัดเจน ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นว่า ผู้คนต้องการทราบเมื่อพวกเขากำลังเห็นเนื้อหาที่สร้างโดย AI และต้องการทางเลือกที่จะไม่เห็น

    จรวด SpaceX ตกบนดวงจันทร์: เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน

    อีกประเด็นที่สร้างความประหลาดใจคือ การที่จรวด Falcon 9 ของ SpaceX ได้ตกลงสู่ดวงจันทร์ ก่อให้เกิดหลุมอุกกาบาตแห่งใหม่ และคำถามมากมายเกี่ยวกับความปลอดภัยและการจัดการขยะอวกาศ

    ศูนย์ข้อมูล: ตัวการที่ทำลายการเมืองสหรัฐฯ?

    สุดท้ายนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจว่า ศูนย์ข้อมูล (Data Centers) อาจมีส่วนในการ "ทำลาย" การเมืองของสหรัฐอเมริกาได้อย่างไร ซึ่งเป็นหัวข้อที่ WIRED ได้นำเสนออย่างเจาะลึก

    #AI #ความเป็นส่วนตัว #เทคโนโลยี

    ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
    https://www.wired.com/story/ice-dna-collection-increases-spacex-rocket-crashes-into-the-moon-and-the-ai-backlash-grows/

    เมื่อ DNA ของผู้อพยพกลายเป็นข้อมูลในฐานข้อมูล FBI และ AI กำลังถูกจับตาการเก็บข้อมูล DNA ของหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงประเด็นจรวด SpaceX ที่ตกบนดวงจันทร์ และกระแสต่อต้าน AI ที่รุนแรงขึ้น เป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในปัจจุบันการเก็บ DNA ของ ICE: ความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวที่เพิ่มขึ้นข้อมูลล่าสุดเผยให้เห็นว่า ICE ได้เก็บตัวอย่าง DNA ของผู้คนจำนวนมหาศาลถึงเกือบ 1 ล้านคนในปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงเด็กเล็กจำนวนมากที่ไม่มีประวัติอาชญากรรม ข้อมูลเหล่านี้ถูกส่งต่อไปยังฐานข้อมูลของ FBI และถูกเก็บรักษาไว้ตลอดไป ก่อให้เกิดความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของประชาชนทำไมต้องเก็บ DNA?คำถามสำคัญคือ เหตุใด ICE จึงจำเป็นต้องเก็บ DNA ของผู้อพยพ คำตอบที่ตรงไปตรงมาคือ "เพราะพวกเขาสามารถทำได้" หน่วยงานเหล่านี้พยายามรวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าผู้ที่ถูกเก็บ DNA จะไม่ใช่ผู้ต้องหา หรือแม้แต่ผู้ที่ถูกสงสัยว่ากระทำความผิดก็ตามการปฏิเสธอาจกลายเป็นความผิดที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ การปฏิเสธที่จะให้เก็บ DNA อาจกลายเป็นเครื่องหมายที่ติดตัวไป การสืบสวนของ WIRED พบว่ามีคดีที่ถูกฟ้องร้องต่อผู้ที่อยู่ในความดูแลของหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งปฏิเสธการเก็บ DNA และที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือ มีเด็กเล็กกว่า 492 คน ที่มีอายุต่ำกว่า 14 ปี ที่ถูกส่งข้อมูล DNA ไปยัง FBI ระหว่างปี 2025 ถึง 2026 ซึ่งรวมถึงเด็กอายุเพียง 5 ขวบด้วยAI Slop: เมื่อคุณภาพเนื้อหา AI ลดลงและผู้ใช้เริ่มต่อต้านประเด็นต่อมาที่น่าสนใจคือ "AI Slop" หรือเนื้อหาที่สร้างจาก AI ที่มีคุณภาพต่ำ ซึ่งกำลังสร้างความปั่นป่วนให้กับโลกออนไลน์Google Earth กับฟีเจอร์ที่ถูกปิดอย่างรวดเร็วGoogle ได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่บน Google Earth ที่ให้ผู้ใช้สามารถสร้างฉาก AI ซ้อนทับบนภาพถ่ายดาวเทียมจริงได้ อย่างไรก็ตาม เพียง 24 ชั่วโมงหลังการเปิดตัว ฟีเจอร์นี้ก็ถูกปิดลงอย่างรวดเร็ว หลังจากการถูกนำไปใช้สร้างภาพปลอม เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในอิหร่าน หรือโรงพยาบาลที่ถูกทิ้งระเบิดในกาซาความนิยมที่สวนทางกับความรู้สึกของผู้ใช้ดูเหมือนว่าจะมีช่องว่างระหว่างมุมมองของ Silicon Valley ที่มอง AI เป็นเครื่องมืออันทรงพลัง กับความรู้สึกของผู้ใช้ทั่วไปที่มองว่า AI กำลังถูกยัดเยียดเข้ามาในแอปพลิเคชันต่างๆ โดยที่พวกเขาไม่ต้องการการติดป้ายกำกับเนื้อหา AIเพื่อรับมือกับปัญหานี้ สหภาพยุโรปได้ออกกฎระเบียบใหม่ โดยกำหนดให้เนื้อหาที่สร้างจาก AI ทุกชิ้นต้องมีการติดป้ายกำกับอย่างชัดเจน ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นว่า ผู้คนต้องการทราบเมื่อพวกเขากำลังเห็นเนื้อหาที่สร้างโดย AI และต้องการทางเลือกที่จะไม่เห็นจรวด SpaceX ตกบนดวงจันทร์: เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันอีกประเด็นที่สร้างความประหลาดใจคือ การที่จรวด Falcon 9 ของ SpaceX ได้ตกลงสู่ดวงจันทร์ ก่อให้เกิดหลุมอุกกาบาตแห่งใหม่ และคำถามมากมายเกี่ยวกับความปลอดภัยและการจัดการขยะอวกาศศูนย์ข้อมูล: ตัวการที่ทำลายการเมืองสหรัฐฯ?สุดท้ายนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจว่า ศูนย์ข้อมูล (Data Centers) อาจมีส่วนในการ "ทำลาย" การเมืองของสหรัฐอเมริกาได้อย่างไร ซึ่งเป็นหัวข้อที่ WIRED ได้นำเสนออย่างเจาะลึก#AI #ความเป็นส่วนตัว #เทคโนโลยีhttps://www.wired.com/story/ice-dna-collection-increases-spacex-rocket-crashes-into-the-moon-and-the-ai-backlash-grows/
    Shared content
    WWW.WIRED.COM
    ICE’s DNA Collection Increases, SpaceX’s Rocket Crashes Into the Moon, and the AI Backlash Grows
    In today’s episode of “Uncanny Valley,” we discuss how ICE has been collecting DNA samples of people with no criminal convictions, including children, which end up in an FBI database indefinitely.
    2 Comments 0 Shares 114 Views 0 Reviews
  • ChatGPT เปิดให้ใช้งานแชทข้อความแบบไม่จำกัดสำหรับผู้ใช้ฟรีแล้ว 🚀

    OpenAI ประกาศข่าวดีสำหรับผู้ใช้งาน ChatGPT โดยจะยกเลิกข้อจำกัดการสนทนาด้วยข้อความสำหรับผู้ใช้ฟรีทุกคน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาที่น่าตื่นเต้นหลังจาก ChatGPT มีผู้ใช้งานรายสัปดาห์ทะลุ 1 พันล้านคนไปแล้ว

    GPT-5.6 Luna โมเดลใหม่สำหรับผู้ใช้ฟรีและ Go

    การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้จะขับเคลื่อนด้วยโมเดล GPT-5.6 Luna ซึ่งจะกลายเป็นโมเดลเริ่มต้นสำหรับผู้ใช้ฟรีและผู้ใช้ Go แทนที่ GPT-5.5 เดิม นอกจากนี้ ผู้ใช้ทั้งสองกลุ่มจะได้รับปุ่ม "Think" ใหม่ ที่ช่วยให้สามารถเลือกใช้พลังการประมวลผลที่สูงขึ้นสำหรับการสอบถามที่ซับซ้อน อย่างไรก็ตาม OpenAI ชี้แจงว่า จะยังคงมีขีดจำกัดแยกต่างหากสำหรับไฟล์ รูปภาพ เสียง และการสร้างภาพ

    อัปเดตพิเศษสำหรับผู้ใช้ Plus และ Pro

    สำหรับผู้ใช้ ChatGPT Plus และ Pro ก็ได้รับการอัปเกรดเช่นกัน โดยจะสามารถเข้าถึงโมเดล GPT-5.6 Sol ที่ได้รับการปรับปรุง ซึ่งมีความสามารถที่ดีเยี่ยมสำหรับงานที่รวดเร็ว เช่น การตอบคำถาม การค้นคว้าข้อมูลบนเว็บ การให้คำแนะนำ การวางแผน การเขียน และการตัดสินใจ โมเดลใหม่นี้จะให้คำตอบที่กระชับและแม่นยำยิ่งขึ้น (หมายเหตุ: นี่เป็นเวอร์ชันที่แยกต่างหากจาก GPT-5.6 Sol ที่ใช้สำหรับ Codex และ Work ซึ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลง)

    ผู้ใช้ Plus และ Pro ยังจะได้รับ "Thinking Slider" เพื่อปรับระดับ "ความคิด" ที่โมเดลใช้ในการตอบคำถาม โดยสามารถปรับแต่งได้ตามความซับซ้อนและขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหา

    ประสิทธิภาพที่เหนือกว่า

    จากการประเมินภายในของ OpenAI พบว่า เมื่อเทียบกับ GPT-5.5-Instant ข้อผิดพลาดเชิงข้อเท็จจริงลดลงอย่างมาก โดย GPT-5.6 Luna มีข้อผิดพลาดน้อยลงถึง 62% และ GPT-5.6 Sol มีข้อผิดพลาดน้อยลงถึง 68%

    การทยอยเปิดใช้งาน

    GPT-5.6 Sol เวอร์ชันอัปเดต พร้อมให้ใช้งานสำหรับผู้ใช้ Plus และ Pro แล้ววันนี้ ส่วนการเปลี่ยนแปลงสำหรับผู้ใช้ฟรีและ Go จะทยอยเปิดให้ใช้งานภายในสัปดาห์นี้ และในสัปดาห์หน้า ผู้ใช้จะสามารถเข้าถึงการสนทนาด้วยข้อความแบบไม่จำกัดและปุ่ม "Think" ใหม่สำหรับคำถามที่ท้าทายยิ่งขึ้น

    การอัปเดตครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับประสบการณ์การใช้งาน ChatGPT ให้ดียิ่งขึ้นสำหรับผู้ใช้ทุกระดับ ทำให้การเข้าถึง AI ที่ทรงพลังเป็นไปได้ง่ายและสะดวกสบายกว่าเดิม

    #ChatGPT #OpenAI #AI #เทคโนโลยี

    ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
    https://techcrunch.com/2026/08/06/openai-brings-unlimited-chatgpt-text-chats-to-free-users/

    ChatGPT เปิดให้ใช้งานแชทข้อความแบบไม่จำกัดสำหรับผู้ใช้ฟรีแล้ว 🚀OpenAI ประกาศข่าวดีสำหรับผู้ใช้งาน ChatGPT โดยจะยกเลิกข้อจำกัดการสนทนาด้วยข้อความสำหรับผู้ใช้ฟรีทุกคน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาที่น่าตื่นเต้นหลังจาก ChatGPT มีผู้ใช้งานรายสัปดาห์ทะลุ 1 พันล้านคนไปแล้วGPT-5.6 Luna โมเดลใหม่สำหรับผู้ใช้ฟรีและ Goการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้จะขับเคลื่อนด้วยโมเดล GPT-5.6 Luna ซึ่งจะกลายเป็นโมเดลเริ่มต้นสำหรับผู้ใช้ฟรีและผู้ใช้ Go แทนที่ GPT-5.5 เดิม นอกจากนี้ ผู้ใช้ทั้งสองกลุ่มจะได้รับปุ่ม "Think" ใหม่ ที่ช่วยให้สามารถเลือกใช้พลังการประมวลผลที่สูงขึ้นสำหรับการสอบถามที่ซับซ้อน อย่างไรก็ตาม OpenAI ชี้แจงว่า จะยังคงมีขีดจำกัดแยกต่างหากสำหรับไฟล์ รูปภาพ เสียง และการสร้างภาพอัปเดตพิเศษสำหรับผู้ใช้ Plus และ Proสำหรับผู้ใช้ ChatGPT Plus และ Pro ก็ได้รับการอัปเกรดเช่นกัน โดยจะสามารถเข้าถึงโมเดล GPT-5.6 Sol ที่ได้รับการปรับปรุง ซึ่งมีความสามารถที่ดีเยี่ยมสำหรับงานที่รวดเร็ว เช่น การตอบคำถาม การค้นคว้าข้อมูลบนเว็บ การให้คำแนะนำ การวางแผน การเขียน และการตัดสินใจ โมเดลใหม่นี้จะให้คำตอบที่กระชับและแม่นยำยิ่งขึ้น (หมายเหตุ: นี่เป็นเวอร์ชันที่แยกต่างหากจาก GPT-5.6 Sol ที่ใช้สำหรับ Codex และ Work ซึ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลง)ผู้ใช้ Plus และ Pro ยังจะได้รับ "Thinking Slider" เพื่อปรับระดับ "ความคิด" ที่โมเดลใช้ในการตอบคำถาม โดยสามารถปรับแต่งได้ตามความซับซ้อนและขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาประสิทธิภาพที่เหนือกว่าจากการประเมินภายในของ OpenAI พบว่า เมื่อเทียบกับ GPT-5.5-Instant ข้อผิดพลาดเชิงข้อเท็จจริงลดลงอย่างมาก โดย GPT-5.6 Luna มีข้อผิดพลาดน้อยลงถึง 62% และ GPT-5.6 Sol มีข้อผิดพลาดน้อยลงถึง 68%การทยอยเปิดใช้งานGPT-5.6 Sol เวอร์ชันอัปเดต พร้อมให้ใช้งานสำหรับผู้ใช้ Plus และ Pro แล้ววันนี้ ส่วนการเปลี่ยนแปลงสำหรับผู้ใช้ฟรีและ Go จะทยอยเปิดให้ใช้งานภายในสัปดาห์นี้ และในสัปดาห์หน้า ผู้ใช้จะสามารถเข้าถึงการสนทนาด้วยข้อความแบบไม่จำกัดและปุ่ม "Think" ใหม่สำหรับคำถามที่ท้าทายยิ่งขึ้นการอัปเดตครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับประสบการณ์การใช้งาน ChatGPT ให้ดียิ่งขึ้นสำหรับผู้ใช้ทุกระดับ ทำให้การเข้าถึง AI ที่ทรงพลังเป็นไปได้ง่ายและสะดวกสบายกว่าเดิม#ChatGPT #OpenAI #AI #เทคโนโลยีhttps://techcrunch.com/2026/08/06/openai-brings-unlimited-chatgpt-text-chats-to-free-users/
    Shared content
    TECHCRUNCH.COM
    ChatGPT brings unlimited text chats to free users | TechCrunch
    OpenAI said that ChatGPT free and Go users are also getting a new think button for complex queries.
    7 Comments 0 Shares 214 Views 0 Reviews
  • สร้าง AI Agent อัจฉริยะที่เรียนรู้ได้เอง เพื่อเร่งการวิจัยให้เร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น ด้วย Hermes Agent และ NVIDIA NemoClaw

    ในยุคที่ข้อมูลหลั่งไหลเข้ามาอย่างมหาศาล AI Agent กลายเป็นเครื่องมือทรงพลังที่ช่วยสังเคราะห์ข้อมูล เร่งกระบวนการวิจัย สรุปประเด็นสำคัญ และสนับสนุนการตัดสินใจของทีมให้รวดเร็วยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การนำข้อมูลภายในองค์กรมาประมวลผลร่วมกับแหล่งข้อมูลสาธารณะกลับนำมาซึ่งความท้าทายด้านความปลอดภัย

    บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับตัวอย่าง Open Source ที่ใช้ Hermes Agent ร่วมกับ NVIDIA NemoClaw ในการทำ Product Research จากแหล่งข้อมูลอย่าง Outlook, Slack และ GitHub โดยมี NVIDIA OpenShell ทำหน้าที่เสริมความปลอดภัยให้กับ Runtime ที่ได้รับอนุมัติ Agent จะสามารถเรียนรู้ความชอบและรูปแบบการทำงานของผู้ใช้ สร้าง "ความจำ" (Memories) และ "ทักษะ" (Skills) ใหม่ๆ ได้เอง ยิ่งผู้ใช้ทำงานร่วมกับ Agent มากเท่าไหร่ Agent ก็จะยิ่งฉลาดและมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น

    แม้ว่าจุดเชื่อมต่อ (Integration Points) ในตัวอย่างนี้จะจำเพาะเจาะจงกับ Slack, Outlook และ GitHub แต่รูปแบบการผสมผสานข้อมูลสาธารณะและข้อมูลส่วนตัวอย่างปลอดภัยใน Agent ที่เรียนรู้ได้เองนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การวิจัยด้านการขาย, การสนับสนุนลูกค้า, การคัดกรองปัญหาทางวิศวกรรม, การวิเคราะห์คู่แข่ง หรือการค้นพบองค์ความรู้ภายในองค์กร

    สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้

    • การติดตั้งและเรียกใช้งาน: วิธีการตั้งค่าชุดเครื่องมือ NemoClaw แบบ Open Source ด้วยคำสั่งติดตั้งเพียงครั้งเดียว
    • การเชื่อมต่อ Agent: การเชื่อมต่อ Agent เข้ากับช่องทางการสื่อสาร 2 ช่องทาง (Slack และ Outlook) รวมถึงข้อมูลชุมชน (GitHub และเว็บบอร์ดนักพัฒนา NVIDIA)
    • การสอนทักษะใหม่: วิธีการสอน Agent ให้สร้างรายงานตามรูปแบบที่กำหนดได้โดยตรงจากการสนทนา โดยไม่ต้องแก้ไขโค้ดหรือรีสตาร์ท Gateway
    • การบันทึกสถานะ: วิธีการบันทึกสถานะที่ Agent เรียนรู้ไว้ เพื่อให้คงอยู่ได้แม้จะมีการ Deploy ใหม่

    สิ่งที่ต้องเตรียม

    • เครื่อง Host ที่ติดตั้ง Docker Daemon แล้ว (ตัวอย่างนี้ทดสอบบน Ubuntu 24.04 แต่สามารถใช้กับ Linux Distribution อื่นๆ ที่ OpenShell รองรับได้)
    • API Key จาก build.nvidia.com สำหรับการ Inference (โมเดลเริ่มต้นคือ nvidia/nemotron-3-super-120b-a12b) Hermes Agent สามารถทำงานร่วมกับโมเดล NVIDIA Nemotron ที่ Host เองบน NVIDIA NIM หรือ vLLM หากต้องการให้ข้อมูลอยู่ภายใน On-Premise
    • ข้อมูลยืนยันตัวตน (Credentials) สำหรับการเชื่อมต่ออย่างน้อย 1 ช่องทาง:
    • Outlook Tenant พร้อม Azure App ที่ลงทะเบียนแล้ว
    • หรือ Slack Workspace พร้อม Slack App
    • GitHub Token สำหรับดึงข้อมูล
    • คำแนะนำ: สามารถดูคำแนะนำการตั้งค่าได้ที่ docs/set-up-outlook-bridge.md และ docs/set-up-slack.md

    การติดตั้งและเรียกใช้งาน Hermes Agent

    1. Clone Repository และติดตั้ง OpenShell:
        git clone 
    cd

    # ทำตามขั้นตอนการติดตั้ง OpenShell
    1. ตั้งค่า Environment: คัดลอกไฟล์ template .env และกรอก Inference Key ของคุณ พร้อมข้อมูลช่องทางการสื่อสารอย่างน้อย 1 ช่องทาง
    2. เริ่ม Services ฝั่ง Host: ใช้สคริปต์ host-services เพื่อเริ่ม Services จากนั้นจึงเรียกใช้งาน Agent:
        ./bring-up.sh

    สคริปต์ bring-up.sh จะทำการเริ่ม Hermes Agent ภายใน Sandbox ของ OpenShell ซึ่งมีคุณสมบัติสำคัญ 2 ประการ:

    • การจัดการ Credentials: OpenShell Sandbox จะจัดการ Credentials ให้โดยอัตโนมัติ ทำให้ Hermes Agent ไม่สามารถเข้าถึง Slack หรือ Outlook Token ได้โดยตรง การยืนยันตัวตนจะเกิดขึ้นเมื่อ Request ออกจาก Proxy ของ Sandbox
    • การบังคับใช้นโยบายเครือข่าย: Agent จะมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลภายในที่ละเอียดอ่อนจาก Outlook หรือ Slack แต่จะถูกจำกัดไม่ให้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตสาธารณะได้

    สำหรับข้อมูลจาก GitHub และเว็บบอร์ด NVIDIA จะถูกดึงผ่านกระบวนการ ETL แยกต่างหาก จากนั้นจึงจัดเก็บเพื่อให้ Agent มีสิทธิ์อ่านเท่านั้น การตั้งค่านี้ช่วยป้องกันไม่ให้ Agent ที่อาจถูกเจาะระบบ โพสต์ข้อมูลออกไปยังเว็บไซต์ภายนอกได้

    เมื่อสคริปต์ทำงานเสร็จสิ้น ให้ตรวจสอบสถานะของ Sandbox ว่าทำงานปกติหรือไม่:

    ./sandbox.sh status

    จากนั้น ลองส่งข้อความส่วนตัว (DM) ไปยัง Agent ผ่าน Slack หรือส่งอีเมลจากที่อยู่ที่คุณตั้งค่าไว้ใน .env เพื่อยืนยันว่า Agent สามารถตอบกลับได้

    สอนครั้งเดียว นำไปใช้ได้ทุกที่ 🛠️

    เมื่อ Agent ทำงานแล้ว ส่วนนี้จะแสดงวิธีสอนทักษะใหม่ และการนำทักษะนั้นไปใช้ข้ามการสนทนา

    1. ขอรายงานสรุปประจำวัน:

    ลองขอให้ Agent สรุปประเด็นปัญหา (GitHub Issues) ทุกเช้า โดยเริ่มจากการขอรายงานประจำวัน:

        ขอสรุปประเด็นปัญหา GitHub ประจำวัน

    การตอบกลับอาจมีประโยชน์ แต่ยังไม่ตรงกับรูปแบบที่ต้องการ ลองขอรูปแบบที่แตกต่างออกไป:

        ขอสรุปประเด็นปัญหา GitHub ในรูปแบบรายงานประจำวัน โดยมีส่วนที่เป็นข้อความนำ และรายการประเด็นปัญหา

    เมื่อการตอบกลับมีรูปแบบรายงานที่ดีแล้ว ให้ใช้ "Positive Reinforcement" เพื่อบอก Agent ให้บันทึกรูปแบบนี้ไว้สำหรับการใช้งานในอนาคต:

        รูปแบบนี้ดีมาก บันทึกรูปแบบนี้ไว้ใช้ในครั้งต่อไป
    1. Hermes สร้าง Skill:

    เมื่อ Hermes จดจำรูปแบบได้ มันจะสร้างไฟล์ SKILL.md ขึ้นมาในระบบไฟล์ ไฟล์นี้จะมีส่วนหัว (YAML frontmatter) ที่ระบุชื่อและคำอธิบาย และส่วนเนื้อหาที่เป็นโครงสร้างของรูปแบบรายงาน

    1. Snapshot, Tear Down, Rebuild, Restore:

    ในสภาพแวดล้อม Production Agent จะถูกสร้างใหม่เมื่อมีการอัปเดตโค้ดหรือปรับเปลี่ยนการตั้งค่า หากทักษะที่เรียนรู้ไว้ไม่คงอยู่ Agent จะต้องถูกสอนใหม่ทุกครั้ง เพื่อป้องกันปัญหานี้ ให้ทำการ Snapshot, ทำลาย Sandbox, สร้างใหม่จาก Image และ Restore จากไฟล์ Tarball เพื่อให้แน่ใจว่าทักษะจะยังคงอยู่:

        ./sandbox.sh snapshot --name 
    ./sandbox.sh stop

    # ทำการ Rebuild หรือ Update Container
    ./sandbox.sh start
    ./sandbox.sh restore --name

    Snapshot จะบันทึกสถานะของ Agent รวมถึง Skills, Memories, Sessions และ Scheduled Jobs ต่างๆ โดยจะมีตัวกรอง Credentials ที่จะยกเว้นไฟล์อย่าง .env, token, และ secret ทำให้ไฟล์ Tarball ปลอดภัยสำหรับการแชร์

    1. เรียกใช้งาน Skill จากการสนทนาใหม่:

    จากการสนทนาใหม่ ลองขอ "รายงานสรุปประเด็นปัญหา NemoClaw ประจำ 3 วันที่ผ่านมา" Agent จะสามารถส่งคำตอบในรูปแบบเดียวกันได้ โดยจะมีการเปลี่ยนแปลงเฉพาะตัวเลขและหัวข้อให้ตรงกับข้อมูลปัจจุบันเท่านั้น รูปแบบนี้จะถูกเก็บไว้ใน Skill ไม่ใช่ในหน่วยความจำของการสนทนา

    สถาปัตยกรรมที่ทำงานได้: Model, Harness, และ Runtime

    Agent ถูก Deploy ด้วย NVIDIA NemoClaw ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Open Agents ที่สร้างขึ้นด้วย Harness ที่ขับเคลื่อนด้วยโมเดลแบบเปิด (Open Models) ภายใน Runtime ที่ปลอดภัย

    • Network Policy: นโยบายเครือข่ายถูกกำหนดเป็นโค้ด ไม่ใช่ Prompt โดย policy.yaml จะระบุปลายทาง, Port, HTTP Verb และ Binary ที่อนุญาตทั้งหมด ตัวอย่างเช่น การอนุญาตให้ Inference:
        
    # policy.yaml ตัวอย่าง
    allow:
    - host: 127.0.0.1
    ports:
    - port: 8000
    methods:
    - POST

    หาก Agent พยายามเชื่อมต่อไปยัง Host ที่ไม่อยู่ในรายการอนุญาต Proxy จะส่งข้อผิดพลาด 403 (Forbidden) กลับไป และ Hermes Agent จะถือว่าเป็นข้อผิดพลาดในการใช้เครื่องมือ (Tool Error)

    การสังเกตการณ์ (Observability) ด้วย NeMo Relay และ Arize Phoenix 🔍

    Agent ทำการตัดสินใจมากมายในแต่ละ Turn การสนทนา เช่น การเลือก Skill ที่จะเรียก, เครื่องมือที่จะใช้งาน, Argument ที่จะส่ง, หรือสิ่งที่ส่งกลับไปยังผู้ใช้ เมื่อเกิดข้อผิดพลาด ผู้ใช้ไม่สามารถแก้ไขได้หากไม่เห็นว่า Agent ทำงานอย่างไร

    Agent ที่ Deploy ไว้จะบันทึก Trace ในรูปแบบ Agent Trajectory Format (ATIF) โดย Sandbox Image จะรวม NVIDIA NeMo Relay มาให้เป็นค่าเริ่มต้น ทำให้ Trace ปรากฏขึ้นโดยไม่ต้องตั้งค่าเพิ่มเติม ก่อนที่ Sandbox จะถูกทำลาย สคริปต์ scripts/download-traces.sh จะดึง Trace ออกมา การตั้งค่า PHOENIXCOLLECTORENDPOINT ในไฟล์ .env จะเปิดใช้งานการส่ง Trace แบบสดไปยัง Phoenix Collector เพื่อการ Debug แบบโต้ตอบได้

    ปรับใช้สำหรับ Use Cases ที่หลากหลาย

    แม้ว่าประโยชน์หลักของ Hermes คือการพัฒนาตนเอง แต่ตัวอย่างนี้ยังสามารถปรับแต่งได้ก่อนการ Deploy คุณสามารถอัปเดต Skills ที่กำหนดไว้ล่วงหน้าและนโยบาย OpenShell ให้เข้ากับ Workflow และสภาพแวดล้อมที่เฉพาะเจาะจงได้ ตัวอย่างนี้มาพร้อมกับ 5 Skills ที่ Gateway จะดึงมาใช้งานโดยอัตโนมัติจากโฟลเดอร์ agents/hermes/skills/ คุณสามารถแก้ไขนโยบาย OpenShell เพื่อให้ Agent เข้าถึงแหล่งข้อมูลหรือเครื่องมือต่างๆ ได้

    เริ่มต้นใช้งาน NemoClaw ได้อย่างรวดเร็ว โดยชี้ Agent ของคุณไปยัง Skills ที่ NVIDIA ตรวจสอบแล้ว ซึ่งสร้างขึ้นใน Claude Code, Codex และ Hermes Skills Hub โดยมี Catalog ฉบับเต็มเผยแพร่บน skills.sh สำหรับใช้งานร่วมกับ Cursor, Gemini CLI, GitHub Copilot, Windsurf และอื่นๆ อีกมากมาย

    Repository ของ NemoClaw Community มาพร้อมกับตัวอย่างฉบับสมบูรณ์ที่ใช้ในบทช่วยสอนนี้ หากต้องการเจาะลึกเพิ่มเติม:

    • อ่านเอกสาร NemoClaw สำหรับการอ้างอิง Blueprint และ CLI
    • อ่านเอกสาร NVIDIA OpenShell สำหรับการสร้าง Sandbox, Syntax ของ Policy และการจัดการ Provider
    • เลือกโมเดล Nemotron จาก build.nvidia.com หรือ Host เองด้วย NIM

    #AI #HermesAgent #NVIDIANemoClaw #MachineLearning #OpenSource #AIResearch

    ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
    https://developer.nvidia.com/blog/deploy-self-evolving-agents-for-faster-more-secure-research-with-a-hermes-agent-and-nvidia-nemoclaw/

    สร้าง AI Agent อัจฉริยะที่เรียนรู้ได้เอง เพื่อเร่งการวิจัยให้เร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น ด้วย Hermes Agent และ NVIDIA NemoClawในยุคที่ข้อมูลหลั่งไหลเข้ามาอย่างมหาศาล AI Agent กลายเป็นเครื่องมือทรงพลังที่ช่วยสังเคราะห์ข้อมูล เร่งกระบวนการวิจัย สรุปประเด็นสำคัญ และสนับสนุนการตัดสินใจของทีมให้รวดเร็วยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การนำข้อมูลภายในองค์กรมาประมวลผลร่วมกับแหล่งข้อมูลสาธารณะกลับนำมาซึ่งความท้าทายด้านความปลอดภัยบทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับตัวอย่าง Open Source ที่ใช้ Hermes Agent ร่วมกับ NVIDIA NemoClaw ในการทำ Product Research จากแหล่งข้อมูลอย่าง Outlook, Slack และ GitHub โดยมี NVIDIA OpenShell ทำหน้าที่เสริมความปลอดภัยให้กับ Runtime ที่ได้รับอนุมัติ Agent จะสามารถเรียนรู้ความชอบและรูปแบบการทำงานของผู้ใช้ สร้าง "ความจำ" (Memories) และ "ทักษะ" (Skills) ใหม่ๆ ได้เอง ยิ่งผู้ใช้ทำงานร่วมกับ Agent มากเท่าไหร่ Agent ก็จะยิ่งฉลาดและมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้นแม้ว่าจุดเชื่อมต่อ (Integration Points) ในตัวอย่างนี้จะจำเพาะเจาะจงกับ Slack, Outlook และ GitHub แต่รูปแบบการผสมผสานข้อมูลสาธารณะและข้อมูลส่วนตัวอย่างปลอดภัยใน Agent ที่เรียนรู้ได้เองนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การวิจัยด้านการขาย, การสนับสนุนลูกค้า, การคัดกรองปัญหาทางวิศวกรรม, การวิเคราะห์คู่แข่ง หรือการค้นพบองค์ความรู้ภายในองค์กรสิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้การติดตั้งและเรียกใช้งาน: วิธีการตั้งค่าชุดเครื่องมือ NemoClaw แบบ Open Source ด้วยคำสั่งติดตั้งเพียงครั้งเดียวการเชื่อมต่อ Agent: การเชื่อมต่อ Agent เข้ากับช่องทางการสื่อสาร 2 ช่องทาง (Slack และ Outlook) รวมถึงข้อมูลชุมชน (GitHub และเว็บบอร์ดนักพัฒนา NVIDIA)การสอนทักษะใหม่: วิธีการสอน Agent ให้สร้างรายงานตามรูปแบบที่กำหนดได้โดยตรงจากการสนทนา โดยไม่ต้องแก้ไขโค้ดหรือรีสตาร์ท Gatewayการบันทึกสถานะ: วิธีการบันทึกสถานะที่ Agent เรียนรู้ไว้ เพื่อให้คงอยู่ได้แม้จะมีการ Deploy ใหม่สิ่งที่ต้องเตรียมเครื่อง Host ที่ติดตั้ง Docker Daemon แล้ว (ตัวอย่างนี้ทดสอบบน Ubuntu 24.04 แต่สามารถใช้กับ Linux Distribution อื่นๆ ที่ OpenShell รองรับได้)API Key จาก build.nvidia.com สำหรับการ Inference (โมเดลเริ่มต้นคือ nvidia/nemotron-3-super-120b-a12b) Hermes Agent สามารถทำงานร่วมกับโมเดล NVIDIA Nemotron ที่ Host เองบน NVIDIA NIM หรือ vLLM หากต้องการให้ข้อมูลอยู่ภายใน On-Premiseข้อมูลยืนยันตัวตน (Credentials) สำหรับการเชื่อมต่ออย่างน้อย 1 ช่องทาง:Outlook Tenant พร้อม Azure App ที่ลงทะเบียนแล้วหรือ Slack Workspace พร้อม Slack AppGitHub Token สำหรับดึงข้อมูลคำแนะนำ: สามารถดูคำแนะนำการตั้งค่าได้ที่ docs/set-up-outlook-bridge.md และ docs/set-up-slack.mdการติดตั้งและเรียกใช้งาน Hermes AgentClone Repository และติดตั้ง OpenShell: git clone cd # ทำตามขั้นตอนการติดตั้ง OpenShellตั้งค่า Environment: คัดลอกไฟล์ template .env และกรอก Inference Key ของคุณ พร้อมข้อมูลช่องทางการสื่อสารอย่างน้อย 1 ช่องทางเริ่ม Services ฝั่ง Host: ใช้สคริปต์ host-services เพื่อเริ่ม Services จากนั้นจึงเรียกใช้งาน Agent: ./bring-up.shสคริปต์ bring-up.sh จะทำการเริ่ม Hermes Agent ภายใน Sandbox ของ OpenShell ซึ่งมีคุณสมบัติสำคัญ 2 ประการ:การจัดการ Credentials: OpenShell Sandbox จะจัดการ Credentials ให้โดยอัตโนมัติ ทำให้ Hermes Agent ไม่สามารถเข้าถึง Slack หรือ Outlook Token ได้โดยตรง การยืนยันตัวตนจะเกิดขึ้นเมื่อ Request ออกจาก Proxy ของ Sandboxการบังคับใช้นโยบายเครือข่าย: Agent จะมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลภายในที่ละเอียดอ่อนจาก Outlook หรือ Slack แต่จะถูกจำกัดไม่ให้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตสาธารณะได้สำหรับข้อมูลจาก GitHub และเว็บบอร์ด NVIDIA จะถูกดึงผ่านกระบวนการ ETL แยกต่างหาก จากนั้นจึงจัดเก็บเพื่อให้ Agent มีสิทธิ์อ่านเท่านั้น การตั้งค่านี้ช่วยป้องกันไม่ให้ Agent ที่อาจถูกเจาะระบบ โพสต์ข้อมูลออกไปยังเว็บไซต์ภายนอกได้เมื่อสคริปต์ทำงานเสร็จสิ้น ให้ตรวจสอบสถานะของ Sandbox ว่าทำงานปกติหรือไม่:./sandbox.sh statusจากนั้น ลองส่งข้อความส่วนตัว (DM) ไปยัง Agent ผ่าน Slack หรือส่งอีเมลจากที่อยู่ที่คุณตั้งค่าไว้ใน .env เพื่อยืนยันว่า Agent สามารถตอบกลับได้สอนครั้งเดียว นำไปใช้ได้ทุกที่ 🛠️เมื่อ Agent ทำงานแล้ว ส่วนนี้จะแสดงวิธีสอนทักษะใหม่ และการนำทักษะนั้นไปใช้ข้ามการสนทนาขอรายงานสรุปประจำวัน:ลองขอให้ Agent สรุปประเด็นปัญหา (GitHub Issues) ทุกเช้า โดยเริ่มจากการขอรายงานประจำวัน: ขอสรุปประเด็นปัญหา GitHub ประจำวันการตอบกลับอาจมีประโยชน์ แต่ยังไม่ตรงกับรูปแบบที่ต้องการ ลองขอรูปแบบที่แตกต่างออกไป: ขอสรุปประเด็นปัญหา GitHub ในรูปแบบรายงานประจำวัน โดยมีส่วนที่เป็นข้อความนำ และรายการประเด็นปัญหาเมื่อการตอบกลับมีรูปแบบรายงานที่ดีแล้ว ให้ใช้ "Positive Reinforcement" เพื่อบอก Agent ให้บันทึกรูปแบบนี้ไว้สำหรับการใช้งานในอนาคต: รูปแบบนี้ดีมาก บันทึกรูปแบบนี้ไว้ใช้ในครั้งต่อไปHermes สร้าง Skill:เมื่อ Hermes จดจำรูปแบบได้ มันจะสร้างไฟล์ SKILL.md ขึ้นมาในระบบไฟล์ ไฟล์นี้จะมีส่วนหัว (YAML frontmatter) ที่ระบุชื่อและคำอธิบาย และส่วนเนื้อหาที่เป็นโครงสร้างของรูปแบบรายงานSnapshot, Tear Down, Rebuild, Restore:ในสภาพแวดล้อม Production Agent จะถูกสร้างใหม่เมื่อมีการอัปเดตโค้ดหรือปรับเปลี่ยนการตั้งค่า หากทักษะที่เรียนรู้ไว้ไม่คงอยู่ Agent จะต้องถูกสอนใหม่ทุกครั้ง เพื่อป้องกันปัญหานี้ ให้ทำการ Snapshot, ทำลาย Sandbox, สร้างใหม่จาก Image และ Restore จากไฟล์ Tarball เพื่อให้แน่ใจว่าทักษะจะยังคงอยู่: ./sandbox.sh snapshot --name ./sandbox.sh stop # ทำการ Rebuild หรือ Update Container ./sandbox.sh start ./sandbox.sh restore --name Snapshot จะบันทึกสถานะของ Agent รวมถึง Skills, Memories, Sessions และ Scheduled Jobs ต่างๆ โดยจะมีตัวกรอง Credentials ที่จะยกเว้นไฟล์อย่าง .env, token, และ secret ทำให้ไฟล์ Tarball ปลอดภัยสำหรับการแชร์เรียกใช้งาน Skill จากการสนทนาใหม่:จากการสนทนาใหม่ ลองขอ "รายงานสรุปประเด็นปัญหา NemoClaw ประจำ 3 วันที่ผ่านมา" Agent จะสามารถส่งคำตอบในรูปแบบเดียวกันได้ โดยจะมีการเปลี่ยนแปลงเฉพาะตัวเลขและหัวข้อให้ตรงกับข้อมูลปัจจุบันเท่านั้น รูปแบบนี้จะถูกเก็บไว้ใน Skill ไม่ใช่ในหน่วยความจำของการสนทนาสถาปัตยกรรมที่ทำงานได้: Model, Harness, และ RuntimeAgent ถูก Deploy ด้วย NVIDIA NemoClaw ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Open Agents ที่สร้างขึ้นด้วย Harness ที่ขับเคลื่อนด้วยโมเดลแบบเปิด (Open Models) ภายใน Runtime ที่ปลอดภัยNetwork Policy: นโยบายเครือข่ายถูกกำหนดเป็นโค้ด ไม่ใช่ Prompt โดย policy.yaml จะระบุปลายทาง, Port, HTTP Verb และ Binary ที่อนุญาตทั้งหมด ตัวอย่างเช่น การอนุญาตให้ Inference: # policy.yaml ตัวอย่าง allow: - host: 127.0.0.1 ports: - port: 8000 methods: - POSTหาก Agent พยายามเชื่อมต่อไปยัง Host ที่ไม่อยู่ในรายการอนุญาต Proxy จะส่งข้อผิดพลาด 403 (Forbidden) กลับไป และ Hermes Agent จะถือว่าเป็นข้อผิดพลาดในการใช้เครื่องมือ (Tool Error)การสังเกตการณ์ (Observability) ด้วย NeMo Relay และ Arize Phoenix 🔍Agent ทำการตัดสินใจมากมายในแต่ละ Turn การสนทนา เช่น การเลือก Skill ที่จะเรียก, เครื่องมือที่จะใช้งาน, Argument ที่จะส่ง, หรือสิ่งที่ส่งกลับไปยังผู้ใช้ เมื่อเกิดข้อผิดพลาด ผู้ใช้ไม่สามารถแก้ไขได้หากไม่เห็นว่า Agent ทำงานอย่างไรAgent ที่ Deploy ไว้จะบันทึก Trace ในรูปแบบ Agent Trajectory Format (ATIF) โดย Sandbox Image จะรวม NVIDIA NeMo Relay มาให้เป็นค่าเริ่มต้น ทำให้ Trace ปรากฏขึ้นโดยไม่ต้องตั้งค่าเพิ่มเติม ก่อนที่ Sandbox จะถูกทำลาย สคริปต์ scripts/download-traces.sh จะดึง Trace ออกมา การตั้งค่า PHOENIXCOLLECTORENDPOINT ในไฟล์ .env จะเปิดใช้งานการส่ง Trace แบบสดไปยัง Phoenix Collector เพื่อการ Debug แบบโต้ตอบได้ปรับใช้สำหรับ Use Cases ที่หลากหลายแม้ว่าประโยชน์หลักของ Hermes คือการพัฒนาตนเอง แต่ตัวอย่างนี้ยังสามารถปรับแต่งได้ก่อนการ Deploy คุณสามารถอัปเดต Skills ที่กำหนดไว้ล่วงหน้าและนโยบาย OpenShell ให้เข้ากับ Workflow และสภาพแวดล้อมที่เฉพาะเจาะจงได้ ตัวอย่างนี้มาพร้อมกับ 5 Skills ที่ Gateway จะดึงมาใช้งานโดยอัตโนมัติจากโฟลเดอร์ agents/hermes/skills/ คุณสามารถแก้ไขนโยบาย OpenShell เพื่อให้ Agent เข้าถึงแหล่งข้อมูลหรือเครื่องมือต่างๆ ได้เริ่มต้นใช้งาน NemoClaw ได้อย่างรวดเร็ว โดยชี้ Agent ของคุณไปยัง Skills ที่ NVIDIA ตรวจสอบแล้ว ซึ่งสร้างขึ้นใน Claude Code, Codex และ Hermes Skills Hub โดยมี Catalog ฉบับเต็มเผยแพร่บน skills.sh สำหรับใช้งานร่วมกับ Cursor, Gemini CLI, GitHub Copilot, Windsurf และอื่นๆ อีกมากมายRepository ของ NemoClaw Community มาพร้อมกับตัวอย่างฉบับสมบูรณ์ที่ใช้ในบทช่วยสอนนี้ หากต้องการเจาะลึกเพิ่มเติม:อ่านเอกสาร NemoClaw สำหรับการอ้างอิง Blueprint และ CLIอ่านเอกสาร NVIDIA OpenShell สำหรับการสร้าง Sandbox, Syntax ของ Policy และการจัดการ Providerเลือกโมเดล Nemotron จาก build.nvidia.com หรือ Host เองด้วย NIM#AI #HermesAgent #NVIDIANemoClaw #MachineLearning #OpenSource #AIResearchhttps://developer.nvidia.com/blog/deploy-self-evolving-agents-for-faster-more-secure-research-with-a-hermes-agent-and-nvidia-nemoclaw/
    Shared content
    DEVELOPER.NVIDIA.COM
    Deploy Self-Evolving Agents for Faster, More Secure Research with a Hermes Agent and NVIDIA NemoClaw
    AI agents are a powerful tool for synthesizing data to accelerate research, summarize information, and help teams make decisions faster. But combining internal data with public sources poses security…
    3 Comments 0 Shares 255 Views 0 Reviews
  • ปรับแต่งรถ Mario Kart 8 ให้เหนือชั้นด้วยหลักการ Pareto Frontier

    การเลือกตัวละคร, ตัวถังรถ, ล้อ, และร่มร่อนในเกม Mario Kart 8 ไม่ใช่แค่เรื่องของสไตล์ แต่เป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ชัยชนะในการแข่งขัน ไม่เคยสงสัยไหมว่าเราจะหาสิ่งที่ดีที่สุดได้อย่างไร?

    ในเกม Mario Kart 8 แต่ละส่วนประกอบเหล่านี้มีตัวเลือกให้เรานับสิบ ซึ่งแต่ละตัวเลือกก็มีค่าสถิติที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นความเร็ว, อัตราเร่ง, หรืออื่น ๆ ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการแข่ง

    เมื่อนำมารวมกันแล้ว ทำให้จำนวนการผสมผสานของอุปกรณ์ต่าง ๆ มีมหาศาล แม้ว่าหลาย ๆ ตัวเลือกอาจมีสถิติเหมือนกันและตัดส่วนที่ซ้ำกันออกไปแล้ว ก็ยังคงมีตัวเลือกนับพันให้เราต้องพิจารณา

    แล้วเราจะหาการปรับแต่งรถที่ดีที่สุดได้จริง ๆ หรือเป็นแค่เรื่องของโชค? เราควรจะเน้นที่ความเร็วสูงสุด หรือควรจะเน้นที่อัตราเร่งเพื่อกลับมาตั้งหลักได้เร็วหลังจากการโดนโจมตี? วันนี้เราจะมาเปิดเผยวิธีแก้ปัญหาที่นักเศรษฐศาสตร์ Vilfredo Pareto ได้เสนอไว้เมื่อกว่าร้อยปีก่อน

    การหาตัวเลือกที่ดีที่สุด ไม่ใช่แค่เรื่องของความเร็ว

    การหาตัวละครที่เร็วที่สุดนั้นง่ายมาก เพียงแค่จัดอันดับตามค่าสถิติความเร็ว คุณอาจจะคิดว่า Bowser หรือ Wario คือตัวเลือกที่ชัดเจน

    แต่คุณไม่สามารถพึ่งพาแค่ความเร็วเพียงอย่างเดียวในการหาการปรับแต่งรถที่ดีที่สุดได้ คุณต้องพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ ด้วย ตอนนี้ การหาตัวละคร, ตัวถังรถ, ล้อ, และร่มร่อนที่ดีที่สุด ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป คุณต้องทำการแลกเปลี่ยนระหว่างสถิติต่าง ๆ เช่น ความเร็ว, อัตราเร่ง, การควบคุม, น้ำหนัก, การขับขี่นอกเส้นทาง (Off-road), และ Mini Turbo

    ลองสังเกตให้ดี! คุณจะพบว่ามีบางตัวเลือกที่ "ด้อยกว่า" ตัวอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด ลองมาดูตัวอย่างของ Koopa ที่น่าสงสารนี้

    Cat Peach มีความเร็วสูงกว่าโดยมีอัตราเร่งเท่าเดิม และ Toadette ก็มีอัตราเร่งสูงกว่าโดยมีความเร็วเท่าเดิม ดังนั้น ถ้าคุณต้องการชนะ อย่าให้ Koopa นั่งอยู่ในรถของคุณเด็ดขาด!

    คุณสามารถระบุตัวละครที่มีประสิทธิภาพทั้งหมด ซึ่งแตกต่างจาก Koopa ที่ไม่เคยถูกมองข้ามทั้งในด้านความเร็วและอัตราเร่ง ตัวละครเหล่านี้จะรวมกันเป็นสิ่งที่เรียกว่า Pareto Frontier

    Pareto Frontier: ตัวกรองชั้นยอดสำหรับตัวเลือกที่ซับซ้อน

    โปรดจำไว้ว่า ไม่ใช่ทุกองค์ประกอบบน Pareto Frontier ที่จะดีเท่ากัน คุณอาจจะไม่เลือกตัวละครที่อยู่สุดขอบของ Frontier เพราะคุณต้องการความสมดุลระหว่างความเร็วและอัตราเร่ง ประสิทธิภาพแบบ Pareto เป็นเกณฑ์ที่ชัดเจนในการคัดกรองตัวเลือกที่ด้อยกว่าออกไป แต่คุณยังคงต้องตัดสินใจขั้นสุดท้ายด้วยตัวเอง

    เมื่อพิจารณาจากสไตล์การเล่นและทักษะของคุณ คุณอาจให้น้ำหนักกับสถิติบางอย่างมากกว่าสถิติอื่น ๆ ความชอบเหล่านี้จะช่วยให้คุณค้นพบส่วนประกอบบน Frontier ที่เหมาะสมกับคุณมากที่สุด

    ในการแข่งขันจริง ๆ คุณไม่ได้เลือกแค่ตัวละคร แต่คุณเลือกชุดอุปกรณ์เต็มรูปแบบ ทั้งตัวถังรถ, ล้อ, และร่มร่อน การนำเสนอทุกการผสมผสานเป็นจุด ๆ อาจทำให้จำนวนตัวเลือกพุ่งสูงขึ้นไปอีก แต่ Pareto ก็ยังคงอยู่เคียงข้างเรา!

    การประยุกต์ใช้หลักการ Pareto ในชีวิตจริง

    เราได้สนุกกับการเล่นเกมกันมาแล้ว แต่คุณเห็นรูปแบบไหม? เรามักเผชิญกับการแลกเปลี่ยนที่คล้ายคลึงกัน คุณต้องการอาหารที่ทั้งถูกและอร่อย? งานที่ทั้งได้เงินดี, ง่าย, และน่าพอใจ? พอร์ตการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำและผลตอบแทนสูง? วัสดุคุณภาพสูงที่แข็งแรงและผลิตง่าย? ระบบภาษีที่เป็นธรรมแต่ยังคงประสิทธิภาพ? โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ที่มีคุณภาพสูง รวดเร็ว และคุ้มค่า? ในทุกกรณี คุณกำลังเผชิญกับปัญหาการปรับให้เหมาะสมกับหลายวัตถุประสงค์ (Multi-objective optimization) และคุณต้องทำการแลกเปลี่ยน

    แน่นอน หากคุณทราบค่าน้ำหนักที่แน่นอนสำหรับแต่ละมิติ (เช่น คุณทราบฟังก์ชันอรรถประโยชน์ของคุณ) คุณสามารถลดปัญหาให้เป็นการปรับให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์เดียวได้ เพราะคุณสามารถรวมมิติเหล่านี้เข้ากับน้ำหนักเพื่อสร้างปริมาณเดียวที่ต้องการปรับให้เหมาะสม (มักเรียกว่า อรรถประโยชน์, ต้นทุน, หรือความเหมาะสม) ในกรณีนี้ คุณไม่จำเป็นต้องใช้ Pareto เลย

    แต่บ่อยครั้งที่คุณเผชิญกับสถานการณ์ที่ฟังก์ชันอรรถประโยชน์ของคุณไม่ทราบหรือไม่แน่นอน ในสถานการณ์เช่นนี้ Pareto Frontier จะช่วยกำจัดตัวเลือกที่ด้อยกว่าออกไปอย่างชัดเจน มันอาจจะไม่แสดงตัวเลือกที่ดีที่สุดในทันที แต่คุณสามารถทดลองกับตัวเลือกที่มีประสิทธิภาพเหล่านี้ และเลือกตัวเลือกที่เหมาะสมกับคุณมากที่สุด

    ข้อควรทราบเพิ่มเติม

    ผู้เขียนได้ทำการสมมติฐานบางอย่างเพื่อให้บทความนี้อ่านง่ายสำหรับคนหมู่มาก ในความเป็นจริง สถิติที่นำเสนอถูกแปลงเป็นสถิติที่ได้มาจากการเล่นจริง ซึ่งอาจไม่เป็นเชิงเส้นเสมอไปกับสถิติพื้นฐาน นอกจากนี้ ยังมีสถิติความเร็ว 4 แบบ และสถิติการควบคุม 4 แบบสำหรับทุกเกียร์ (ยกเว้นตัวละคร) ผู้เขียนจึงตัดสินใจเฉลี่ยค่าเหล่านี้ และซ่อนรูปแบบการทำงานของฟังก์ชันอรรถประโยชน์ ซึ่งอาจมีบทบาทสำคัญ

    หากคุณต้องการเข้าถึงรายละเอียดเพิ่มเติมเบื้องหลังบทความนี้ หรือเพียงแค่ชื่นชอบผลงานและต้องการเห็นผลงานมากขึ้นในอนาคต โปรดพิจารณาการบริจาค

    #MarioKart8 #ParetoFrontier #GameOptimization

    ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
    https://www.mayerowitz.io/blog/mario-meets-pareto

    ปรับแต่งรถ Mario Kart 8 ให้เหนือชั้นด้วยหลักการ Pareto Frontierการเลือกตัวละคร, ตัวถังรถ, ล้อ, และร่มร่อนในเกม Mario Kart 8 ไม่ใช่แค่เรื่องของสไตล์ แต่เป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ชัยชนะในการแข่งขัน ไม่เคยสงสัยไหมว่าเราจะหาสิ่งที่ดีที่สุดได้อย่างไร?ในเกม Mario Kart 8 แต่ละส่วนประกอบเหล่านี้มีตัวเลือกให้เรานับสิบ ซึ่งแต่ละตัวเลือกก็มีค่าสถิติที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นความเร็ว, อัตราเร่ง, หรืออื่น ๆ ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการแข่งเมื่อนำมารวมกันแล้ว ทำให้จำนวนการผสมผสานของอุปกรณ์ต่าง ๆ มีมหาศาล แม้ว่าหลาย ๆ ตัวเลือกอาจมีสถิติเหมือนกันและตัดส่วนที่ซ้ำกันออกไปแล้ว ก็ยังคงมีตัวเลือกนับพันให้เราต้องพิจารณาแล้วเราจะหาการปรับแต่งรถที่ดีที่สุดได้จริง ๆ หรือเป็นแค่เรื่องของโชค? เราควรจะเน้นที่ความเร็วสูงสุด หรือควรจะเน้นที่อัตราเร่งเพื่อกลับมาตั้งหลักได้เร็วหลังจากการโดนโจมตี? วันนี้เราจะมาเปิดเผยวิธีแก้ปัญหาที่นักเศรษฐศาสตร์ Vilfredo Pareto ได้เสนอไว้เมื่อกว่าร้อยปีก่อนการหาตัวเลือกที่ดีที่สุด ไม่ใช่แค่เรื่องของความเร็วการหาตัวละครที่เร็วที่สุดนั้นง่ายมาก เพียงแค่จัดอันดับตามค่าสถิติความเร็ว คุณอาจจะคิดว่า Bowser หรือ Wario คือตัวเลือกที่ชัดเจนแต่คุณไม่สามารถพึ่งพาแค่ความเร็วเพียงอย่างเดียวในการหาการปรับแต่งรถที่ดีที่สุดได้ คุณต้องพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ ด้วย ตอนนี้ การหาตัวละคร, ตัวถังรถ, ล้อ, และร่มร่อนที่ดีที่สุด ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป คุณต้องทำการแลกเปลี่ยนระหว่างสถิติต่าง ๆ เช่น ความเร็ว, อัตราเร่ง, การควบคุม, น้ำหนัก, การขับขี่นอกเส้นทาง (Off-road), และ Mini Turboลองสังเกตให้ดี! คุณจะพบว่ามีบางตัวเลือกที่ "ด้อยกว่า" ตัวอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด ลองมาดูตัวอย่างของ Koopa ที่น่าสงสารนี้Cat Peach มีความเร็วสูงกว่าโดยมีอัตราเร่งเท่าเดิม และ Toadette ก็มีอัตราเร่งสูงกว่าโดยมีความเร็วเท่าเดิม ดังนั้น ถ้าคุณต้องการชนะ อย่าให้ Koopa นั่งอยู่ในรถของคุณเด็ดขาด!คุณสามารถระบุตัวละครที่มีประสิทธิภาพทั้งหมด ซึ่งแตกต่างจาก Koopa ที่ไม่เคยถูกมองข้ามทั้งในด้านความเร็วและอัตราเร่ง ตัวละครเหล่านี้จะรวมกันเป็นสิ่งที่เรียกว่า Pareto FrontierPareto Frontier: ตัวกรองชั้นยอดสำหรับตัวเลือกที่ซับซ้อนโปรดจำไว้ว่า ไม่ใช่ทุกองค์ประกอบบน Pareto Frontier ที่จะดีเท่ากัน คุณอาจจะไม่เลือกตัวละครที่อยู่สุดขอบของ Frontier เพราะคุณต้องการความสมดุลระหว่างความเร็วและอัตราเร่ง ประสิทธิภาพแบบ Pareto เป็นเกณฑ์ที่ชัดเจนในการคัดกรองตัวเลือกที่ด้อยกว่าออกไป แต่คุณยังคงต้องตัดสินใจขั้นสุดท้ายด้วยตัวเองเมื่อพิจารณาจากสไตล์การเล่นและทักษะของคุณ คุณอาจให้น้ำหนักกับสถิติบางอย่างมากกว่าสถิติอื่น ๆ ความชอบเหล่านี้จะช่วยให้คุณค้นพบส่วนประกอบบน Frontier ที่เหมาะสมกับคุณมากที่สุดในการแข่งขันจริง ๆ คุณไม่ได้เลือกแค่ตัวละคร แต่คุณเลือกชุดอุปกรณ์เต็มรูปแบบ ทั้งตัวถังรถ, ล้อ, และร่มร่อน การนำเสนอทุกการผสมผสานเป็นจุด ๆ อาจทำให้จำนวนตัวเลือกพุ่งสูงขึ้นไปอีก แต่ Pareto ก็ยังคงอยู่เคียงข้างเรา!การประยุกต์ใช้หลักการ Pareto ในชีวิตจริงเราได้สนุกกับการเล่นเกมกันมาแล้ว แต่คุณเห็นรูปแบบไหม? เรามักเผชิญกับการแลกเปลี่ยนที่คล้ายคลึงกัน คุณต้องการอาหารที่ทั้งถูกและอร่อย? งานที่ทั้งได้เงินดี, ง่าย, และน่าพอใจ? พอร์ตการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำและผลตอบแทนสูง? วัสดุคุณภาพสูงที่แข็งแรงและผลิตง่าย? ระบบภาษีที่เป็นธรรมแต่ยังคงประสิทธิภาพ? โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ที่มีคุณภาพสูง รวดเร็ว และคุ้มค่า? ในทุกกรณี คุณกำลังเผชิญกับปัญหาการปรับให้เหมาะสมกับหลายวัตถุประสงค์ (Multi-objective optimization) และคุณต้องทำการแลกเปลี่ยนแน่นอน หากคุณทราบค่าน้ำหนักที่แน่นอนสำหรับแต่ละมิติ (เช่น คุณทราบฟังก์ชันอรรถประโยชน์ของคุณ) คุณสามารถลดปัญหาให้เป็นการปรับให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์เดียวได้ เพราะคุณสามารถรวมมิติเหล่านี้เข้ากับน้ำหนักเพื่อสร้างปริมาณเดียวที่ต้องการปรับให้เหมาะสม (มักเรียกว่า อรรถประโยชน์, ต้นทุน, หรือความเหมาะสม) ในกรณีนี้ คุณไม่จำเป็นต้องใช้ Pareto เลยแต่บ่อยครั้งที่คุณเผชิญกับสถานการณ์ที่ฟังก์ชันอรรถประโยชน์ของคุณไม่ทราบหรือไม่แน่นอน ในสถานการณ์เช่นนี้ Pareto Frontier จะช่วยกำจัดตัวเลือกที่ด้อยกว่าออกไปอย่างชัดเจน มันอาจจะไม่แสดงตัวเลือกที่ดีที่สุดในทันที แต่คุณสามารถทดลองกับตัวเลือกที่มีประสิทธิภาพเหล่านี้ และเลือกตัวเลือกที่เหมาะสมกับคุณมากที่สุดข้อควรทราบเพิ่มเติมผู้เขียนได้ทำการสมมติฐานบางอย่างเพื่อให้บทความนี้อ่านง่ายสำหรับคนหมู่มาก ในความเป็นจริง สถิติที่นำเสนอถูกแปลงเป็นสถิติที่ได้มาจากการเล่นจริง ซึ่งอาจไม่เป็นเชิงเส้นเสมอไปกับสถิติพื้นฐาน นอกจากนี้ ยังมีสถิติความเร็ว 4 แบบ และสถิติการควบคุม 4 แบบสำหรับทุกเกียร์ (ยกเว้นตัวละคร) ผู้เขียนจึงตัดสินใจเฉลี่ยค่าเหล่านี้ และซ่อนรูปแบบการทำงานของฟังก์ชันอรรถประโยชน์ ซึ่งอาจมีบทบาทสำคัญหากคุณต้องการเข้าถึงรายละเอียดเพิ่มเติมเบื้องหลังบทความนี้ หรือเพียงแค่ชื่นชอบผลงานและต้องการเห็นผลงานมากขึ้นในอนาคต โปรดพิจารณาการบริจาค#MarioKart8 #ParetoFrontier #GameOptimizationhttps://www.mayerowitz.io/blog/mario-meets-pareto
    Shared content
    WWW.MAYEROWITZ.IO
    Mario meets Pareto
    Discover how to find the best Mario Kart 8 build using the Pareto frontier method. This interactive guide explores multi-objective optimization of speed, acceleration, and other key stats to help you beat your friends on the race track.
    7 Comments 0 Shares 280 Views 0 Reviews
  • GPT-5 & 6: ก้าวต่อไปของ ChatGPT ที่กำลังจะมาถึง

    การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) นั้นก้าวไปอย่างรวดเร็ว และหนึ่งในเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ ChatGPT ซึ่งพัฒนาโดย OpenAI ล่าสุดมีข่าวความคืบหน้าเกี่ยวกับการปรับปรุงและพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่รุ่นต่อไปอย่าง GPT-5 และ GPT-6 ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับประสบการณ์การใช้งาน ChatGPT ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

    GPT-5 และ GPT-6 คืออะไร?

    GPT ย่อมาจาก Generative Pre-trained Transformer เป็นสถาปัตยกรรมโครงข่ายประสาทเทียมที่ใช้ในการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing - NLP) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ ChatGPT

    • GPT-5: เป็นโมเดลภาษาที่คาดว่าจะมีความสามารถสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากรุ่นก่อนหน้า โดยอาจมีประสิทธิภาพในการทำความเข้าใจบริบท การสร้างข้อความที่ซับซ้อนและมีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น รวมถึงความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัวได้ดียิ่งขึ้น
    • GPT-6: เป็นวิสัยทัศน์สำหรับโมเดลในอนาคต ซึ่งอาจจะมาพร้อมกับความสามารถที่เหนือกว่า GPT-5 ไปอีกขั้น อาจรวมถึงการประมวลผลข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่เร็วขึ้น การเชื่อมโยงข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือแม้กระทั่งความสามารถในการโต้ตอบที่ใกล้เคียงกับมนุษย์มากขึ้น

    การปรับปรุงใน ChatGPT ที่กำลังจะมาถึง

    การพัฒนา GPT-5 และ GPT-6 ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การสร้างโมเดลที่ใหญ่ขึ้น แต่ยังรวมถึงการปรับปรุงในหลายมิติเพื่อให้ ChatGPT มีประโยชน์และใช้งานได้ดียิ่งขึ้นสำหรับผู้ใช้:

    • ความแม่นยำและความน่าเชื่อถือ: โมเดลใหม่จะมุ่งเน้นการลดข้อผิดพลาดและให้ข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำมากขึ้น ลดปัญหาการสร้างข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริง (hallucinations)
    • การเข้าใจบริบทที่ลึกซึ้ง: สามารถจับใจความสำคัญของบทสนทนาที่ยาวและซับซ้อนได้ดีขึ้น ทำให้การโต้ตอบเป็นไปอย่างราบรื่นและตรงประเด็น
    • ประสิทธิภาพและความเร็ว: การตอบสนองที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ทำให้การใช้งานในสถานการณ์ที่ต้องการความฉับไวเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    • ความปลอดภัยและการควบคุม: การปรับปรุงด้านความปลอดภัยเพื่อป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด และให้ผู้ใช้สามารถควบคุมการทำงานของ AI ได้มากขึ้น

    ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

    การมาถึงของ GPT-5 และ GPT-6 จะส่งผลต่อการใช้งาน ChatGPT ในหลากหลายด้าน:

    • การศึกษา: เป็นเครื่องมือช่วยเรียนรู้ที่ทรงพลัง สามารถอธิบายหัวข้อที่ซับซ้อน หรือช่วยในการค้นคว้าข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    • การทำงาน: ช่วยในการร่างเอกสาร สรุปข้อมูล วางแผน หรือแม้กระทั่งช่วยในการเขียนโค้ด
    • การสร้างสรรค์: เป็นคู่คิดในการสร้างสรรค์เนื้อหา ไม่ว่าจะเป็นบทความ เรื่องราว บทกวี หรือสคริปต์
    • การบริการลูกค้า: องค์กรต่างๆ สามารถนำไปใช้พัฒนาแชทบอทที่มีความสามารถในการตอบคำถามและแก้ไขปัญหาได้อย่างชาญฉลาด

    สิ่งที่น่าจับตามอง

    การพัฒนาโมเดล AI ที่มีความสามารถสูงขึ้นเรื่อยๆ ย่อมมาพร้อมกับความท้าทายและข้อควรพิจารณาที่สำคัญ เช่น:

    • จริยธรรมและการกำกับดูแล: การสร้างกรอบการทำงานด้านจริยธรรมเพื่อให้มั่นใจว่า AI ถูกนำไปใช้อย่างมีความรับผิดชอบ
    • ผลกระทบต่อตลาดแรงงาน: การปรับตัวเพื่อทำงานร่วมกับ AI และพัฒนาทักษะที่จำเป็นในอนาคต
    • ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูล: การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่ใช้ในการฝึกฝนและข้อมูลที่ผู้ใช้ป้อนเข้าไป

    การพัฒนา GPT-5 และ GPT-6 ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ ChatGPT ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ และเปิดประสบการณ์การใช้งาน AI ที่ฉลาดและมีประโยชน์ยิ่งขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

    #GPT5 #GPT6 #ChatGPT #OpenAI #AI

    ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
    https://openai.com/index/improving-gpt-5-6-sol-in-chatgpt

    GPT-5 & 6: ก้าวต่อไปของ ChatGPT ที่กำลังจะมาถึงการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) นั้นก้าวไปอย่างรวดเร็ว และหนึ่งในเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ ChatGPT ซึ่งพัฒนาโดย OpenAI ล่าสุดมีข่าวความคืบหน้าเกี่ยวกับการปรับปรุงและพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่รุ่นต่อไปอย่าง GPT-5 และ GPT-6 ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับประสบการณ์การใช้งาน ChatGPT ให้ดียิ่งขึ้นไปอีกGPT-5 และ GPT-6 คืออะไร?GPT ย่อมาจาก Generative Pre-trained Transformer เป็นสถาปัตยกรรมโครงข่ายประสาทเทียมที่ใช้ในการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing - NLP) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ ChatGPTGPT-5: เป็นโมเดลภาษาที่คาดว่าจะมีความสามารถสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากรุ่นก่อนหน้า โดยอาจมีประสิทธิภาพในการทำความเข้าใจบริบท การสร้างข้อความที่ซับซ้อนและมีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น รวมถึงความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัวได้ดียิ่งขึ้นGPT-6: เป็นวิสัยทัศน์สำหรับโมเดลในอนาคต ซึ่งอาจจะมาพร้อมกับความสามารถที่เหนือกว่า GPT-5 ไปอีกขั้น อาจรวมถึงการประมวลผลข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่เร็วขึ้น การเชื่อมโยงข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือแม้กระทั่งความสามารถในการโต้ตอบที่ใกล้เคียงกับมนุษย์มากขึ้นการปรับปรุงใน ChatGPT ที่กำลังจะมาถึงการพัฒนา GPT-5 และ GPT-6 ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การสร้างโมเดลที่ใหญ่ขึ้น แต่ยังรวมถึงการปรับปรุงในหลายมิติเพื่อให้ ChatGPT มีประโยชน์และใช้งานได้ดียิ่งขึ้นสำหรับผู้ใช้:ความแม่นยำและความน่าเชื่อถือ: โมเดลใหม่จะมุ่งเน้นการลดข้อผิดพลาดและให้ข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำมากขึ้น ลดปัญหาการสร้างข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริง (hallucinations)การเข้าใจบริบทที่ลึกซึ้ง: สามารถจับใจความสำคัญของบทสนทนาที่ยาวและซับซ้อนได้ดีขึ้น ทำให้การโต้ตอบเป็นไปอย่างราบรื่นและตรงประเด็นประสิทธิภาพและความเร็ว: การตอบสนองที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ทำให้การใช้งานในสถานการณ์ที่ต้องการความฉับไวเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพความปลอดภัยและการควบคุม: การปรับปรุงด้านความปลอดภัยเพื่อป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด และให้ผู้ใช้สามารถควบคุมการทำงานของ AI ได้มากขึ้นประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับการมาถึงของ GPT-5 และ GPT-6 จะส่งผลต่อการใช้งาน ChatGPT ในหลากหลายด้าน:การศึกษา: เป็นเครื่องมือช่วยเรียนรู้ที่ทรงพลัง สามารถอธิบายหัวข้อที่ซับซ้อน หรือช่วยในการค้นคว้าข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพการทำงาน: ช่วยในการร่างเอกสาร สรุปข้อมูล วางแผน หรือแม้กระทั่งช่วยในการเขียนโค้ดการสร้างสรรค์: เป็นคู่คิดในการสร้างสรรค์เนื้อหา ไม่ว่าจะเป็นบทความ เรื่องราว บทกวี หรือสคริปต์การบริการลูกค้า: องค์กรต่างๆ สามารถนำไปใช้พัฒนาแชทบอทที่มีความสามารถในการตอบคำถามและแก้ไขปัญหาได้อย่างชาญฉลาดสิ่งที่น่าจับตามองการพัฒนาโมเดล AI ที่มีความสามารถสูงขึ้นเรื่อยๆ ย่อมมาพร้อมกับความท้าทายและข้อควรพิจารณาที่สำคัญ เช่น:จริยธรรมและการกำกับดูแล: การสร้างกรอบการทำงานด้านจริยธรรมเพื่อให้มั่นใจว่า AI ถูกนำไปใช้อย่างมีความรับผิดชอบผลกระทบต่อตลาดแรงงาน: การปรับตัวเพื่อทำงานร่วมกับ AI และพัฒนาทักษะที่จำเป็นในอนาคตความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูล: การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่ใช้ในการฝึกฝนและข้อมูลที่ผู้ใช้ป้อนเข้าไปการพัฒนา GPT-5 และ GPT-6 ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ ChatGPT ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ และเปิดประสบการณ์การใช้งาน AI ที่ฉลาดและมีประโยชน์ยิ่งขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้#GPT5 #GPT6 #ChatGPT #OpenAI #AIhttps://openai.com/index/improving-gpt-5-6-sol-in-chatgpt
    0 Comments 0 Shares 322 Views 0 Reviews
  • Baseten บน Hugging Face: เสริมพลัง AI ด้วย Inference Providers ที่หลากหลาย 🔥

    ข่าวดีสำหรับนักพัฒนาและผู้ที่สนใจในโลกของปัญญาประดิษฐ์! Hugging Face Hub ได้ประกาศว่า Baseten ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐาน AI ได้เข้าร่วมเป็น Inference Provider ที่รองรับบน Hub แล้ว การผสานรวมครั้งนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการประมวลผลแบบ Serverless Inference โดยตรงบนหน้าโมเดลของ Hugging Face ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

    Baseten คืออะไร และทำไมถึงน่าสนใจ? 🤔

    Baseten คือแพลตฟอร์ม AI ที่ครอบคลุมการทำงานที่หลากหลาย ตั้งแต่ Serverless AI ไปจนถึงการเทรนโมเดล ด้วยคลังโมเดลล้ำสมัยจำนวนมาก Baseten ช่วยให้นักพัฒนาสามารถนำความสามารถของ AI ไปผนว
    มเข้ากับแอปพลิเคชันของตนเองได้อย่างง่ายดาย โดยใช้เวลาตั้งค่าน้อยที่สุด

    Baseten รองรับโมเดล AI หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น Large Language Models (LLMs) ไปจนถึง Text-to-Speech และอื่นๆ อีกมากมาย ในการผสานรวมเบื้องต้นนี้ Baseten ได้เปิดให้เข้าถึงงานด้านการสนทนา (Conversational) และการสร้างข้อความ (Text-generation) บน Hugging Face ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึง LLMs แบบ Open-weight ยอดนิยม เช่น Kimi K3, DeepSeek V4 Flash ล่าสุด, GLM-5.2 และอีกมากมาย โดยคาดว่าจะมีการรองรับงานอื่นๆ เพิ่มเติมในอนาคตอันใกล้

    การใช้งาน Baseten ผ่าน Hugging Face Hub 🛠️

    การผสานรวม Inference Providers เข้ากับ Hugging Face Hub ทำให้การใช้งานโมเดลต่างๆ สะดวกสบายยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้งานผ่าน Client SDKs ทั้ง JavaScript และ Python

    1. การตั้งค่า API Keys 🔑

    ในส่วนการตั้งค่าบัญชีผู้ใช้บน Hugging Face คุณสามารถ:

    • ตั้งค่า API Keys ของตนเอง สำหรับ Inference Providers ที่คุณสมัครใช้บริการ หากไม่ได้ตั้งค่าคีย์ที่กำหนดเอง คำขอของคุณจะถูกส่งผ่าน Hugging Face โดยอัตโนมัติ
    • จัดลำดับความสำคัญของผู้ให้บริการ การตั้งค่านี้จะมีผลกับ Widget และ Code Snippets บนหน้าโมเดล

    2. โหมดการเรียกใช้งาน Inference Providers 💡

    มีสองโหมดหลักในการเรียกใช้ Inference Providers:

    • Custom Key: การเรียกใช้งานจะส่งตรงไปยัง Inference Provider โดยใช้ API Key ของคุณเอง ซึ่งหมายความว่าคุณจะถูกเรียกเก็บค่าบริการโดยผู้ให้บริการนั้นๆ โดยตรง (เช่น หากใช้ Baseten API Key คุณจะถูกเรียกเก็บเงินในบัญชี Baseten ของคุณ)
    • Routed by HF: ในโหมดนี้ คุณไม่จำเป็นต้องใช้ Token จากผู้ให้บริการ และค่าใช้จ่ายจะถูกนำไปคิดกับบัญชี Hugging Face ของคุณโดยตรง โดย Hugging Face จะส่งผ่านต้นทุนของผู้ให้บริการโดยไม่มีการบวกเพิ่ม (ในอนาคต อาจมีการตกลงแบ่งปันรายได้กับพาร์ทเนอร์ผู้ให้บริการ)

    3. การเข้าถึงผ่าน SDKs 💻

    Baseten พร้อมใช้งานแล้วผ่าน Hugging Face SDKs:

    • huggingface_hub (>= 1.26.1) สำหรับ Python
    • @huggingface/inference สำหรับ JavaScript

    ตัวอย่างเช่น การใช้งาน DeepSeek V4 Flash ผ่าน Baseten สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงใช้ Hugging Face Token เพื่อยืนยันตัวตน คำขอจะถูกส่งไปยัง Baseten โดยอัตโนมัติ

    4. การทำงานร่วมกับ Agent Harnesses 🤝

    Inference Providers ของ Hugging Face ได้รับการผสานรวมเข้ากับ Agent Harnesses ส่วนใหญ่ เช่น Pi, OpenCode, Hermes Agents, OpenClaw และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งหมายความว่าคุณสามารถนำโมเดลที่โฮสต์โดย Baseten ไปใช้กับเครื่องมือโปรดของคุณได้ทันที โดยไม่ต้องเขียนโค้ดเพิ่มเติม

    Hugging Face PRO: สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม 🔥

    สำหรับผู้ใช้งาน Hugging Face PRO จะได้รับเครดิต Inference มูลค่า $2 ต่อเดือน ซึ่งสามารถใช้ได้กับผู้ให้บริการทุกราย นอกจากนี้ การสมัครสมาชิก Hugging Face PRO ยังมอบสิทธิประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย เช่น ZeroGPU, Spaces Dev Mode, ขีดจำกัดที่สูงขึ้นถึง 20 เท่า และอื่นๆ อีกมากมาย

    สำหรับผู้ใช้ฟรีที่ลงชื่อเข้าใช้ Hugging Face ก็มี Inference ฟรีให้ใช้งานในโควต้าเล็กน้อย แต่หากต้องการใช้งานอย่างเต็มที่ การอัปเกรดเป็น PRO คือทางเลือกที่คุ้มค่า

    ข้อเสนอแนะและขั้นตอนต่อไป 🚀

    Hugging Face และ Baseten เปิดรับข้อเสนอแนะจากผู้ใช้งานทุกท่าน คุณสามารถแบ่งปันความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะได้ที่: ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
    https://huggingface.co/spaces/huggingface/HuggingDiscussions/discussions/49

    การผสานรวม Baseten เข้ากับ Hugging Face Hub ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการทำให้การเข้าถึงและใช้งาน AI มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้นสำหรับทุกคน

    #Baseten #HuggingFace #InferenceProviders #AI #LLMs

    ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
    https://huggingface.co/blog/baseten

    Baseten บน Hugging Face: เสริมพลัง AI ด้วย Inference Providers ที่หลากหลาย 🔥ข่าวดีสำหรับนักพัฒนาและผู้ที่สนใจในโลกของปัญญาประดิษฐ์! Hugging Face Hub ได้ประกาศว่า Baseten ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐาน AI ได้เข้าร่วมเป็น Inference Provider ที่รองรับบน Hub แล้ว การผสานรวมครั้งนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการประมวลผลแบบ Serverless Inference โดยตรงบนหน้าโมเดลของ Hugging Face ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นBaseten คืออะไร และทำไมถึงน่าสนใจ? 🤔Baseten คือแพลตฟอร์ม AI ที่ครอบคลุมการทำงานที่หลากหลาย ตั้งแต่ Serverless AI ไปจนถึงการเทรนโมเดล ด้วยคลังโมเดลล้ำสมัยจำนวนมาก Baseten ช่วยให้นักพัฒนาสามารถนำความสามารถของ AI ไปผนวมเข้ากับแอปพลิเคชันของตนเองได้อย่างง่ายดาย โดยใช้เวลาตั้งค่าน้อยที่สุดBaseten รองรับโมเดล AI หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น Large Language Models (LLMs) ไปจนถึง Text-to-Speech และอื่นๆ อีกมากมาย ในการผสานรวมเบื้องต้นนี้ Baseten ได้เปิดให้เข้าถึงงานด้านการสนทนา (Conversational) และการสร้างข้อความ (Text-generation) บน Hugging Face ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึง LLMs แบบ Open-weight ยอดนิยม เช่น Kimi K3, DeepSeek V4 Flash ล่าสุด, GLM-5.2 และอีกมากมาย โดยคาดว่าจะมีการรองรับงานอื่นๆ เพิ่มเติมในอนาคตอันใกล้การใช้งาน Baseten ผ่าน Hugging Face Hub 🛠️การผสานรวม Inference Providers เข้ากับ Hugging Face Hub ทำให้การใช้งานโมเดลต่างๆ สะดวกสบายยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้งานผ่าน Client SDKs ทั้ง JavaScript และ Python1. การตั้งค่า API Keys 🔑ในส่วนการตั้งค่าบัญชีผู้ใช้บน Hugging Face คุณสามารถ:ตั้งค่า API Keys ของตนเอง สำหรับ Inference Providers ที่คุณสมัครใช้บริการ หากไม่ได้ตั้งค่าคีย์ที่กำหนดเอง คำขอของคุณจะถูกส่งผ่าน Hugging Face โดยอัตโนมัติจัดลำดับความสำคัญของผู้ให้บริการ การตั้งค่านี้จะมีผลกับ Widget และ Code Snippets บนหน้าโมเดล2. โหมดการเรียกใช้งาน Inference Providers 💡มีสองโหมดหลักในการเรียกใช้ Inference Providers:Custom Key: การเรียกใช้งานจะส่งตรงไปยัง Inference Provider โดยใช้ API Key ของคุณเอง ซึ่งหมายความว่าคุณจะถูกเรียกเก็บค่าบริการโดยผู้ให้บริการนั้นๆ โดยตรง (เช่น หากใช้ Baseten API Key คุณจะถูกเรียกเก็บเงินในบัญชี Baseten ของคุณ)Routed by HF: ในโหมดนี้ คุณไม่จำเป็นต้องใช้ Token จากผู้ให้บริการ และค่าใช้จ่ายจะถูกนำไปคิดกับบัญชี Hugging Face ของคุณโดยตรง โดย Hugging Face จะส่งผ่านต้นทุนของผู้ให้บริการโดยไม่มีการบวกเพิ่ม (ในอนาคต อาจมีการตกลงแบ่งปันรายได้กับพาร์ทเนอร์ผู้ให้บริการ)3. การเข้าถึงผ่าน SDKs 💻Baseten พร้อมใช้งานแล้วผ่าน Hugging Face SDKs:huggingface_hub (>= 1.26.1) สำหรับ Python@huggingface/inference สำหรับ JavaScriptตัวอย่างเช่น การใช้งาน DeepSeek V4 Flash ผ่าน Baseten สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงใช้ Hugging Face Token เพื่อยืนยันตัวตน คำขอจะถูกส่งไปยัง Baseten โดยอัตโนมัติ4. การทำงานร่วมกับ Agent Harnesses 🤝Inference Providers ของ Hugging Face ได้รับการผสานรวมเข้ากับ Agent Harnesses ส่วนใหญ่ เช่น Pi, OpenCode, Hermes Agents, OpenClaw และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งหมายความว่าคุณสามารถนำโมเดลที่โฮสต์โดย Baseten ไปใช้กับเครื่องมือโปรดของคุณได้ทันที โดยไม่ต้องเขียนโค้ดเพิ่มเติมHugging Face PRO: สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม 🔥สำหรับผู้ใช้งาน Hugging Face PRO จะได้รับเครดิต Inference มูลค่า $2 ต่อเดือน ซึ่งสามารถใช้ได้กับผู้ให้บริการทุกราย นอกจากนี้ การสมัครสมาชิก Hugging Face PRO ยังมอบสิทธิประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย เช่น ZeroGPU, Spaces Dev Mode, ขีดจำกัดที่สูงขึ้นถึง 20 เท่า และอื่นๆ อีกมากมายสำหรับผู้ใช้ฟรีที่ลงชื่อเข้าใช้ Hugging Face ก็มี Inference ฟรีให้ใช้งานในโควต้าเล็กน้อย แต่หากต้องการใช้งานอย่างเต็มที่ การอัปเกรดเป็น PRO คือทางเลือกที่คุ้มค่าข้อเสนอแนะและขั้นตอนต่อไป 🚀Hugging Face และ Baseten เปิดรับข้อเสนอแนะจากผู้ใช้งานทุกท่าน คุณสามารถแบ่งปันความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะได้ที่: https://huggingface.co/spaces/huggingface/HuggingDiscussions/discussions/49การผสานรวม Baseten เข้ากับ Hugging Face Hub ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการทำให้การเข้าถึงและใช้งาน AI มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้นสำหรับทุกคน#Baseten #HuggingFace #InferenceProviders #AI #LLMshttps://huggingface.co/blog/baseten
    Shared content
    HUGGINGFACE.CO
    Baseten on Hugging Face Inference Providers 🔥
    We’re on a journey to advance and democratize artificial intelligence through open source and open science.
    4 Comments 0 Shares 356 Views 0 Reviews
  • Muse Code: เครื่องมือ AI จาก Meta สำหรับนักพัฒนาโค้ด

    ในยุคที่เทคโนโลยี AI พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เครื่องมือที่ช่วยให้นักพัฒนาสามารถเขียนโค้ดได้อย่างมีประสิทธิภาพและชาญฉลาดยิ่งขึ้นก็มีความสำคัญมากขึ้นตามไปด้วย Meta ได้เปิดตัว Muse Code ซึ่งเป็นโปรเจกต์ที่น่าสนใจสำหรับวงการพัฒนาซอฟต์แวร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการสำรวจศักยภาพของ AI ในการช่วยเขียนโค้ด

    Muse Code คืออะไร?

    Muse Code เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของ Meta ในการพัฒนา AI ที่สามารถเข้าใจและสร้างสรรค์โค้ดได้ โดยเน้นไปที่การทดสอบและสำรวจประสิทธิภาพของโมเดล AI ต่างๆ ในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการเขียนโค้ด เช่น การแข่งขันเขียนโค้ด (Competitive Coding), การให้เหตุผลเชิงตรรกะ (Reasoning) และการทำงานแบบ Agentic (Agentic Performance) ซึ่งรวมถึงความสามารถในการเข้าใจข้อมูลแบบ Multimodal (Multimodal Understanding)

    ทำไม Muse Code ถึงน่าสนใจ?

    สำหรับนักพัฒนา Muse Code นำเสนอโอกาสในการ:

    • สำรวจศักยภาพ AI: ทำความเข้าใจว่า AI สามารถช่วยแก้ปัญหาที่ซับซ้อนในการเขียนโค้ดได้อย่างไร
    • เพิ่มประสิทธิภาพ: ค้นหาเครื่องมือหรือเทคนิคที่ช่วยให้การเขียนโค้ดเร็วขึ้นและแม่นยำขึ้น
    • ทดสอบขีดจำกัด: สำรวจขีดจำกัดของโมเดล AI ในการทำงานที่ต้องใช้การคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหา
    • พัฒนาโมเดล: เป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงสำหรับการพัฒนาโมเดล AI ด้านการเขียนโค้ดให้ดียิ่งขึ้น

    การประเมินประสิทธิภาพของ Muse Spark

    Muse Code ได้มีการประเมินประสิทธิภาพของ Muse Spark ซึ่งเป็นโมเดล AI ในด้านต่างๆ ดังนี้:

    • Competitive Coding: การทดสอบความสามารถของ AI ในการแก้โจทย์ปัญหาการแข่งขันเขียนโค้ดที่ต้องอาศัยอัลกอริทึมและโครงสร้างข้อมูลที่ซับซ้อน
    • Reasoning: การประเมินความสามารถในการให้เหตุผลเชิงตรรกะ เพื่อทำความเข้าใจและแก้ไขปัญหาโค้ด
    • Agentic Performance: การทดสอบว่า AI สามารถทำงานเป็น "Agent" ที่สามารถวางแผนและดำเนินการตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้หรือไม่
    • Multimodal Understanding: การประเมินความสามารถในการเข้าใจข้อมูลที่หลากหลายรูปแบบ เช่น โค้ด ภาพ หรือข้อความ เพื่อนำมาประมวลผล

    Muse Code เหมาะกับใคร?

    • นักพัฒนาซอฟต์แวร์: ที่สนใจนำ AI มาช่วยในการเขียนโค้ด หรือต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
    • นักวิจัย AI: ที่ต้องการศึกษาและพัฒนาโมเดล AI ด้านการเขียนโค้ด
    • ผู้ที่สนใจเทคโนโลยี AI: ที่ต้องการติดตามความก้าวหน้าของ AI ในการประยุกต์ใช้กับงานด้านต่างๆ

    Muse Code จาก Meta เป็นอีกก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้อันไร้ขีดจำกัดของ AI ในโลกของการพัฒนาซอฟต์แวร์ การสำรวจและทำความเข้าใจเครื่องมือเช่น Muse Code จะช่วยให้นักพัฒนาสามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างเต็มที่

    ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
    https://developer.meta.com/ai/products/muse-code/

    Muse Code: เครื่องมือ AI จาก Meta สำหรับนักพัฒนาโค้ดในยุคที่เทคโนโลยี AI พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เครื่องมือที่ช่วยให้นักพัฒนาสามารถเขียนโค้ดได้อย่างมีประสิทธิภาพและชาญฉลาดยิ่งขึ้นก็มีความสำคัญมากขึ้นตามไปด้วย Meta ได้เปิดตัว Muse Code ซึ่งเป็นโปรเจกต์ที่น่าสนใจสำหรับวงการพัฒนาซอฟต์แวร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการสำรวจศักยภาพของ AI ในการช่วยเขียนโค้ดMuse Code คืออะไร?Muse Code เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของ Meta ในการพัฒนา AI ที่สามารถเข้าใจและสร้างสรรค์โค้ดได้ โดยเน้นไปที่การทดสอบและสำรวจประสิทธิภาพของโมเดล AI ต่างๆ ในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการเขียนโค้ด เช่น การแข่งขันเขียนโค้ด (Competitive Coding), การให้เหตุผลเชิงตรรกะ (Reasoning) และการทำงานแบบ Agentic (Agentic Performance) ซึ่งรวมถึงความสามารถในการเข้าใจข้อมูลแบบ Multimodal (Multimodal Understanding)ทำไม Muse Code ถึงน่าสนใจ?สำหรับนักพัฒนา Muse Code นำเสนอโอกาสในการ:สำรวจศักยภาพ AI: ทำความเข้าใจว่า AI สามารถช่วยแก้ปัญหาที่ซับซ้อนในการเขียนโค้ดได้อย่างไรเพิ่มประสิทธิภาพ: ค้นหาเครื่องมือหรือเทคนิคที่ช่วยให้การเขียนโค้ดเร็วขึ้นและแม่นยำขึ้นทดสอบขีดจำกัด: สำรวจขีดจำกัดของโมเดล AI ในการทำงานที่ต้องใช้การคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาพัฒนาโมเดล: เป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงสำหรับการพัฒนาโมเดล AI ด้านการเขียนโค้ดให้ดียิ่งขึ้นการประเมินประสิทธิภาพของ Muse SparkMuse Code ได้มีการประเมินประสิทธิภาพของ Muse Spark ซึ่งเป็นโมเดล AI ในด้านต่างๆ ดังนี้:Competitive Coding: การทดสอบความสามารถของ AI ในการแก้โจทย์ปัญหาการแข่งขันเขียนโค้ดที่ต้องอาศัยอัลกอริทึมและโครงสร้างข้อมูลที่ซับซ้อนReasoning: การประเมินความสามารถในการให้เหตุผลเชิงตรรกะ เพื่อทำความเข้าใจและแก้ไขปัญหาโค้ดAgentic Performance: การทดสอบว่า AI สามารถทำงานเป็น "Agent" ที่สามารถวางแผนและดำเนินการตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้หรือไม่Multimodal Understanding: การประเมินความสามารถในการเข้าใจข้อมูลที่หลากหลายรูปแบบ เช่น โค้ด ภาพ หรือข้อความ เพื่อนำมาประมวลผลMuse Code เหมาะกับใคร?นักพัฒนาซอฟต์แวร์: ที่สนใจนำ AI มาช่วยในการเขียนโค้ด หรือต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานนักวิจัย AI: ที่ต้องการศึกษาและพัฒนาโมเดล AI ด้านการเขียนโค้ดผู้ที่สนใจเทคโนโลยี AI: ที่ต้องการติดตามความก้าวหน้าของ AI ในการประยุกต์ใช้กับงานด้านต่างๆMuse Code จาก Meta เป็นอีกก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้อันไร้ขีดจำกัดของ AI ในโลกของการพัฒนาซอฟต์แวร์ การสำรวจและทำความเข้าใจเครื่องมือเช่น Muse Code จะช่วยให้นักพัฒนาสามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างเต็มที่https://developer.meta.com/ai/products/muse-code/
    Shared content
    DEVELOPER.META.COM
    Muse code | Meta
    Explore performance benchmarks for Muse Spark. Competitive coding, reasoning, and agentic performance with multimodal understanding.
    2 Comments 0 Shares 412 Views 0 Reviews
  • Cloudflare OS: ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วย AI

    ในยุคที่เทคโนโลยี AI ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว การนำ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในองค์กรกลายเป็นสิ่งจำเป็น Cloudflare OS คือคำตอบที่น่าสนใจสำหรับองค์กรที่ต้องการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงด้วย AI

    Cloudflare OS คืออะไร?

    Cloudflare OS ไม่ใช่ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิม แต่เป็น "ระบบปฏิบัติการ" สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วย AI ที่ถูกพัฒนาขึ้นภายใน Cloudflare เอง และปัจจุบันได้เปิดให้ใช้งานแบบ Open Source เพื่อให้องค์กรอื่น ๆ สามารถนำไปปรับใช้และพัฒนาต่อยอดได้

    คำว่า "ระบบปฏิบัติการ" ในที่นี้มีความหมายสองนัย:

    1. ระบบปฏิบัติการเพื่อการทำงานร่วมกับ AI: ช่วยให้พนักงานในองค์กรทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย โดยที่ทีมรักษาความปลอดภัยสามารถมั่นใจได้
    2. ระบบปฏิบัติการสำหรับ AI Workloads: เปรียบเสมือนระบบที่จัดการการทำงานของ AI ในลักษณะเดียวกับที่ระบบปฏิบัติการแบบดั้งเดิมจัดการการประมวลผล

    Cloudflare OS มอบอะไรให้คุณบ้าง?

    Cloudflare OS ประกอบด้วย 3 ส่วนหลักที่สำคัญ ได้แก่:

    • Agent Chat UI: ส่วนต่อประสานสำหรับสนทนากับ AI Agent ที่ถูกฝึกฝนด้วยข้อมูลเฉพาะขององค์กร คุณสามารถสั่งให้ Agent ทำงานต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย
    • Sandboxed Application Development: สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับการพัฒนาแอปพลิเคชันขนาดเล็ก หรือที่เรียกว่า "Gadgets" คุณสามารถสั่งให้ AI สร้าง Gadget ตามที่คุณต้องการ และแชร์ให้กับผู้อื่นได้อย่างปลอดภัย
    • Security Framework (Gatekeepers): กรอบการทำงานด้านความปลอดภัยที่ชื่อว่า Gatekeepers ทำหน้าที่กำหนดขอบเขตและควบคุมการทำงานของทั้ง Agent และ Gadget เพื่อให้ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถทดลองและใช้งานได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย

    Gadgets: แนวคิดใหม่ของการพัฒนาซอฟต์แวร์

    หัวใจสำคัญของ Cloudflare OS คือ "Gadgets" ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันส่วนบุคคลที่สร้างขึ้นโดย AI โดยแต่ละ Gadget จะทำงานใน Sandbox ของตัวเอง ทำให้มีความปลอดภัยสูง ผู้ใช้สามารถขอให้ AI เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ ให้กับ Gadget ได้ตามต้องการ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องผลกระทบต่อระบบอื่น ๆ ซึ่งแตกต่างจากแนวคิด Software as a Service (SaaS) แบบดั้งเดิม

    Gatekeepers: การรักษาความปลอดภัยแบบอิงความสามารถ

    Gatekeepers คือกลไกสำคัญที่ทำหน้าที่บริหารจัดการการเข้าถึงทรัพยากรภายนอกของ Agent และ Gadget โดยจะทำหน้าที่:

    • ให้บริการ API ที่สะอาด: ห่อหุ้ม API ดั้งเดิมของบริการภายนอกให้ใช้งานง่ายขึ้น
    • จัดการการอนุญาต (Authorization): เช่น การยืนยันตัวตนผ่าน OAuth
    • จำกัดการเข้าถึง: กำหนดสิทธิ์การเข้าถึงเฉพาะทรัพยากรที่ผู้ใช้ตั้งใจ
    • บันทึกการดำเนินการ: เก็บ Log การกระทำทั้งหมดของ Gadget หรือ Agent เพื่อให้ตรวจสอบได้
    • การอนุมัติการกระทำ (Human-in-the-loop): ให้ผู้ใช้สามารถอนุมัติหรือปฏิเสธการกระทำที่มีผลกระทบก่อนดำเนินการจริง

    นวัตกรรมสำคัญของ Gatekeepers คือการอนุญาตให้ Agent ดำเนินการจำลองผลลัพธ์และทำงานต่อเนื่องไปก่อนได้ โดยผู้ใช้สามารถอนุมัติการกระทำทั้งหมดในภายหลัง เมื่อสะดวก ซึ่งช่วยแก้ปัญหาความล่าช้าที่เกิดจากการรออนุมัติแบบ Synchronous

    แนวคิดการใช้งาน: เหมือนชุดโปรแกรม Office

    ประสบการณ์การใช้งาน Cloudflare OS คล้ายคลึงกับการใช้ชุดโปรแกรม Office ออนไลน์ เช่น Google Docs หรือ MS Office แต่ละ "Gadget" สามารถเปรียบเสมือนเอกสารแต่ละประเภท (เช่น เอกสาร, สเปรดชีต, สไลด์) ที่มีความสามารถเป็นแอปพลิเคชันเฉพาะตัว ซึ่งสามารถสร้าง, แก้ไข, และแชร์เพื่อทำงานร่วมกันได้อย่างปลอดภัย

    Blueprints: การแบ่งปันโค้ดและแอปพลิเคชัน

    หากคุณสร้าง Gadget ที่มีประโยชน์ คุณสามารถแปลง Gadget นั้นให้เป็น "Blueprint" เพื่อใช้เป็นต้นแบบในการสร้าง Gadget ใหม่ ๆ หรือแชร์ให้กับผู้อื่นได้ เป็นการแบ่งปันโค้ดแอปพลิเคชันทั้งหมด แทนที่จะเป็นเพียงเนื้อหา

    การพัฒนาและเทคโนโลยีเบื้องหลัง

    Cloudflare OS สร้างขึ้นบน Cloudflare Workers โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่าง Durable Objects, Dynamic Workers, และ Facets อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ workerd ซึ่งเป็น Cloudflare Workers Runtime แบบ Open Source ยังทำให้ Cloudflare OS สามารถทำงานบนเซิร์ฟเวอร์ของคุณเองได้เช่นกัน

    Agent อเนกประสงค์

    Agent ที่มาพร้อมกับ Cloudflare OS เป็น Agent อเนกประสงค์ที่สามารถทำงานได้หลากหลาย โดยเฉพาะการเขียนโค้ดเพื่อสร้าง Gadget หรือทำงานอื่น ๆ ตามคำสั่ง AI Agent จะทำงานโดยการเขียนและรัน Snippet โค้ด และสามารถเชื่อมต่อกับทรัพยากรภายนอกผ่าน Gatekeepers ได้

    การทำงานแบบ Real-time Multiplayer

    การแชร์ Gadget เพื่อทำงานร่วมกันแบบ Real-time เป็นไปได้ด้วย Durable Objects ของ Cloudflare ซึ่งช่วยให้การทำงานร่วมกันแบบสด ๆ เป็นเรื่องง่าย โดย Agent จะถูกสร้างมาให้รองรับการทำงานนี้โดยอัตโนมัติ

    ข้อควรทราบ: อยู่ในระหว่างการพัฒนา (Early Access)

    Cloudflare OS ยังอยู่ในช่วงของการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเวอร์ชัน 2 ที่เพิ่งเปิดตัว ยังคงมีส่วนที่ต้องปรับปรุงอีกมาก ผู้ใช้งานควรพิจารณาว่าเป็น "Early Access" และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น

    #CloudflareOS #AI #Productivity #OpenSource #CloudflareWorkers

    ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
    https://github.com/cloudflare/cloudflare-os

    ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
    https://github.com/cloudflare/cloudflare-os?

    Cloudflare OS: ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วย AIในยุคที่เทคโนโลยี AI ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว การนำ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในองค์กรกลายเป็นสิ่งจำเป็น Cloudflare OS คือคำตอบที่น่าสนใจสำหรับองค์กรที่ต้องการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงด้วย AICloudflare OS คืออะไร?Cloudflare OS ไม่ใช่ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิม แต่เป็น "ระบบปฏิบัติการ" สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วย AI ที่ถูกพัฒนาขึ้นภายใน Cloudflare เอง และปัจจุบันได้เปิดให้ใช้งานแบบ Open Source เพื่อให้องค์กรอื่น ๆ สามารถนำไปปรับใช้และพัฒนาต่อยอดได้คำว่า "ระบบปฏิบัติการ" ในที่นี้มีความหมายสองนัย:ระบบปฏิบัติการเพื่อการทำงานร่วมกับ AI: ช่วยให้พนักงานในองค์กรทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย โดยที่ทีมรักษาความปลอดภัยสามารถมั่นใจได้ระบบปฏิบัติการสำหรับ AI Workloads: เปรียบเสมือนระบบที่จัดการการทำงานของ AI ในลักษณะเดียวกับที่ระบบปฏิบัติการแบบดั้งเดิมจัดการการประมวลผลCloudflare OS มอบอะไรให้คุณบ้าง?Cloudflare OS ประกอบด้วย 3 ส่วนหลักที่สำคัญ ได้แก่:Agent Chat UI: ส่วนต่อประสานสำหรับสนทนากับ AI Agent ที่ถูกฝึกฝนด้วยข้อมูลเฉพาะขององค์กร คุณสามารถสั่งให้ Agent ทำงานต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดายSandboxed Application Development: สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับการพัฒนาแอปพลิเคชันขนาดเล็ก หรือที่เรียกว่า "Gadgets" คุณสามารถสั่งให้ AI สร้าง Gadget ตามที่คุณต้องการ และแชร์ให้กับผู้อื่นได้อย่างปลอดภัยSecurity Framework (Gatekeepers): กรอบการทำงานด้านความปลอดภัยที่ชื่อว่า Gatekeepers ทำหน้าที่กำหนดขอบเขตและควบคุมการทำงานของทั้ง Agent และ Gadget เพื่อให้ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถทดลองและใช้งานได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยGadgets: แนวคิดใหม่ของการพัฒนาซอฟต์แวร์หัวใจสำคัญของ Cloudflare OS คือ "Gadgets" ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันส่วนบุคคลที่สร้างขึ้นโดย AI โดยแต่ละ Gadget จะทำงานใน Sandbox ของตัวเอง ทำให้มีความปลอดภัยสูง ผู้ใช้สามารถขอให้ AI เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ ให้กับ Gadget ได้ตามต้องการ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องผลกระทบต่อระบบอื่น ๆ ซึ่งแตกต่างจากแนวคิด Software as a Service (SaaS) แบบดั้งเดิมGatekeepers: การรักษาความปลอดภัยแบบอิงความสามารถGatekeepers คือกลไกสำคัญที่ทำหน้าที่บริหารจัดการการเข้าถึงทรัพยากรภายนอกของ Agent และ Gadget โดยจะทำหน้าที่:ให้บริการ API ที่สะอาด: ห่อหุ้ม API ดั้งเดิมของบริการภายนอกให้ใช้งานง่ายขึ้นจัดการการอนุญาต (Authorization): เช่น การยืนยันตัวตนผ่าน OAuthจำกัดการเข้าถึง: กำหนดสิทธิ์การเข้าถึงเฉพาะทรัพยากรที่ผู้ใช้ตั้งใจบันทึกการดำเนินการ: เก็บ Log การกระทำทั้งหมดของ Gadget หรือ Agent เพื่อให้ตรวจสอบได้การอนุมัติการกระทำ (Human-in-the-loop): ให้ผู้ใช้สามารถอนุมัติหรือปฏิเสธการกระทำที่มีผลกระทบก่อนดำเนินการจริงนวัตกรรมสำคัญของ Gatekeepers คือการอนุญาตให้ Agent ดำเนินการจำลองผลลัพธ์และทำงานต่อเนื่องไปก่อนได้ โดยผู้ใช้สามารถอนุมัติการกระทำทั้งหมดในภายหลัง เมื่อสะดวก ซึ่งช่วยแก้ปัญหาความล่าช้าที่เกิดจากการรออนุมัติแบบ Synchronousแนวคิดการใช้งาน: เหมือนชุดโปรแกรม Officeประสบการณ์การใช้งาน Cloudflare OS คล้ายคลึงกับการใช้ชุดโปรแกรม Office ออนไลน์ เช่น Google Docs หรือ MS Office แต่ละ "Gadget" สามารถเปรียบเสมือนเอกสารแต่ละประเภท (เช่น เอกสาร, สเปรดชีต, สไลด์) ที่มีความสามารถเป็นแอปพลิเคชันเฉพาะตัว ซึ่งสามารถสร้าง, แก้ไข, และแชร์เพื่อทำงานร่วมกันได้อย่างปลอดภัยBlueprints: การแบ่งปันโค้ดและแอปพลิเคชันหากคุณสร้าง Gadget ที่มีประโยชน์ คุณสามารถแปลง Gadget นั้นให้เป็น "Blueprint" เพื่อใช้เป็นต้นแบบในการสร้าง Gadget ใหม่ ๆ หรือแชร์ให้กับผู้อื่นได้ เป็นการแบ่งปันโค้ดแอปพลิเคชันทั้งหมด แทนที่จะเป็นเพียงเนื้อหาการพัฒนาและเทคโนโลยีเบื้องหลังCloudflare OS สร้างขึ้นบน Cloudflare Workers โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่าง Durable Objects, Dynamic Workers, และ Facets อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ workerd ซึ่งเป็น Cloudflare Workers Runtime แบบ Open Source ยังทำให้ Cloudflare OS สามารถทำงานบนเซิร์ฟเวอร์ของคุณเองได้เช่นกันAgent อเนกประสงค์Agent ที่มาพร้อมกับ Cloudflare OS เป็น Agent อเนกประสงค์ที่สามารถทำงานได้หลากหลาย โดยเฉพาะการเขียนโค้ดเพื่อสร้าง Gadget หรือทำงานอื่น ๆ ตามคำสั่ง AI Agent จะทำงานโดยการเขียนและรัน Snippet โค้ด และสามารถเชื่อมต่อกับทรัพยากรภายนอกผ่าน Gatekeepers ได้การทำงานแบบ Real-time Multiplayerการแชร์ Gadget เพื่อทำงานร่วมกันแบบ Real-time เป็นไปได้ด้วย Durable Objects ของ Cloudflare ซึ่งช่วยให้การทำงานร่วมกันแบบสด ๆ เป็นเรื่องง่าย โดย Agent จะถูกสร้างมาให้รองรับการทำงานนี้โดยอัตโนมัติข้อควรทราบ: อยู่ในระหว่างการพัฒนา (Early Access)Cloudflare OS ยังอยู่ในช่วงของการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเวอร์ชัน 2 ที่เพิ่งเปิดตัว ยังคงมีส่วนที่ต้องปรับปรุงอีกมาก ผู้ใช้งานควรพิจารณาว่าเป็น "Early Access" และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น#CloudflareOS #AI #Productivity #OpenSource #CloudflareWorkershttps://github.com/cloudflare/cloudflare-oshttps://github.com/cloudflare/cloudflare-os?
    Shared content
    GITHUB.COM
    GitHub - cloudflare/cloudflare-os: Agent workspace built on Cloudflare Workers for creating documents, building apps, and running agents with your company’s context and systems.
    Agent workspace built on Cloudflare Workers for creating documents, building apps, and running agents with your company’s context and systems. - cloudflare/cloudflare-os
    7 Comments 0 Shares 425 Views 0 Reviews
  • OpenLumara: เฟรมเวิร์ก AI Agent อัจฉริยะที่ทรงพลังและยืดหยุ่น

    ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน การมีเครื่องมือที่ช่วยให้เราจัดการงานต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นจึงเป็นสิ่งจำเป็น OpenLumara คือเฟรมเวิร์ก AI Agent ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะ ด้วยการออกแบบที่เน้นความเรียบง่าย ประหยัดทรัพยากร และความปลอดภัย ทำให้ OpenLumara เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการใช้งาน AI Agent ในรูปแบบที่หลากหลาย

    OpenLumara คืออะไร?

    OpenLumara เป็นเฟรมเวิร์ก AI Agent ที่เขียนด้วยภาษา Python โดยเน้นการออกแบบให้มีขนาดเล็ก (lightweight) สามารถปรับแต่งโมดูลได้ (modular) และทำงานได้อย่างรวดเร็ว (very fast) จุดเด่นสำคัญคือการเน้นใช้งานแบบ Local-first ซึ่งหมายความว่าสามารถทำงานได้ดีบนเครื่องของผู้ใช้เอง โดยใช้ Token น้อยมาก ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายเมื่อเชื่อมต่อกับ API สาธารณะ

    จุดเด่นที่น่าสนใจของ OpenLumara

    OpenLumara มาพร้อมกับคุณสมบัติที่หลากหลายซึ่งทำให้แตกต่างจากเฟรมเวิร์ก AI Agent อื่นๆ:

    • ประสิทธิภาพด้าน Token: ระบบ Prompt สามารถมีขนาดเล็กมาก เพียงประมาณ 4,000 Token ในการใช้งานทั่วไป ทำให้ประหยัดทรัพยากรและลดค่าใช้จ่าย
    • รองรับการเชื่อมต่อที่หลากหลาย:
    • WebUI: ใช้งานผ่านเว็บเบราว์เซอร์ของคุณ
    • CLI: อินเทอร์เฟซแบบ Command Line สำหรับผู้ใช้งานระดับสูง
    • Telegram, Discord, Matrix: รองรับการใช้งานผ่านแอปพลิเคชันแชตยอดนิยม รวมถึง Matrix ที่รองรับการเข้ารหัส
    • เหมาะกับการจัดการชีวิตประจำวัน: ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยในการจัดการงานต่างๆ เช่น การจัดการรายการสิ่งที่ต้องทำ (todos), การจดบันทึก (notes), การสร้างกิจวัตรยามเช้า (morning routines), การติดตามนิสัย (habit tracking) โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีภาวะ Executive Dysfunction เช่น ADHD หรือ Autism
    • เชื่อมต่อกับ Backend ได้หลากหลาย: สามารถเชื่อมต่อกับ Backend ที่รองรับ OpenAI API ได้ทุกรูปแบบ รวมถึง AI บนเครื่อง (เช่น llamacpp, ollama, koboldcpp) และผู้ให้บริการ AI บนคลาวด์ต่างๆ
    • ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย: สามารถตั้งค่าให้เป็นแบบ Private และ Self-hosted ได้อย่างสมบูรณ์ หรือจะเลือกใช้งานบน Cloud Server ก็ได้
    • การปรับแต่งโมดูล (Modular): สามารถเปิด-ปิดส่วนประกอบต่างๆ ได้ตามต้องการ แม้กระทั่งส่วนประกอบหลักที่เฟรมเวิร์ก AI Agent อื่นๆ ถือว่าเป็นแกนกลาง เช่น Shell access, Memory, Scheduler, Time-awareness, Token-awareness สามารถปิดได้ทั้งหมดเพื่อให้ Prompt ว่างเปล่าและสื่อสารกับโมเดลพื้นฐานเท่านั้น
    • ระบบ Scheduler: ช่วยให้คุณสามารถตั้งเวลางานให้ AI ทำงานได้
    • การจัดการ Token อย่างละเอียด: สามารถตรวจสอบขนาด Context Window (Input Tokens) ได้ตลอดเวลา และดูว่ากำลังส่งข้อมูลอะไรไปบ้าง
    • Sandboxed Shell: มี Shell ที่ทำงานภายใน Docker/Podman container สามารถควบคุมการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและเลือก Docker image ที่จะใช้ได้
    • สลับโมเดลได้แบบ On-the-fly: AI สามารถมองเห็นโมเดลที่มีให้ใช้งาน และคุณสามารถสั่งให้ AI สลับไปยังโมเดลอื่นได้
    • ระบบ Character (Optional): สามารถตั้งค่าตัวละครให้ AI สวมบทบาทได้ ทำให้ใช้งานแทนแพลตฟอร์มอื่นๆ เช่น Character.AI, Janitor AI, SillyTavern ได้
    • ระบบ Memory: AI สามารถบันทึกความทรงจำ หรือให้ผู้ใช้สั่งให้บันทึกได้ ข้อมูลถูกบันทึกในรูปแบบ MessagePack ที่มีขนาดกะทัดรัดและรวดเร็ว
    • ระบบ Command: คำสั่งที่ทำงานโดยตรงโดยไม่ต้องผ่าน AI เช่น การบังคับรีสตาร์ทเซิร์ฟเวอร์

    การติดตั้งและการใช้งานเบื้องต้น

    1. ติดตั้ง: เปิด Terminal หรือ Command Prompt แล้วรันคำสั่งที่กำหนด (แนะนำให้ใช้สคริปต์ update.sh หรือ update.bat เพื่อให้ง่ายต่อการอัปเดตในอนาคต)
    2. รัน: หากใช้ Linux ให้รัน run.sh หรือหากใช้ Windows ให้รัน run.bat
    3. ตั้งค่า: เปิดเบราว์เซอร์ไปยัง URL ที่แสดงขึ้นมา จากนั้นไปที่แผงตั้งค่า (ไอคอนรูปเฟือง) ตั้งค่าการเชื่อมต่อ API แล้วกด Save

    การพัฒนาโมดูลและ Channel ของคุณเอง

    OpenLumara เปิดโอกาสให้นักพัฒนาสามารถสร้างโมดูลและ Channel ของตนเองได้อย่างง่ายดาย โดยการสร้าง Python class ที่มีฟังก์ชันพิเศษตามที่กำหนด

    ข้อควรทราบ

    • OpenLumara เป็นโครงการที่ได้รับความช่วยเหลือจาก AI ในการพัฒนาและแก้ไขบางส่วน แต่ทุกโค้ดได้รับการตรวจสอบและแก้ไขโดยมนุษย์
    • OpenLumara ไม่มี Emoji ประจำโครงการ ผู้ใช้สามารถเพิ่มได้ตามต้องการ

    OpenLumara เป็นเฟรมเวิร์ก AI Agent ที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการโซลูชันที่ยืดหยุ่น ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงในการจัดการงานต่างๆ ด้วยการออกแบบที่เน้นความเรียบง่ายและการปรับแต่งได้ ทำให้ OpenLumara เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังสำหรับทั้งผู้ใช้งานทั่วไปและนักพัฒนา

    ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
    https://github.com/Rose22/openlumara

    OpenLumara: เฟรมเวิร์ก AI Agent อัจฉริยะที่ทรงพลังและยืดหยุ่นในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน การมีเครื่องมือที่ช่วยให้เราจัดการงานต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นจึงเป็นสิ่งจำเป็น OpenLumara คือเฟรมเวิร์ก AI Agent ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะ ด้วยการออกแบบที่เน้นความเรียบง่าย ประหยัดทรัพยากร และความปลอดภัย ทำให้ OpenLumara เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการใช้งาน AI Agent ในรูปแบบที่หลากหลายOpenLumara คืออะไร?OpenLumara เป็นเฟรมเวิร์ก AI Agent ที่เขียนด้วยภาษา Python โดยเน้นการออกแบบให้มีขนาดเล็ก (lightweight) สามารถปรับแต่งโมดูลได้ (modular) และทำงานได้อย่างรวดเร็ว (very fast) จุดเด่นสำคัญคือการเน้นใช้งานแบบ Local-first ซึ่งหมายความว่าสามารถทำงานได้ดีบนเครื่องของผู้ใช้เอง โดยใช้ Token น้อยมาก ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายเมื่อเชื่อมต่อกับ API สาธารณะจุดเด่นที่น่าสนใจของ OpenLumaraOpenLumara มาพร้อมกับคุณสมบัติที่หลากหลายซึ่งทำให้แตกต่างจากเฟรมเวิร์ก AI Agent อื่นๆ:ประสิทธิภาพด้าน Token: ระบบ Prompt สามารถมีขนาดเล็กมาก เพียงประมาณ 4,000 Token ในการใช้งานทั่วไป ทำให้ประหยัดทรัพยากรและลดค่าใช้จ่ายรองรับการเชื่อมต่อที่หลากหลาย:WebUI: ใช้งานผ่านเว็บเบราว์เซอร์ของคุณCLI: อินเทอร์เฟซแบบ Command Line สำหรับผู้ใช้งานระดับสูงTelegram, Discord, Matrix: รองรับการใช้งานผ่านแอปพลิเคชันแชตยอดนิยม รวมถึง Matrix ที่รองรับการเข้ารหัสเหมาะกับการจัดการชีวิตประจำวัน: ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยในการจัดการงานต่างๆ เช่น การจัดการรายการสิ่งที่ต้องทำ (todos), การจดบันทึก (notes), การสร้างกิจวัตรยามเช้า (morning routines), การติดตามนิสัย (habit tracking) โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีภาวะ Executive Dysfunction เช่น ADHD หรือ Autismเชื่อมต่อกับ Backend ได้หลากหลาย: สามารถเชื่อมต่อกับ Backend ที่รองรับ OpenAI API ได้ทุกรูปแบบ รวมถึง AI บนเครื่อง (เช่น llamacpp, ollama, koboldcpp) และผู้ให้บริการ AI บนคลาวด์ต่างๆความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย: สามารถตั้งค่าให้เป็นแบบ Private และ Self-hosted ได้อย่างสมบูรณ์ หรือจะเลือกใช้งานบน Cloud Server ก็ได้การปรับแต่งโมดูล (Modular): สามารถเปิด-ปิดส่วนประกอบต่างๆ ได้ตามต้องการ แม้กระทั่งส่วนประกอบหลักที่เฟรมเวิร์ก AI Agent อื่นๆ ถือว่าเป็นแกนกลาง เช่น Shell access, Memory, Scheduler, Time-awareness, Token-awareness สามารถปิดได้ทั้งหมดเพื่อให้ Prompt ว่างเปล่าและสื่อสารกับโมเดลพื้นฐานเท่านั้นระบบ Scheduler: ช่วยให้คุณสามารถตั้งเวลางานให้ AI ทำงานได้การจัดการ Token อย่างละเอียด: สามารถตรวจสอบขนาด Context Window (Input Tokens) ได้ตลอดเวลา และดูว่ากำลังส่งข้อมูลอะไรไปบ้างSandboxed Shell: มี Shell ที่ทำงานภายใน Docker/Podman container สามารถควบคุมการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและเลือก Docker image ที่จะใช้ได้สลับโมเดลได้แบบ On-the-fly: AI สามารถมองเห็นโมเดลที่มีให้ใช้งาน และคุณสามารถสั่งให้ AI สลับไปยังโมเดลอื่นได้ระบบ Character (Optional): สามารถตั้งค่าตัวละครให้ AI สวมบทบาทได้ ทำให้ใช้งานแทนแพลตฟอร์มอื่นๆ เช่น Character.AI, Janitor AI, SillyTavern ได้ระบบ Memory: AI สามารถบันทึกความทรงจำ หรือให้ผู้ใช้สั่งให้บันทึกได้ ข้อมูลถูกบันทึกในรูปแบบ MessagePack ที่มีขนาดกะทัดรัดและรวดเร็วระบบ Command: คำสั่งที่ทำงานโดยตรงโดยไม่ต้องผ่าน AI เช่น การบังคับรีสตาร์ทเซิร์ฟเวอร์การติดตั้งและการใช้งานเบื้องต้นติดตั้ง: เปิด Terminal หรือ Command Prompt แล้วรันคำสั่งที่กำหนด (แนะนำให้ใช้สคริปต์ update.sh หรือ update.bat เพื่อให้ง่ายต่อการอัปเดตในอนาคต)รัน: หากใช้ Linux ให้รัน run.sh หรือหากใช้ Windows ให้รัน run.batตั้งค่า: เปิดเบราว์เซอร์ไปยัง URL ที่แสดงขึ้นมา จากนั้นไปที่แผงตั้งค่า (ไอคอนรูปเฟือง) ตั้งค่าการเชื่อมต่อ API แล้วกด Saveการพัฒนาโมดูลและ Channel ของคุณเองOpenLumara เปิดโอกาสให้นักพัฒนาสามารถสร้างโมดูลและ Channel ของตนเองได้อย่างง่ายดาย โดยการสร้าง Python class ที่มีฟังก์ชันพิเศษตามที่กำหนดข้อควรทราบOpenLumara เป็นโครงการที่ได้รับความช่วยเหลือจาก AI ในการพัฒนาและแก้ไขบางส่วน แต่ทุกโค้ดได้รับการตรวจสอบและแก้ไขโดยมนุษย์OpenLumara ไม่มี Emoji ประจำโครงการ ผู้ใช้สามารถเพิ่มได้ตามต้องการOpenLumara เป็นเฟรมเวิร์ก AI Agent ที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการโซลูชันที่ยืดหยุ่น ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงในการจัดการงานต่างๆ ด้วยการออกแบบที่เน้นความเรียบง่ายและการปรับแต่งได้ ทำให้ OpenLumara เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังสำหรับทั้งผู้ใช้งานทั่วไปและนักพัฒนาhttps://github.com/Rose22/openlumara
    Shared content
    GITHUB.COM
    GitHub - Rose22/openlumara: AI agent framework, written from scratch (not based on openclaw), focused on stripping it down to the bare necessities, optimizing token count, reducing security risks. modular so you can enable only exactly what you need.
    AI agent framework, written from scratch (not based on openclaw), focused on stripping it down to the bare necessities, optimizing token count, reducing security risks. modular so you can enable on...
    5 Comments 0 Shares 431 Views 0 Reviews
  • ช่องโหว่เบราว์เซอร์ AI: อันตรายที่อาจแฝงมากับการใช้งาน! 🤖

    ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อย ๆ เทคโนโลยีเบราว์เซอร์ที่ผสานรวม AI ก็เริ่มได้รับความนิยมตามไปด้วย เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสรุปข้อมูลหน้าเว็บ หรือการดำเนินการบางอย่างแทนเรา แต่เบื้องหลังความสะดวกสบายนี้ อาจมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยซ่อนอยู่

    ความเสี่ยงที่พบในเบราว์เซอร์ AI 🔍

    นักวิจัยด้านความปลอดภัยจากบริษัท Zenity ได้ค้นพบช่องโหว่จำนวนมากในเบราว์เซอร์ที่ใช้ AI ชั้นนำหลายตัว รวมถึงผลิตภัณฑ์จาก Google, Anthropic, Microsoft และ Perplexity โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเบราว์เซอร์ Atlas ของ OpenAI ซึ่งกำลังจะปิดตัวลงในเร็วๆ นี้

    ช่องโหว่เหล่านี้มีความร้ายแรงถึงขั้นที่สามารถ:

    • เข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ได้
    • ขโมยไฟล์สำคัญ
    • เข้าควบคุมโปรแกรมจัดการรหัสผ่าน
    • รั่วไหลประวัติการเข้าชมเว็บไซต์ทั้งหมดของผู้ใช้

    Michael Bargury ผู้ร่วมก่อตั้งและ CTO ของ Zenity กล่าวเปรียบเทียบว่า "พวกเขาได้ลดทอนการควบคุมความปลอดภัยของเบราว์เซอร์ลง ทำให้เรากลับไปสู่การโจมตีในรูปแบบที่เคยเห็นเมื่อ 20 ปีก่อน"

    รูปแบบการโจมตีที่น่ากังวล ⚠️

    การโจมตีที่น่าสนใจและน่ากังวลที่สุดคือการที่นักวิจัยสามารถหลอกให้เบราว์เซอร์ Atlas ของ OpenAI ทำการส่งข้อความสแปมไปยังผู้ติดต่อใน WhatsApp ของผู้ใช้ได้ ซึ่งเปรียบเสมือนการทำ "แคมเปญฟิชชิ่งหมู่"

    วิธีการทำงานของการโจมตี:

    1. สร้างหน้าเว็บปลอม: นักวิจัยสร้างหน้าเว็บสำหรับสมัครรับจดหมายข่าวที่ดูเหมือนจริง แต่แฝงไปด้วยคำสั่งที่เป็นอันตราย
    2. ใช้ภาษาที่ไม่คุ้นเคย: การเขียนคำสั่งเป็นภาษาฮีบรู เพื่อหลบเลี่ยงเครื่องมือรักษาความปลอดภัยที่มักจะตรวจสอบภาษาอังกฤษ
    3. หลอกลวงระบบ: อ้างว่ากำลังใช้ WhatsApp Web ในเวอร์ชัน Sandbox (สภาพแวดล้อมจำลอง) เพื่อให้ AI ไม่ระแวง
    4. สั่งการผ่าน AI: เมื่อ AI ของเบราว์เซอร์ประมวลผลคำสั่งบนหน้าเว็บปลอม มันจะถูกหลอกให้เข้าสู่ระบบ WhatsApp Web ของผู้ใช้ และส่งข้อความเดียวกันไปยังผู้ติดต่อทั้งหมด

    การโจมตีนี้ไม่ได้อาศัยช่องโหว่ของ WhatsApp โดยตรง แต่เป็นการเจาะผ่านกลไกความปลอดภัยของเบราว์เซอร์ AI เอง ซึ่งนักวิจัยเรียกว่า "Intent Collision" คือการที่ AI นำคำสั่งที่ถูกต้องจากผู้ใช้มาผสมกับคำสั่งอันตรายจากเว็บ ทำให้เกิดการกระทำตามที่แฮกเกอร์ต้องการ

    การทดสอบกับ Amazon 🛒

    นอกจาก WhatsApp แล้ว นักวิจัยยังได้ทดสอบกับ Amazon โดยใช้เทคนิคคล้ายกัน คือหลอกให้ Atlas สมัครรับจดหมายข่าวปลอมที่มีคำสั่งอันตราย ทำให้เบราว์เซอร์สามารถเพิ่มที่อยู่จัดส่งไปยังบัญชี Amazon ที่ล็อกอินอยู่ และเพิ่มแท็บเล็ตเข้าไปในตะกร้าสินค้าได้

    แม้ว่าจะไม่สามารถทำให้ระบบทำการซื้อสินค้าได้โดยตรง แต่นักวิจัยก็สามารถหลอกให้ Atlas ขอความช่วยเหลือจาก AI ผู้ช่วยช้อปปิ้งของ Amazon ชื่อ Rufus ให้ทำการสั่งซื้อสินค้าแทนได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า AI ที่ถูกสั่งการโดย AI ที่ถูกหลอก อาจนำไปสู่การกระทำที่ไม่พึงประสงค์ได้

    OpenAI รับทราบและแก้ไข 🛠️

    OpenAI ระบุว่าได้รับรายงานจากนักวิจัยในเดือนมกราคม และได้ทำการอัปเดตเพื่อแก้ไขปัญหาและเสริมความแข็งแกร่งด้านการป้องกันใน Atlas แล้ว รวมถึงการขยายการป้องกันไปยังความสามารถของเบราว์เซอร์ในแอป ChatGPT ใหม่ด้วย

    อย่างไรก็ตาม OpenAI ยอมรับว่าการโจมตีแบบ Prompt Injection ยังคงเป็นปัญหาด้านความปลอดภัยที่กำลังวิจัยอย่างต่อเนื่อง

    สิ่งที่ควรระวังเมื่อใช้เบราว์เซอร์ AI 💡

    • อย่าเชื่อถือ AI มากเกินไป: แม้ว่า AI จะช่วยอำนวยความสะดวก แต่ก็ยังมีจุดอ่อนที่สามารถถูกหลอกลวงได้
    • ระวังการเข้าสู่ระบบ: หลีกเลี่ยงการล็อกอินบัญชีสำคัญไว้ในเบราว์เซอร์ที่ใช้ AI โดยไม่จำเป็น
    • ตรวจสอบสิทธิ์การเข้าถึง: พิจารณาให้ระดับการเข้าถึงแก่ Agent หรือ AI ที่ใช้ในเบราว์เซอร์เท่าที่จำเป็นเท่านั้น
    • อัปเดตอยู่เสมอ: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเบราว์เซอร์และส่วนขยายที่คุณใช้มีการอัปเดตความปลอดภัยล่าสุดเสมอ

    การโจมตีเหล่านี้อาจดูซับซ้อน แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญว่า เทคโนโลยี AI ที่ผสานรวมกับเว็บเบราว์เซอร์ยังต้องการการพัฒนาด้านความปลอดภัยอีกมาก ผู้ใช้ควรตระหนักถึงความเสี่ยงและใช้งานอย่างระมัดระวัง.

    ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
    https://www.wired.com/story/openais-browser-could-be-hijacked-to-spam-your-whatsapp-contacts/

    ช่องโหว่เบราว์เซอร์ AI: อันตรายที่อาจแฝงมากับการใช้งาน! 🤖ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อย ๆ เทคโนโลยีเบราว์เซอร์ที่ผสานรวม AI ก็เริ่มได้รับความนิยมตามไปด้วย เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสรุปข้อมูลหน้าเว็บ หรือการดำเนินการบางอย่างแทนเรา แต่เบื้องหลังความสะดวกสบายนี้ อาจมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยซ่อนอยู่ความเสี่ยงที่พบในเบราว์เซอร์ AI 🔍นักวิจัยด้านความปลอดภัยจากบริษัท Zenity ได้ค้นพบช่องโหว่จำนวนมากในเบราว์เซอร์ที่ใช้ AI ชั้นนำหลายตัว รวมถึงผลิตภัณฑ์จาก Google, Anthropic, Microsoft และ Perplexity โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเบราว์เซอร์ Atlas ของ OpenAI ซึ่งกำลังจะปิดตัวลงในเร็วๆ นี้ช่องโหว่เหล่านี้มีความร้ายแรงถึงขั้นที่สามารถ:เข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ได้ขโมยไฟล์สำคัญเข้าควบคุมโปรแกรมจัดการรหัสผ่านรั่วไหลประวัติการเข้าชมเว็บไซต์ทั้งหมดของผู้ใช้Michael Bargury ผู้ร่วมก่อตั้งและ CTO ของ Zenity กล่าวเปรียบเทียบว่า "พวกเขาได้ลดทอนการควบคุมความปลอดภัยของเบราว์เซอร์ลง ทำให้เรากลับไปสู่การโจมตีในรูปแบบที่เคยเห็นเมื่อ 20 ปีก่อน"รูปแบบการโจมตีที่น่ากังวล ⚠️การโจมตีที่น่าสนใจและน่ากังวลที่สุดคือการที่นักวิจัยสามารถหลอกให้เบราว์เซอร์ Atlas ของ OpenAI ทำการส่งข้อความสแปมไปยังผู้ติดต่อใน WhatsApp ของผู้ใช้ได้ ซึ่งเปรียบเสมือนการทำ "แคมเปญฟิชชิ่งหมู่"วิธีการทำงานของการโจมตี:สร้างหน้าเว็บปลอม: นักวิจัยสร้างหน้าเว็บสำหรับสมัครรับจดหมายข่าวที่ดูเหมือนจริง แต่แฝงไปด้วยคำสั่งที่เป็นอันตรายใช้ภาษาที่ไม่คุ้นเคย: การเขียนคำสั่งเป็นภาษาฮีบรู เพื่อหลบเลี่ยงเครื่องมือรักษาความปลอดภัยที่มักจะตรวจสอบภาษาอังกฤษหลอกลวงระบบ: อ้างว่ากำลังใช้ WhatsApp Web ในเวอร์ชัน Sandbox (สภาพแวดล้อมจำลอง) เพื่อให้ AI ไม่ระแวงสั่งการผ่าน AI: เมื่อ AI ของเบราว์เซอร์ประมวลผลคำสั่งบนหน้าเว็บปลอม มันจะถูกหลอกให้เข้าสู่ระบบ WhatsApp Web ของผู้ใช้ และส่งข้อความเดียวกันไปยังผู้ติดต่อทั้งหมดการโจมตีนี้ไม่ได้อาศัยช่องโหว่ของ WhatsApp โดยตรง แต่เป็นการเจาะผ่านกลไกความปลอดภัยของเบราว์เซอร์ AI เอง ซึ่งนักวิจัยเรียกว่า "Intent Collision" คือการที่ AI นำคำสั่งที่ถูกต้องจากผู้ใช้มาผสมกับคำสั่งอันตรายจากเว็บ ทำให้เกิดการกระทำตามที่แฮกเกอร์ต้องการการทดสอบกับ Amazon 🛒นอกจาก WhatsApp แล้ว นักวิจัยยังได้ทดสอบกับ Amazon โดยใช้เทคนิคคล้ายกัน คือหลอกให้ Atlas สมัครรับจดหมายข่าวปลอมที่มีคำสั่งอันตราย ทำให้เบราว์เซอร์สามารถเพิ่มที่อยู่จัดส่งไปยังบัญชี Amazon ที่ล็อกอินอยู่ และเพิ่มแท็บเล็ตเข้าไปในตะกร้าสินค้าได้แม้ว่าจะไม่สามารถทำให้ระบบทำการซื้อสินค้าได้โดยตรง แต่นักวิจัยก็สามารถหลอกให้ Atlas ขอความช่วยเหลือจาก AI ผู้ช่วยช้อปปิ้งของ Amazon ชื่อ Rufus ให้ทำการสั่งซื้อสินค้าแทนได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า AI ที่ถูกสั่งการโดย AI ที่ถูกหลอก อาจนำไปสู่การกระทำที่ไม่พึงประสงค์ได้OpenAI รับทราบและแก้ไข 🛠️OpenAI ระบุว่าได้รับรายงานจากนักวิจัยในเดือนมกราคม และได้ทำการอัปเดตเพื่อแก้ไขปัญหาและเสริมความแข็งแกร่งด้านการป้องกันใน Atlas แล้ว รวมถึงการขยายการป้องกันไปยังความสามารถของเบราว์เซอร์ในแอป ChatGPT ใหม่ด้วยอย่างไรก็ตาม OpenAI ยอมรับว่าการโจมตีแบบ Prompt Injection ยังคงเป็นปัญหาด้านความปลอดภัยที่กำลังวิจัยอย่างต่อเนื่องสิ่งที่ควรระวังเมื่อใช้เบราว์เซอร์ AI 💡อย่าเชื่อถือ AI มากเกินไป: แม้ว่า AI จะช่วยอำนวยความสะดวก แต่ก็ยังมีจุดอ่อนที่สามารถถูกหลอกลวงได้ระวังการเข้าสู่ระบบ: หลีกเลี่ยงการล็อกอินบัญชีสำคัญไว้ในเบราว์เซอร์ที่ใช้ AI โดยไม่จำเป็นตรวจสอบสิทธิ์การเข้าถึง: พิจารณาให้ระดับการเข้าถึงแก่ Agent หรือ AI ที่ใช้ในเบราว์เซอร์เท่าที่จำเป็นเท่านั้นอัปเดตอยู่เสมอ: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเบราว์เซอร์และส่วนขยายที่คุณใช้มีการอัปเดตความปลอดภัยล่าสุดเสมอการโจมตีเหล่านี้อาจดูซับซ้อน แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญว่า เทคโนโลยี AI ที่ผสานรวมกับเว็บเบราว์เซอร์ยังต้องการการพัฒนาด้านความปลอดภัยอีกมาก ผู้ใช้ควรตระหนักถึงความเสี่ยงและใช้งานอย่างระมัดระวัง.https://www.wired.com/story/openais-browser-could-be-hijacked-to-spam-your-whatsapp-contacts/
    Shared content
    WWW.WIRED.COM
    OpenAI’s Browser Could Be Hijacked to Spam Your WhatsApp Contacts
    Researchers at security firm Zenity found more than a dozen flaws in AI browsers—and managed to get OpenAI’s Atlas to make an unauthorized Amazon purchase.
    2 Comments 0 Shares 583 Views 0 Reviews
  • Klaviyo คว้า Agency สตาร์ทอัพ AI เสริมทัพทีมผลิตภัณฑ์ สร้างการเติบโตด้วย AI Agents

    การรวมตัวของสองผู้ก่อตั้งมากประสบการณ์ในวงการเทคโนโลยี! Klaviyo แพลตฟอร์มการตลาดอัตโนมัติสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ประกาศเข้าซื้อกิจการ Agency สตาร์ทอัพด้าน AI customer success ที่ก่อตั้งโดย Elias Torres ผู้มีดีกรีเป็น serial entrepreneur การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการผนึกกำลังเพื่อเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ AI ของ Klaviyo แต่ยังเป็นการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งระหว่าง Torres และ Andrew Bialecki ผู้ร่วมก่อตั้ง Klaviyo ซึ่งมีความผูกพันกันมาตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของสตาร์ทอัพ

    Agency: สตาร์ทอัพ AI ที่น่าจับตามอง

    Agency ก่อตั้งขึ้นในปี 2023 ด้วยวิสัยทัศน์ในการใช้ AI เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้า และได้รับเงินทุนสนับสนุนจากนักลงทุนชั้นนำอย่าง Sequoia, Menlo Ventures และ Felicis เป็นจำนวนถึง 32 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ผลิตภัณฑ์หลักของ Agency คือ AI Agents ที่ช่วยในการสร้างแคมเปญการตลาด (Composer) และจัดการการบริการหลังการขาย เช่น การคืนสินค้าและการติดตามคำสั่งซื้อ (Customer Agent) ซึ่งเป็นที่ยอมรับในด้านประสิทธิภาพและความชาญฉลาด

    การกลับมาร่วมงานกันของสองผู้ก่อตั้ง

    Elias Torres และ Andrew Bialecki มีประวัติการทำงานร่วมกันมายาวนาน ตั้งแต่สมัยที่ Torres เป็นผู้ก่อตั้ง Performable และได้จ้าง Bialecki ซึ่งเป็นวิศวกรรุ่นบุกเบิกของบริษัท ต่อมา Bialecki ได้ร่วมก่อตั้ง Klaviyo และได้เชิญ Torres ให้เข้ามาเป็น angel investor ในรอบ seed funding การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการกลับมา "รวมวง" อีกครั้งของสองผู้ที่เข้าใจในธุรกิจสตาร์ทอัพเป็นอย่างดี

    กลยุทธ์ AI Agents ของ Klaviyo

    Klaviyo มุ่งมั่นที่จะนำ AI Agents มายกระดับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ โดยมีเป้าหมายในการให้บริการแก่ธุรกิจกว่า 200,000 ราย และขยายต่อไปยังธุรกิจอีกหลายล้านรายในอนาคต การรวมทีม Agency เข้ามาจะช่วยเร่งการพัฒนาและขยายขีดความสามารถของ AI Agents ที่มีอยู่เดิม คือ Composer และ Customer Agent ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก Klaviyo เชื่อมั่นว่า ด้วยข้อมูลลูกค้าจำนวนมหาศาลที่สะสมมาตลอดหลายปี จะเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในการพัฒนา AI Agents ให้เหนือกว่าคู่แข่งในตลาด

    Andrew Bialecki กล่าวถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า "Elias และทีมได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมอย่าง Agency เราจะนำสิ่งนี้มารวมกับผลิตภัณฑ์ Agent ของเรา และพยายามนำไปสู่ธุรกิจจำนวนมาก" เขายังเสริมอีกว่า "นี่คือการปฏิวัติวงการเทคโนโลยีครั้งใหญ่: Agents. มากลับมารวมวงกัน และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ไปด้วยกัน"

    การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางที่ Klaviyo ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และมอบโซลูชันที่มีประสิทธิภาพสูงสุดให้กับลูกค้า ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่อการเติบโตในระยะยาวของแพลตฟอร์ม.

    ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
    https://techcrunch.com/2026/08/05/klaviyo-acquires-elias-torres-agency-in-full-circle-reunion-for-tech-founders/

    Klaviyo คว้า Agency สตาร์ทอัพ AI เสริมทัพทีมผลิตภัณฑ์ สร้างการเติบโตด้วย AI Agentsการรวมตัวของสองผู้ก่อตั้งมากประสบการณ์ในวงการเทคโนโลยี! Klaviyo แพลตฟอร์มการตลาดอัตโนมัติสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ประกาศเข้าซื้อกิจการ Agency สตาร์ทอัพด้าน AI customer success ที่ก่อตั้งโดย Elias Torres ผู้มีดีกรีเป็น serial entrepreneur การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการผนึกกำลังเพื่อเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ AI ของ Klaviyo แต่ยังเป็นการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งระหว่าง Torres และ Andrew Bialecki ผู้ร่วมก่อตั้ง Klaviyo ซึ่งมีความผูกพันกันมาตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของสตาร์ทอัพAgency: สตาร์ทอัพ AI ที่น่าจับตามองAgency ก่อตั้งขึ้นในปี 2023 ด้วยวิสัยทัศน์ในการใช้ AI เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้า และได้รับเงินทุนสนับสนุนจากนักลงทุนชั้นนำอย่าง Sequoia, Menlo Ventures และ Felicis เป็นจำนวนถึง 32 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ผลิตภัณฑ์หลักของ Agency คือ AI Agents ที่ช่วยในการสร้างแคมเปญการตลาด (Composer) และจัดการการบริการหลังการขาย เช่น การคืนสินค้าและการติดตามคำสั่งซื้อ (Customer Agent) ซึ่งเป็นที่ยอมรับในด้านประสิทธิภาพและความชาญฉลาดการกลับมาร่วมงานกันของสองผู้ก่อตั้งElias Torres และ Andrew Bialecki มีประวัติการทำงานร่วมกันมายาวนาน ตั้งแต่สมัยที่ Torres เป็นผู้ก่อตั้ง Performable และได้จ้าง Bialecki ซึ่งเป็นวิศวกรรุ่นบุกเบิกของบริษัท ต่อมา Bialecki ได้ร่วมก่อตั้ง Klaviyo และได้เชิญ Torres ให้เข้ามาเป็น angel investor ในรอบ seed funding การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการกลับมา "รวมวง" อีกครั้งของสองผู้ที่เข้าใจในธุรกิจสตาร์ทอัพเป็นอย่างดีกลยุทธ์ AI Agents ของ KlaviyoKlaviyo มุ่งมั่นที่จะนำ AI Agents มายกระดับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ โดยมีเป้าหมายในการให้บริการแก่ธุรกิจกว่า 200,000 ราย และขยายต่อไปยังธุรกิจอีกหลายล้านรายในอนาคต การรวมทีม Agency เข้ามาจะช่วยเร่งการพัฒนาและขยายขีดความสามารถของ AI Agents ที่มีอยู่เดิม คือ Composer และ Customer Agent ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก Klaviyo เชื่อมั่นว่า ด้วยข้อมูลลูกค้าจำนวนมหาศาลที่สะสมมาตลอดหลายปี จะเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในการพัฒนา AI Agents ให้เหนือกว่าคู่แข่งในตลาดAndrew Bialecki กล่าวถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า "Elias และทีมได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมอย่าง Agency เราจะนำสิ่งนี้มารวมกับผลิตภัณฑ์ Agent ของเรา และพยายามนำไปสู่ธุรกิจจำนวนมาก" เขายังเสริมอีกว่า "นี่คือการปฏิวัติวงการเทคโนโลยีครั้งใหญ่: Agents. มากลับมารวมวงกัน และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ไปด้วยกัน"การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางที่ Klaviyo ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และมอบโซลูชันที่มีประสิทธิภาพสูงสุดให้กับลูกค้า ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่อการเติบโตในระยะยาวของแพลตฟอร์ม.https://techcrunch.com/2026/08/05/klaviyo-acquires-elias-torres-agency-in-full-circle-reunion-for-tech-founders/
    Shared content
    TECHCRUNCH.COM
    Klaviyo acquires Elias Torres’ Agency in full-circle reunion for tech founders | TechCrunch
    The serial entrepreneur joins the e-commerce company as CPO to lead its AI agents.
    6 Comments 0 Shares 626 Views 0 Reviews
  • สร้าง AI Agent ส่วนตัวบน Windows PC ด้วยเครื่องมือใหม่จาก Microsoft และ NVIDIA

    ยุคของ AI Agent กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีการโต้ตอบกับคอมพิวเตอร์ของคุณ ไม่ว่าคุณจะเป็นครีเอเตอร์ นักพัฒนา หรือผู้ที่สนใจด้าน AI ก็สามารถนำ AI Agent ไปใช้ช่วยเหลืองานประจำวันได้หลากหลาย ตั้งแต่การเขียนโค้ด การตัดต่อวิดีโอ ไปจนถึงการจัดการคอนเทนต์

    ล่าสุด NVIDIA และ Microsoft ได้ผนึกกำลังกันเพื่อปลดล็อกศักยภาพการสร้าง AI Agent บนเครื่องคอมพิวเตอร์ Windows โดยตรง ด้วยเครื่องมือใหม่ที่ช่วยให้การตั้งค่าทำได้ง่ายขึ้น ปลอดภัยยิ่งขึ้น และสามารถทำงานร่วมกับแอปพลิเคชันที่คุณใช้อยู่แล้วได้อย่างราบรื่น

    ความปลอดภัยขั้นสูงสำหรับ AI Agent ในเครื่อง ด้วย Microsoft eXecution Containers (MXC) และ NVIDIA OpenShell

    หนึ่งในความท้าทายสำคัญของการพัฒนา AI Agent คือความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เมื่อ Agent ต้องเข้าถึงไฟล์ส่วนตัวหรือทำงานร่วมกับแอปพลิเคชันต่างๆ Microsoft ได้เปิดตัว Microsoft eXecution Containers (MXC) ซึ่งเป็นชุดเครื่องมือรักษาความปลอดภัยที่ช่วยกำหนดและควบคุมขอบเขตการทำงานของ Agent ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาศัยโครงสร้างพื้นฐานของระบบปฏิบัติการ Windows เอง ทำให้ Agent ไม่สามารถเข้าถึงระบบทั้งหมดได้

    NVIDIA ได้ร่วมมือกับ Microsoft เพื่อนำ NVIDIA OpenShell ซึ่งเป็น Runtime สำหรับ Windows มาใช้ร่วมกับ MXC การผสานรวมนี้ช่วยให้นักพัฒนาสามารถติดตั้งและใช้งาน AI Agent แบบอัตโนมัติได้อย่างปลอดภัย พร้อมความสามารถเพิ่มเติม เช่น การจัดการนโยบาย การจัดการการเรียกใช้ Inference และการปกปิดข้อมูลส่วนบุคคล (PII)

    แอปพลิเคชัน AI Agent ชั้นนำหลายตัวกำลังพิจารณาใช้ MXC และ OpenShell เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านความปลอดภัยบน Windows เช่น OpenClaw และ Hermes Agent ที่เป็นที่นิยมในกลุ่มโอเพนซอร์ส

    NVIDIA RTX Spark: ขุมพลังสำหรับ AI Agent ส่วนตัว

    NVIDIA ได้เปิดตัวตระกูลผลิตภัณฑ์ NVIDIA RTX Spark ซึ่งประกอบด้วยเดสก์ท็อปและแล็ปท็อปขนาดกะทัดรัด ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานของ AI Agent ส่วนตัวโดยเฉพาะ เครื่องเหล่านี้ให้พลังประมวลผล AI สูงสุดถึง 1 Petaflop พร้อมหน่วยความจำสูงสุด 128 GB และ Framework AI ที่เร่งความเร็วด้วย CUDA ทำให้สามารถรันโมเดล AI ขนาดใหญ่ควบคู่ไปกับการทำงานประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    Microsoft กำลังเตรียม Surface RTX Spark Dev Box ซึ่งเป็นเวอร์ชันพิเศษสำหรับนักพัฒนา โดยจะมาพร้อมกับ Windows ที่ปรับแต่งมาเพื่อนักพัฒนาโดยเฉพาะ และเครื่องมือชั้นนำที่จำเป็นสำหรับการเริ่มต้นสร้างสรรค์ AI Agent

    ขยายขีดความสามารถของ AI Agent ด้วย NVIDIA NemoClaw, Hermes Agent และ H Company

    NVIDIA NemoClaw เครื่องมือสำหรับสร้าง AI Agent แบบอัตโนมัติ ตอนนี้รองรับระบบ Client ของ NVIDIA ทุกประเภท ทั้ง GeForce RTX, NVIDIA RTX PRO, NVIDIA DGX Spark และ NVIDIA DGX Station สำหรับ Windows ผ่าน WSL (Windows Subsystem for Linux) ทำให้การตั้งค่าและ Sandbox Agent ทำได้ง่ายขึ้น พร้อมโมเดลที่ปรับแต่งมาสำหรับฮาร์ดแวร์ของคุณโดยเฉพาะ

    Hermes Agent ได้เปิดตัวการรองรับ Native บน Windows แล้ว ทั้งในรูปแบบ Command-line Interface และแอปพลิเคชันเดสก์ท็อปใหม่ที่สวยงาม ช่วยให้การใช้งานราบรื่นขึ้น และทำงานร่วมกับแอปพลิเคชัน, API และไฟล์ต่างๆ ของ Windows ได้ง่ายขึ้น

    นอกจากนี้ H Company ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยและพัฒนา AI ได้เปิดตัวโมเดล Holo 3.1 รุ่นใหม่ ที่ปรับแต่งมาสำหรับ "Computer Use" ซึ่งเป็นโหมดที่ช่วยให้ Agent สามารถโต้ตอบกับหน้าจอและคลิกได้ ทำให้ขยายขีดความสามารถของ Agent ไปสู่แอปพลิเคชันที่หลากหลายยิ่งขึ้น โมเดลนี้ยังมาพร้อมกับ Checkpoints ที่ถูก Quantize เพื่อลดการใช้หน่วยความจำลงถึง 35% เมื่อเทียบกับ FP8

    เร่งความเร็ว Inference สำหรับ Local AI Agent ด้วย NVIDIA และชุมชน Open Source

    เมื่อ AI Agent ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมงกับงานที่ซับซ้อน การประมวลผลบนเครื่องที่มีประสิทธิภาพจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง NVIDIA ได้ร่วมมือกับชุมชน Open Source เพื่อปรับปรุง Inference Backend ชั้นนำอย่าง llama.cpp และ vLLM

    llama.cpp สามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้ถึง 2 เท่า สำหรับโมเดล Qwen 3.5 และ 3.6 ขนาด 27B และ 1.6 เท่า สำหรับโมเดล Qwen 3.5 และ 3.6 ขนาด 35B (Mixture-of-Experts) ด้วยเทคนิค Multi-Token Prediction (MTP) ที่ช่วยให้โมเดลร่าง (Draft Model) เสนอโทเค็นล่วงหน้าหลายตัว และให้โมเดลเป้าหมายตรวจสอบในครั้งเดียว ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่เร็วขึ้นโดยที่คุณภาพไม่ลดลง

    vLLM ได้นำ MTP มาใช้ และยังได้รับการปรับปรุงเพิ่มเติมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ Inference ได้ถึง 2.6 เท่า ด้วยการเลือก Kernel BF16 ที่ดีขึ้นสำหรับโมเดล MoE และลด Overhead ของ Runtime

    คุณสามารถเริ่มทดลองใช้การอัปเดตเหล่านี้ได้แล้วผ่าน LM Studio, llama.cpp และ vLLM

    การรองรับ Multi-GPU เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ AI บน RTX PC

    การใช้ GPU หลายตัวเป็นวิธีที่นิยมในการรัน AI บนเครื่อง เพื่อเพิ่มหน่วยความจำและพลังประมวลผล แม้ว่า Framework บนคลาวด์อย่าง vLLM จะปรับแต่งมาสำหรับ Multi-GPU เป็นอย่างดี แต่ Framework บน PC อย่าง llama.cpp และ ComfyUI ใน PyTorch ยังขาดการปรับแต่งในส่วนนี้

    NVIDIA ได้ร่วมมือกับ llama.cpp และ ComfyUI เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพสำหรับ RTX PC ที่มี GPU สองตัว ทำให้คุณสามารถรันโมเดลที่ใหญ่ขึ้น และใช้พลังประมวลผลจาก GPU ทั้งสองตัวได้อย่างเต็มที่

    llama.cpp รองรับ Tensor Parallelism (TP) แล้ว ทำให้ใช้งาน GPU ทั้งสองตัวได้อย่างเต็มที่ เพิ่มความจุหน่วยความจำได้ถึง 2 เท่า และประสิทธิภาพการประมวลผลสูงสุด 1.8 เท่า LM Studio ได้นำการเปลี่ยนแปลงนี้มาให้ใช้งานผ่านแอปพลิเคชันแล้ว

    ComfyUI ได้รวมวิธีการ Classifier-Free Guidance (CFG) เข้ามา ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผลได้ถึง 2 เท่า เมื่อใช้ GPU สองตัว นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถแบ่งส่วนของโมเดลไปยัง GPU แต่ละตัว เพื่อให้หน่วยความจำเต็มประสิทธิภาพ และหลีกเลี่ยงปัญหา Memory Swapping

    อัปเดตใหม่สำหรับนักพัฒนาสื่อและวิดีโอ

    NVIDIA AI for Media SDK (AI4M) เปิดให้ใช้งานแบบ Private Access แล้ว สำหรับนักพัฒนาที่สร้าง Pipeline วิดีโอและ Broadcast ด้วย AI

    • LipSync: รองรับภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน และสเปน ทำให้การพากย์และการแปลเนื้อหาคุณภาพสูงขึ้น
    • Active Speaker Detection (ASD): รองรับการทำงานกับกล้องและไมโครโฟนหลายตัว พร้อมการระบุผู้พูดข้ามวิดีโอ ช่วยให้การทำงานอัตโนมัติ เช่น การพากย์ Lip-sync, การตัดต่อวิดีโอ และการบันทึกข้อมูล ทำได้ง่ายขึ้น

    เครื่องมือเพิ่มเติมสำหรับการพัฒนาและติดตั้ง AI บน Windows

    แพลตฟอร์ม AI สำหรับ Windows รวมถึง Windows ML กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับพลังจาก NVIDIA TensorRT สำหรับ RTX บน GPU ของ NVIDIA ทำให้นักพัฒนาสามารถส่งมอบ AI ที่เร่งความเร็วด้วย GPU ไปยังแอปพลิเคชัน Windows ได้อย่างหลากหลาย

    Windows AI Foundry และ Windows AI APIs รองรับการเร่งความเร็วด้วย GPU แล้ว เมื่อเรียกใช้ API ที่รองรับบนฮาร์ดแวร์ RTX ข้อมูลจะถูกส่งไปยัง NVIDIA GPU เพื่อการประมวลผล Inference ในเครื่องที่ประสิทธิภาพสูง โมเดลแรกที่รองรับคือ Phi-Silica ซึ่งเป็น Small Language Model (SLM) ขนาด 3.3B สำหรับงานสรุปความ, เขียนใหม่, สร้างโค้ด และงาน AI อื่นๆ บนเครื่อง

    พันธมิตรหลายรายได้อัปเกรดจากการใช้ DirectML มาใช้ Windows ML และ TensorRT for RTX เช่น:

    • Voicemod: ประมวลผลการแปลงเสียง AI แบบเรียลไทม์เร็วขึ้น 42%
    • Topaz: เร่งความเร็วการอัปสเกล 1080p เป็น 4K ได้ 20% พร้อมลดขนาด Engine ลง 3-4 เท่า
    • DxO PhotoLab 9.7: ประมวลผลภาพถ่ายด้วย AI ได้เร็วขึ้น
    • Camo Streamlight: ฟีเจอร์ Autotune ปรับแสงแบบเรียลไทม์

    สำหรับผู้ที่ต้องการรันแอปพลิเคชัน Linux บน Windows Windows Subsystem for Linux Containers (WSL-C) เป็นวิธีที่ง่ายในการสร้าง, รัน และโต้ตอบกับ Linux AI Containers จากแอปพลิเคชัน Windows โดยตรง

    เริ่มต้นสร้าง AI Agent ส่วนตัวบน Windows PC

    AI Agent กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการสร้าง, ใช้งาน และติดตั้งซอฟต์แวร์ และ Local AI Stack บน NVIDIA RTX ก็พร้อมแล้ว ด้วยการ Sandbox Agent ที่ปลอดภัย, Inference ที่เร็วขึ้น, การขยายประสิทธิภาพด้วย Multi-GPU และแพลตฟอร์ม AI บน Windows ที่กำลังเติบโต นักพัฒนาที่สร้างสรรค์บน NVIDIA RTX PC กว่า 100 ล้านเครื่องทั่วโลก มีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมสำหรับแอปพลิเคชัน AI ยุคใหม่

    เรียนรู้เพิ่มเติมและเริ่มพัฒนาสำหรับ NVIDIA RTX AI PCs ได้แล้ววันนี้

    #AI #WindowsPC #NVIDIA #Microsoft #AIAGENT

    ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
    https://developer.nvidia.com/blog/build-personal-ai-agents-on-windows-pcs-with-new-tools-from-microsoft-and-nvidia/

    สร้าง AI Agent ส่วนตัวบน Windows PC ด้วยเครื่องมือใหม่จาก Microsoft และ NVIDIAยุคของ AI Agent กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีการโต้ตอบกับคอมพิวเตอร์ของคุณ ไม่ว่าคุณจะเป็นครีเอเตอร์ นักพัฒนา หรือผู้ที่สนใจด้าน AI ก็สามารถนำ AI Agent ไปใช้ช่วยเหลืองานประจำวันได้หลากหลาย ตั้งแต่การเขียนโค้ด การตัดต่อวิดีโอ ไปจนถึงการจัดการคอนเทนต์ล่าสุด NVIDIA และ Microsoft ได้ผนึกกำลังกันเพื่อปลดล็อกศักยภาพการสร้าง AI Agent บนเครื่องคอมพิวเตอร์ Windows โดยตรง ด้วยเครื่องมือใหม่ที่ช่วยให้การตั้งค่าทำได้ง่ายขึ้น ปลอดภัยยิ่งขึ้น และสามารถทำงานร่วมกับแอปพลิเคชันที่คุณใช้อยู่แล้วได้อย่างราบรื่นความปลอดภัยขั้นสูงสำหรับ AI Agent ในเครื่อง ด้วย Microsoft eXecution Containers (MXC) และ NVIDIA OpenShellหนึ่งในความท้าทายสำคัญของการพัฒนา AI Agent คือความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เมื่อ Agent ต้องเข้าถึงไฟล์ส่วนตัวหรือทำงานร่วมกับแอปพลิเคชันต่างๆ Microsoft ได้เปิดตัว Microsoft eXecution Containers (MXC) ซึ่งเป็นชุดเครื่องมือรักษาความปลอดภัยที่ช่วยกำหนดและควบคุมขอบเขตการทำงานของ Agent ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาศัยโครงสร้างพื้นฐานของระบบปฏิบัติการ Windows เอง ทำให้ Agent ไม่สามารถเข้าถึงระบบทั้งหมดได้NVIDIA ได้ร่วมมือกับ Microsoft เพื่อนำ NVIDIA OpenShell ซึ่งเป็น Runtime สำหรับ Windows มาใช้ร่วมกับ MXC การผสานรวมนี้ช่วยให้นักพัฒนาสามารถติดตั้งและใช้งาน AI Agent แบบอัตโนมัติได้อย่างปลอดภัย พร้อมความสามารถเพิ่มเติม เช่น การจัดการนโยบาย การจัดการการเรียกใช้ Inference และการปกปิดข้อมูลส่วนบุคคล (PII)แอปพลิเคชัน AI Agent ชั้นนำหลายตัวกำลังพิจารณาใช้ MXC และ OpenShell เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านความปลอดภัยบน Windows เช่น OpenClaw และ Hermes Agent ที่เป็นที่นิยมในกลุ่มโอเพนซอร์สNVIDIA RTX Spark: ขุมพลังสำหรับ AI Agent ส่วนตัวNVIDIA ได้เปิดตัวตระกูลผลิตภัณฑ์ NVIDIA RTX Spark ซึ่งประกอบด้วยเดสก์ท็อปและแล็ปท็อปขนาดกะทัดรัด ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานของ AI Agent ส่วนตัวโดยเฉพาะ เครื่องเหล่านี้ให้พลังประมวลผล AI สูงสุดถึง 1 Petaflop พร้อมหน่วยความจำสูงสุด 128 GB และ Framework AI ที่เร่งความเร็วด้วย CUDA ทำให้สามารถรันโมเดล AI ขนาดใหญ่ควบคู่ไปกับการทำงานประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพMicrosoft กำลังเตรียม Surface RTX Spark Dev Box ซึ่งเป็นเวอร์ชันพิเศษสำหรับนักพัฒนา โดยจะมาพร้อมกับ Windows ที่ปรับแต่งมาเพื่อนักพัฒนาโดยเฉพาะ และเครื่องมือชั้นนำที่จำเป็นสำหรับการเริ่มต้นสร้างสรรค์ AI Agentขยายขีดความสามารถของ AI Agent ด้วย NVIDIA NemoClaw, Hermes Agent และ H CompanyNVIDIA NemoClaw เครื่องมือสำหรับสร้าง AI Agent แบบอัตโนมัติ ตอนนี้รองรับระบบ Client ของ NVIDIA ทุกประเภท ทั้ง GeForce RTX, NVIDIA RTX PRO, NVIDIA DGX Spark และ NVIDIA DGX Station สำหรับ Windows ผ่าน WSL (Windows Subsystem for Linux) ทำให้การตั้งค่าและ Sandbox Agent ทำได้ง่ายขึ้น พร้อมโมเดลที่ปรับแต่งมาสำหรับฮาร์ดแวร์ของคุณโดยเฉพาะHermes Agent ได้เปิดตัวการรองรับ Native บน Windows แล้ว ทั้งในรูปแบบ Command-line Interface และแอปพลิเคชันเดสก์ท็อปใหม่ที่สวยงาม ช่วยให้การใช้งานราบรื่นขึ้น และทำงานร่วมกับแอปพลิเคชัน, API และไฟล์ต่างๆ ของ Windows ได้ง่ายขึ้นนอกจากนี้ H Company ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยและพัฒนา AI ได้เปิดตัวโมเดล Holo 3.1 รุ่นใหม่ ที่ปรับแต่งมาสำหรับ "Computer Use" ซึ่งเป็นโหมดที่ช่วยให้ Agent สามารถโต้ตอบกับหน้าจอและคลิกได้ ทำให้ขยายขีดความสามารถของ Agent ไปสู่แอปพลิเคชันที่หลากหลายยิ่งขึ้น โมเดลนี้ยังมาพร้อมกับ Checkpoints ที่ถูก Quantize เพื่อลดการใช้หน่วยความจำลงถึง 35% เมื่อเทียบกับ FP8เร่งความเร็ว Inference สำหรับ Local AI Agent ด้วย NVIDIA และชุมชน Open Sourceเมื่อ AI Agent ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมงกับงานที่ซับซ้อน การประมวลผลบนเครื่องที่มีประสิทธิภาพจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง NVIDIA ได้ร่วมมือกับชุมชน Open Source เพื่อปรับปรุง Inference Backend ชั้นนำอย่าง llama.cpp และ vLLMllama.cpp สามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้ถึง 2 เท่า สำหรับโมเดล Qwen 3.5 และ 3.6 ขนาด 27B และ 1.6 เท่า สำหรับโมเดล Qwen 3.5 และ 3.6 ขนาด 35B (Mixture-of-Experts) ด้วยเทคนิค Multi-Token Prediction (MTP) ที่ช่วยให้โมเดลร่าง (Draft Model) เสนอโทเค็นล่วงหน้าหลายตัว และให้โมเดลเป้าหมายตรวจสอบในครั้งเดียว ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่เร็วขึ้นโดยที่คุณภาพไม่ลดลงvLLM ได้นำ MTP มาใช้ และยังได้รับการปรับปรุงเพิ่มเติมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ Inference ได้ถึง 2.6 เท่า ด้วยการเลือก Kernel BF16 ที่ดีขึ้นสำหรับโมเดล MoE และลด Overhead ของ Runtimeคุณสามารถเริ่มทดลองใช้การอัปเดตเหล่านี้ได้แล้วผ่าน LM Studio, llama.cpp และ vLLMการรองรับ Multi-GPU เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ AI บน RTX PCการใช้ GPU หลายตัวเป็นวิธีที่นิยมในการรัน AI บนเครื่อง เพื่อเพิ่มหน่วยความจำและพลังประมวลผล แม้ว่า Framework บนคลาวด์อย่าง vLLM จะปรับแต่งมาสำหรับ Multi-GPU เป็นอย่างดี แต่ Framework บน PC อย่าง llama.cpp และ ComfyUI ใน PyTorch ยังขาดการปรับแต่งในส่วนนี้NVIDIA ได้ร่วมมือกับ llama.cpp และ ComfyUI เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพสำหรับ RTX PC ที่มี GPU สองตัว ทำให้คุณสามารถรันโมเดลที่ใหญ่ขึ้น และใช้พลังประมวลผลจาก GPU ทั้งสองตัวได้อย่างเต็มที่llama.cpp รองรับ Tensor Parallelism (TP) แล้ว ทำให้ใช้งาน GPU ทั้งสองตัวได้อย่างเต็มที่ เพิ่มความจุหน่วยความจำได้ถึง 2 เท่า และประสิทธิภาพการประมวลผลสูงสุด 1.8 เท่า LM Studio ได้นำการเปลี่ยนแปลงนี้มาให้ใช้งานผ่านแอปพลิเคชันแล้วComfyUI ได้รวมวิธีการ Classifier-Free Guidance (CFG) เข้ามา ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผลได้ถึง 2 เท่า เมื่อใช้ GPU สองตัว นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถแบ่งส่วนของโมเดลไปยัง GPU แต่ละตัว เพื่อให้หน่วยความจำเต็มประสิทธิภาพ และหลีกเลี่ยงปัญหา Memory Swappingอัปเดตใหม่สำหรับนักพัฒนาสื่อและวิดีโอNVIDIA AI for Media SDK (AI4M) เปิดให้ใช้งานแบบ Private Access แล้ว สำหรับนักพัฒนาที่สร้าง Pipeline วิดีโอและ Broadcast ด้วย AILipSync: รองรับภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน และสเปน ทำให้การพากย์และการแปลเนื้อหาคุณภาพสูงขึ้นActive Speaker Detection (ASD): รองรับการทำงานกับกล้องและไมโครโฟนหลายตัว พร้อมการระบุผู้พูดข้ามวิดีโอ ช่วยให้การทำงานอัตโนมัติ เช่น การพากย์ Lip-sync, การตัดต่อวิดีโอ และการบันทึกข้อมูล ทำได้ง่ายขึ้นเครื่องมือเพิ่มเติมสำหรับการพัฒนาและติดตั้ง AI บน Windowsแพลตฟอร์ม AI สำหรับ Windows รวมถึง Windows ML กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับพลังจาก NVIDIA TensorRT สำหรับ RTX บน GPU ของ NVIDIA ทำให้นักพัฒนาสามารถส่งมอบ AI ที่เร่งความเร็วด้วย GPU ไปยังแอปพลิเคชัน Windows ได้อย่างหลากหลายWindows AI Foundry และ Windows AI APIs รองรับการเร่งความเร็วด้วย GPU แล้ว เมื่อเรียกใช้ API ที่รองรับบนฮาร์ดแวร์ RTX ข้อมูลจะถูกส่งไปยัง NVIDIA GPU เพื่อการประมวลผล Inference ในเครื่องที่ประสิทธิภาพสูง โมเดลแรกที่รองรับคือ Phi-Silica ซึ่งเป็น Small Language Model (SLM) ขนาด 3.3B สำหรับงานสรุปความ, เขียนใหม่, สร้างโค้ด และงาน AI อื่นๆ บนเครื่องพันธมิตรหลายรายได้อัปเกรดจากการใช้ DirectML มาใช้ Windows ML และ TensorRT for RTX เช่น:Voicemod: ประมวลผลการแปลงเสียง AI แบบเรียลไทม์เร็วขึ้น 42%Topaz: เร่งความเร็วการอัปสเกล 1080p เป็น 4K ได้ 20% พร้อมลดขนาด Engine ลง 3-4 เท่าDxO PhotoLab 9.7: ประมวลผลภาพถ่ายด้วย AI ได้เร็วขึ้นCamo Streamlight: ฟีเจอร์ Autotune ปรับแสงแบบเรียลไทม์สำหรับผู้ที่ต้องการรันแอปพลิเคชัน Linux บน Windows Windows Subsystem for Linux Containers (WSL-C) เป็นวิธีที่ง่ายในการสร้าง, รัน และโต้ตอบกับ Linux AI Containers จากแอปพลิเคชัน Windows โดยตรงเริ่มต้นสร้าง AI Agent ส่วนตัวบน Windows PCAI Agent กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการสร้าง, ใช้งาน และติดตั้งซอฟต์แวร์ และ Local AI Stack บน NVIDIA RTX ก็พร้อมแล้ว ด้วยการ Sandbox Agent ที่ปลอดภัย, Inference ที่เร็วขึ้น, การขยายประสิทธิภาพด้วย Multi-GPU และแพลตฟอร์ม AI บน Windows ที่กำลังเติบโต นักพัฒนาที่สร้างสรรค์บน NVIDIA RTX PC กว่า 100 ล้านเครื่องทั่วโลก มีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมสำหรับแอปพลิเคชัน AI ยุคใหม่เรียนรู้เพิ่มเติมและเริ่มพัฒนาสำหรับ NVIDIA RTX AI PCs ได้แล้ววันนี้#AI #WindowsPC #NVIDIA #Microsoft #AIAGENThttps://developer.nvidia.com/blog/build-personal-ai-agents-on-windows-pcs-with-new-tools-from-microsoft-and-nvidia/
    Shared content
    DEVELOPER.NVIDIA.COM
    Build Personal AI Agents on Windows PCs with New Tools from Microsoft and NVIDIA
    AI agents are changing how you interact with your PC. Creators, developers, and AI enthusiasts are already using these agents extensively to assist with day-to-day tasks such as coding, video editing…
    2 Comments 0 Shares 643 Views 0 Reviews
More Stories