-
Public Group
-
130 Posts
-
0 Photos
-
0 Videos
-
Reviews
-
News and Politics
-
นักวิจัยความปลอดภัยโวย! OpenAI ปิดกั้นการเข้าถึงโปรแกรม AI สำหรับงานไซเบอร์กะทันหัน
OpenAI ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะผู้บุกเบิกด้านปัญญาประดิษฐ์ ได้สร้างความไม่พอใจให้กับนักวิจัยด้านความปลอดภัยจำนวนมาก เมื่อจู่ๆ ก็ปิดกั้นการเข้าถึงโปรแกรมพิเศษที่ออกแบบมาเพื่องานวิจัยด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์โดยเฉพาะ โปรแกรมนี้มีชื่อว่า Trusted Access for Cyber (TAC) ซึ่งเปิดโอกาสให้นักวิจัยที่ผ่านการคัดเลือกสามารถเข้าถึงโมเดล AI ขั้นสูงของ OpenAI ได้โดยมีข้อจำกัดด้านความปลอดภัยน้อยลง
TAC คืออะไร และมีไว้เพื่ออะไร?
โปรแกรม TAC เป็นเหมือน "ประตูพิเศษ" ที่ OpenAI เปิดให้นักวิจัยด้านความปลอดภัยที่เชื่อถือได้ สามารถเข้าถึงโมเดล AI ที่ทรงพลังที่สุดของบริษัทได้ โดยมี "Guardrails" หรือข้อจำกัดด้านความปลอดภัยที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับโมเดลที่ผู้ใช้งานทั่วไปเข้าถึงได้ เช่นเดียวกับ Anthropic ที่มีโปรแกรมคล้ายกันชื่อ Cyber Verification Program (CVP)
วัตถุประสงค์หลักของโปรแกรมเหล่านี้คือการมอบเครื่องมือ AI ที่มีประสิทธิภาพสูงแก่นักวิจัยด้านความปลอดภัย เพื่อให้พวกเขาสามารถค้นหาช่องโหว่ (Bug) และจุดอ่อน (Vulnerability) ในระบบต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว และรายงานไปยังบริษัทเจ้าของระบบเพื่อทำการแก้ไข ก่อนที่เหล่าอาชญากรไซเบอร์หรือแฮกเกอร์จะนำไปใช้ประโยชน์ในการโจมตี
ทำไมนักวิจัยถึงเข้าถึง TAC ไม่ได้?
นักวิจัยหลายคนได้รายงานผ่านฟอรัมสนับสนุนอย่างเป็นทางการของ OpenAI และบนแพลตฟอร์ม X (Twitter เดิม) ว่า พวกเขาพบข้อความแจ้งเตือนเมื่อพยายามเข้าสู่หน้า Cyber ของ ChatGPT ว่า "ไม่สามารถยืนยันตัวตนได้" หรือ "บัญชีไม่มีสิทธิ์ในขณะนี้"
จากการสอบถามนักวิจัย 5 รายที่ประสบปัญหานี้ หนึ่งในนั้นได้รับอีเมลจาก OpenAI ชี้แจงว่า การเข้าถึง Daybreak Blue ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของ TAC สำหรับผู้ใช้งานที่ได้รับการคัดเลือก ถูกระงับ "เนื่องจากปัญหาทางเทคนิคที่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้จำนวนจำกัด" โดย OpenAI ยอมรับว่า "นี่เป็นปัญหาจากฝั่งของเรา และไม่ใช่ประสบการณ์ที่เราต้องการมอบให้ผู้ใช้"
นักวิจัยบางรายที่ติดต่อ OpenAI Support อย่างเป็นทางการก็ได้รับคำตอบในทำนองเดียวกัน โดยอ้างถึง "ปัญหาทางเทคนิคที่เพิ่งเกิดขึ้น"
ข้อสังเกตที่น่าสนใจ
ข้อเท็จจริงที่น่าสังเกตคือ นักวิจัยที่ TechCrunch ได้พูดคุยด้วย ซึ่งประสบปัญหาการเข้าถึง TAC นั้น อาศัยอยู่นอกพื้นที่สหรัฐอเมริกาและยุโรปทั้งหมด ทำให้เกิดข้อสันนิษฐานว่า ปัญหาการระงับการเข้าถึงนี้ อาจจำกัดอยู่ในบางภูมิภาคเท่านั้น
OpenAI ยังไม่ได้ให้ความเห็นอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับปัญหานี้เมื่อ TechCrunch ติดต่อไป
Daybreak Blue และ Daybreak Red: ระดับการเข้าถึงที่แตกต่าง
Daybreak Blue คือระดับการเข้าถึงล่าสุดสำหรับนักวิจัยรายบุคคล ที่ให้สิทธิ์เข้าถึงโมเดล AI ทั่วไปขั้นสูง รวมถึง GPT-5.6 Sol พร้อมการปรับปรุงระบบความปลอดภัยให้เหมาะสมกับงานด้านการป้องกันความปลอดภัยโดยเฉพาะ ซึ่ง OpenAI ได้เปิดตัวเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา และถือเป็นจุดเริ่มต้นที่แนะนำสำหรับนักวิจัยด้านการป้องกันส่วนใหญ่ เพื่อสนับสนุนการค้นหาช่องโหว่ การตรวจสอบโค้ดอย่างปลอดภัย การวิเคราะห์มัลแวร์ การรับมือกับเหตุการณ์ และการตรวจสอบแพตช์
ในขณะเดียวกัน OpenAI ก็ได้เปิดตัวระดับที่สูงขึ้นคือ Daybreak Red ซึ่งให้การเข้าถึงโมเดลที่พัฒนาขึ้นมาเพื่องานวิจัยด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์โดยเฉพาะ ช่วยให้นักวิจัยที่ผ่านการคัดเลือกสามารถทำการวิจัยช่องโหว่ที่ได้รับอนุญาต การตรวจสอบการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ และการทดสอบความปลอดภัยได้
ความกังวลเรื่อง "Guardrails"
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทั้งนักวิจัยด้านการป้องกันและนักวิจัยด้านการโจมตี ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับข้อจำกัดด้านความปลอดภัย (Guardrails) ที่เข้มงวดเกินไปของทั้ง Anthropic และ OpenAI โดยให้เหตุผลว่า ข้อจำกัดเหล่านี้ขัดขวางการทำงานที่จำเป็นและถูกต้องตามกฎหมายของพวกเขา
การที่ OpenAI ปิดกั้นการเข้าถึงโปรแกรม TAC อย่างกะทันหันนี้ อาจยิ่งเพิ่มความกังวลและความไม่ไว้วางใจในหมู่นักวิจัยด้านความปลอดภัย ที่พึ่งพาเครื่องมือ AI เหล่านี้เพื่อยกระดับการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ของโลกให้ดียิ่งขึ้น
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://techcrunch.com/2026/08/19/researchers-complain-that-openai-revoked-their-access-to-limited-cyber-program/นักวิจัยความปลอดภัยโวย! OpenAI ปิดกั้นการเข้าถึงโปรแกรม AI สำหรับงานไซเบอร์กะทันหันOpenAI ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะผู้บุกเบิกด้านปัญญาประดิษฐ์ ได้สร้างความไม่พอใจให้กับนักวิจัยด้านความปลอดภัยจำนวนมาก เมื่อจู่ๆ ก็ปิดกั้นการเข้าถึงโปรแกรมพิเศษที่ออกแบบมาเพื่องานวิจัยด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์โดยเฉพาะ โปรแกรมนี้มีชื่อว่า Trusted Access for Cyber (TAC) ซึ่งเปิดโอกาสให้นักวิจัยที่ผ่านการคัดเลือกสามารถเข้าถึงโมเดล AI ขั้นสูงของ OpenAI ได้โดยมีข้อจำกัดด้านความปลอดภัยน้อยลงTAC คืออะไร และมีไว้เพื่ออะไร?โปรแกรม TAC เป็นเหมือน "ประตูพิเศษ" ที่ OpenAI เปิดให้นักวิจัยด้านความปลอดภัยที่เชื่อถือได้ สามารถเข้าถึงโมเดล AI ที่ทรงพลังที่สุดของบริษัทได้ โดยมี "Guardrails" หรือข้อจำกัดด้านความปลอดภัยที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับโมเดลที่ผู้ใช้งานทั่วไปเข้าถึงได้ เช่นเดียวกับ Anthropic ที่มีโปรแกรมคล้ายกันชื่อ Cyber Verification Program (CVP)วัตถุประสงค์หลักของโปรแกรมเหล่านี้คือการมอบเครื่องมือ AI ที่มีประสิทธิภาพสูงแก่นักวิจัยด้านความปลอดภัย เพื่อให้พวกเขาสามารถค้นหาช่องโหว่ (Bug) และจุดอ่อน (Vulnerability) ในระบบต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว และรายงานไปยังบริษัทเจ้าของระบบเพื่อทำการแก้ไข ก่อนที่เหล่าอาชญากรไซเบอร์หรือแฮกเกอร์จะนำไปใช้ประโยชน์ในการโจมตีทำไมนักวิจัยถึงเข้าถึง TAC ไม่ได้?นักวิจัยหลายคนได้รายงานผ่านฟอรัมสนับสนุนอย่างเป็นทางการของ OpenAI และบนแพลตฟอร์ม X (Twitter เดิม) ว่า พวกเขาพบข้อความแจ้งเตือนเมื่อพยายามเข้าสู่หน้า Cyber ของ ChatGPT ว่า "ไม่สามารถยืนยันตัวตนได้" หรือ "บัญชีไม่มีสิทธิ์ในขณะนี้"จากการสอบถามนักวิจัย 5 รายที่ประสบปัญหานี้ หนึ่งในนั้นได้รับอีเมลจาก OpenAI ชี้แจงว่า การเข้าถึง Daybreak Blue ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของ TAC สำหรับผู้ใช้งานที่ได้รับการคัดเลือก ถูกระงับ "เนื่องจากปัญหาทางเทคนิคที่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้จำนวนจำกัด" โดย OpenAI ยอมรับว่า "นี่เป็นปัญหาจากฝั่งของเรา และไม่ใช่ประสบการณ์ที่เราต้องการมอบให้ผู้ใช้"นักวิจัยบางรายที่ติดต่อ OpenAI Support อย่างเป็นทางการก็ได้รับคำตอบในทำนองเดียวกัน โดยอ้างถึง "ปัญหาทางเทคนิคที่เพิ่งเกิดขึ้น"ข้อสังเกตที่น่าสนใจข้อเท็จจริงที่น่าสังเกตคือ นักวิจัยที่ TechCrunch ได้พูดคุยด้วย ซึ่งประสบปัญหาการเข้าถึง TAC นั้น อาศัยอยู่นอกพื้นที่สหรัฐอเมริกาและยุโรปทั้งหมด ทำให้เกิดข้อสันนิษฐานว่า ปัญหาการระงับการเข้าถึงนี้ อาจจำกัดอยู่ในบางภูมิภาคเท่านั้นOpenAI ยังไม่ได้ให้ความเห็นอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับปัญหานี้เมื่อ TechCrunch ติดต่อไปDaybreak Blue และ Daybreak Red: ระดับการเข้าถึงที่แตกต่างDaybreak Blue คือระดับการเข้าถึงล่าสุดสำหรับนักวิจัยรายบุคคล ที่ให้สิทธิ์เข้าถึงโมเดล AI ทั่วไปขั้นสูง รวมถึง GPT-5.6 Sol พร้อมการปรับปรุงระบบความปลอดภัยให้เหมาะสมกับงานด้านการป้องกันความปลอดภัยโดยเฉพาะ ซึ่ง OpenAI ได้เปิดตัวเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา และถือเป็นจุดเริ่มต้นที่แนะนำสำหรับนักวิจัยด้านการป้องกันส่วนใหญ่ เพื่อสนับสนุนการค้นหาช่องโหว่ การตรวจสอบโค้ดอย่างปลอดภัย การวิเคราะห์มัลแวร์ การรับมือกับเหตุการณ์ และการตรวจสอบแพตช์ในขณะเดียวกัน OpenAI ก็ได้เปิดตัวระดับที่สูงขึ้นคือ Daybreak Red ซึ่งให้การเข้าถึงโมเดลที่พัฒนาขึ้นมาเพื่องานวิจัยด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์โดยเฉพาะ ช่วยให้นักวิจัยที่ผ่านการคัดเลือกสามารถทำการวิจัยช่องโหว่ที่ได้รับอนุญาต การตรวจสอบการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ และการทดสอบความปลอดภัยได้ความกังวลเรื่อง "Guardrails"ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทั้งนักวิจัยด้านการป้องกันและนักวิจัยด้านการโจมตี ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับข้อจำกัดด้านความปลอดภัย (Guardrails) ที่เข้มงวดเกินไปของทั้ง Anthropic และ OpenAI โดยให้เหตุผลว่า ข้อจำกัดเหล่านี้ขัดขวางการทำงานที่จำเป็นและถูกต้องตามกฎหมายของพวกเขาการที่ OpenAI ปิดกั้นการเข้าถึงโปรแกรม TAC อย่างกะทันหันนี้ อาจยิ่งเพิ่มความกังวลและความไม่ไว้วางใจในหมู่นักวิจัยด้านความปลอดภัย ที่พึ่งพาเครื่องมือ AI เหล่านี้เพื่อยกระดับการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ของโลกให้ดียิ่งขึ้นhttps://techcrunch.com/2026/08/19/researchers-complain-that-openai-revoked-their-access-to-limited-cyber-program/
TECHCRUNCH.COMResearchers complain that OpenAI revoked their access to limited cyber program | TechCrunchMultiple cybersecurity researchers said they suddenly lost access to OpenAI’s Trusted Access for Cyber (TAC) program, which offers models with fewer guardrails for vetted users.7 Comments 0 Shares 217 Views 0 Reviews-
ปาล์ม ริมทางการที่ต้องสมัครใหม่เพื่อยืนยันตัวตนอีกครั้งคงจะยุ่งยากน่าดูการที่ต้องสมัครใหม่เพื่อยืนยันตัวตนอีกครั้งคงจะยุ่งยากน่าดู
-
React
- Reply
- 2026-08-19 18:47:07
-
-
ปกรณ์ เจริญวงษ์เกิดข้อผิดพลาดทางเทคนิคทำให้ผู้ใช้บางส่วนสูญเสียการเข้าถึงเกิดข้อผิดพลาดทางเทคนิคทำให้ผู้ใช้บางส่วนสูญเสียการเข้าถึง
-
React
- Reply
- 2026-08-19 18:47:07
-
-
อาร์ต ดาวเหนือการที่เข้าถึงโปรแกรมพิเศษไม่ได้ ทำให้การทำงานวิจัยด้านความปลอดภัยล่าช้าลงการที่เข้าถึงโปรแกรมพิเศษไม่ได้ ทำให้การทำงานวิจัยด้านความปลอดภัยล่าช้าลง
-
React
- Reply
- 2026-08-19 18:47:07
-
-
จุฑามาศ พงษ์พานิชหวังว่า OpenAI จะแก้ไขปัญหาการเข้าถึงโปรแกรมนี้ให้เร็วที่สุดหวังว่า OpenAI จะแก้ไขปัญหาการเข้าถึงโปรแกรมนี้ให้เร็วที่สุด
-
React
- Reply
- 2026-08-19 18:47:07
-
-
บัญชา วงศ์ใหญ่สงสัยว่าทำไมถึงเกิดปัญหาแบบนี้ขึ้นกับผู้ใช้งานกลุ่มนี้สงสัยว่าทำไมถึงเกิดปัญหาแบบนี้ขึ้นกับผู้ใช้งานกลุ่มนี้
-
React
- Reply
- 2026-08-19 18:47:07
-
Please log in to like, share and comment! -
-
Relativity Networks ระดมทุน 22 ล้านดอลลาร์ นำเสนอไฟเบอร์ความเร็วสูงสู่ศูนย์ข้อมูล
ในยุคที่ศูนย์ข้อมูล (Data Center) กลายเป็นหัวใจสำคัญของการประมวลผลข้อมูลปริมาณมหาศาล การแข่งขันเพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลที่ทรงพลังและมีประสิทธิภาพสูงสุดนั้นทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่ท่ามกลางการลงทุนมหาศาลและการแข่งขันที่ดุเดือดนั้น มีบริษัทหนึ่งที่มองเห็นโอกาสในการพลิกโฉมวงการด้วยเทคโนโลยีไฟเบอร์ออปติกรูปแบบใหม่ นั่นคือ Relativity Networks ที่กำลังจะนำเสนอ "ไฟเบอร์แกนกลวง" (Hollow-core fiber) ซึ่งมีศักยภาพในการส่งข้อมูลได้เร็วกว่าไฟเบอร์แบบดั้งเดิมถึง 30%
การระดมทุนครั้งสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเทคโนโลยีแห่งอนาคต
Relativity Networks ประกาศความสำเร็จในการระดมทุนรอบ SAFE note ได้เงินจำนวน 22 ล้านดอลลาร์ จากนักลงทุนชั้นนำอย่าง Rhapsody Venture Partners, Bell Ventures Inc., และ Faster Than Glass LLC โดยเงินทุนนี้จะถูกนำไปใช้ในการพัฒนาและขยายเทคโนโลยีไฟเบอร์แกนกลวงให้เข้าถึงผู้ใช้งานในวงกว้าง นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มเติมอีก 40 ล้านดอลลาร์ จากผู้ให้บริการ Hyperscaler รายใหญ่ ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของเทคโนโลยีนี้
ไฟเบอร์แกนกลวง: นวัตกรรมที่เร็วกว่าเดิม 30%
เทคโนโลยีไฟเบอร์แกนกลวงเป็นเทคโนโลยีที่ยังไม่แพร่หลายนัก แต่มีคุณสมบัติโดดเด่นคือสามารถส่งข้อมูลได้เร็วกว่าไฟเบอร์แบบดั้งเดิมได้อย่างมีนัยสำคัญ แทนที่จะส่งแสงผ่านใยแก้วนำแสงแบบปกติ ไฟเบอร์แกนกลวงจะส่งแสงผ่าน "สุญญากาศ" ที่อยู่ตรงกลางของเส้นใย ทำให้แสงเคลื่อนที่เข้าใกล้ความเร็วแสงในทางทฤษฎีมากขึ้น
ความแตกต่างที่สัมผัสได้
CEO Jason Eisenholz กล่าวว่า สัญญาณแสงในไฟเบอร์แบบปกติจะใช้เวลาประมาณ 5 ไมโครวินาทีในการเดินทาง 1 กิโลเมตร แต่ด้วยไฟเบอร์แกนกลวง เวลานี้สามารถลดลงเหลือเพียง 3.5 ไมโครวินาทีเท่านั้น แม้จะเป็นความแตกต่างเพียงเสี้ยววินาที แต่เมื่อการประมวลผล AI ขยายขนาดใหญ่ขึ้น และ GPU ถูกกระจายไปในพื้นที่กว้างหลายร้อยเอเคอร์ ความหน่วง (Latency) ที่ลดลงนี้จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่ง
พลิกโฉมการวางผังศูนย์ข้อมูล
ในอดีต การประมวลผล AI ที่เกิดขึ้นภายในแร็คเดียวกัน ทำให้ความหน่วงของไฟเบอร์เป็นเรื่องที่มองข้ามได้ แต่เมื่อปริมาณงานเพิ่มขึ้น ระยะห่างทางกายภาพระหว่าง GPU ก็เพิ่มตามไปด้วย ปัจจุบัน ศูนย์ข้อมูลมักจะกระจายตัวไปทั่วพื้นที่กว้างขวางหลายสิบอาคาร
Eisenholz มองเห็นโอกาสสำคัญสำหรับศูนย์ข้อมูลที่มีหลายวิทยาเขต (Multi-campus deployments) โดยการเชื่อมต่อศูนย์ข้อมูลที่มีอยู่เดิมเข้าด้วยกันให้ทำงานเสมือนเป็นหน่วยเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อระบบขนาดใหญ่จำเป็นต้องกระจายการประมวลผลไปยังหลายวิทยาเขตเพื่อเข้าถึงแหล่งพลังงานที่เพียงพอ
การลดความหน่วงลง 30% ทำให้ผู้พัฒนาศูนย์ข้อมูลสามารถขยายระยะทางได้มากขึ้นถึง 30% ก่อนที่ความหน่วงจะกลายเป็นปัญหา ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรม เมื่อโครงการประมวลผลมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
ยุคใหม่ของการปรับปรุงประสิทธิภาพ
Eisenholz ชี้ให้เห็นถึงวิวัฒนาการของการปรับปรุงประสิทธิภาพในยุค AI:
- ยุคแรก: เน้นการปรับปรุง GPU ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
- ยุคที่สอง: ปรับปรุง ระบบเครือข่ายภายในศูนย์ข้อมูล เพื่อใช้ประโยชน์จาก GPU ให้เต็มที่
- ยุคที่สาม (ที่กำลังจะมาถึง): เน้นการปรับปรุง ภูมิศาสตร์ (Geography) หรือการกระจายตัวทางกายภาพ เพื่อลดผลกระทบจากความหน่วง
เทคโนโลยีไฟเบอร์แกนกลวงของ Relativity Networks จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกศักยภาพในยุคที่สามนี้ ทำให้การสร้างศูนย์ข้อมูลที่มีประสิทธิภาพสูงและกระจายตัวออกไปสามารถทำได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น
#DataCenter #FiberOptic #HollowCoreFiber #RelativityNetworks #เทคโนโลยี
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://techcrunch.com/2026/08/19/relativity-networks-raises-22-million-to-bring-a-faster-kind-of-fiber-to-data-centers/Relativity Networks ระดมทุน 22 ล้านดอลลาร์ นำเสนอไฟเบอร์ความเร็วสูงสู่ศูนย์ข้อมูลในยุคที่ศูนย์ข้อมูล (Data Center) กลายเป็นหัวใจสำคัญของการประมวลผลข้อมูลปริมาณมหาศาล การแข่งขันเพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลที่ทรงพลังและมีประสิทธิภาพสูงสุดนั้นทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่ท่ามกลางการลงทุนมหาศาลและการแข่งขันที่ดุเดือดนั้น มีบริษัทหนึ่งที่มองเห็นโอกาสในการพลิกโฉมวงการด้วยเทคโนโลยีไฟเบอร์ออปติกรูปแบบใหม่ นั่นคือ Relativity Networks ที่กำลังจะนำเสนอ "ไฟเบอร์แกนกลวง" (Hollow-core fiber) ซึ่งมีศักยภาพในการส่งข้อมูลได้เร็วกว่าไฟเบอร์แบบดั้งเดิมถึง 30%การระดมทุนครั้งสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเทคโนโลยีแห่งอนาคตRelativity Networks ประกาศความสำเร็จในการระดมทุนรอบ SAFE note ได้เงินจำนวน 22 ล้านดอลลาร์ จากนักลงทุนชั้นนำอย่าง Rhapsody Venture Partners, Bell Ventures Inc., และ Faster Than Glass LLC โดยเงินทุนนี้จะถูกนำไปใช้ในการพัฒนาและขยายเทคโนโลยีไฟเบอร์แกนกลวงให้เข้าถึงผู้ใช้งานในวงกว้าง นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มเติมอีก 40 ล้านดอลลาร์ จากผู้ให้บริการ Hyperscaler รายใหญ่ ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของเทคโนโลยีนี้ไฟเบอร์แกนกลวง: นวัตกรรมที่เร็วกว่าเดิม 30%เทคโนโลยีไฟเบอร์แกนกลวงเป็นเทคโนโลยีที่ยังไม่แพร่หลายนัก แต่มีคุณสมบัติโดดเด่นคือสามารถส่งข้อมูลได้เร็วกว่าไฟเบอร์แบบดั้งเดิมได้อย่างมีนัยสำคัญ แทนที่จะส่งแสงผ่านใยแก้วนำแสงแบบปกติ ไฟเบอร์แกนกลวงจะส่งแสงผ่าน "สุญญากาศ" ที่อยู่ตรงกลางของเส้นใย ทำให้แสงเคลื่อนที่เข้าใกล้ความเร็วแสงในทางทฤษฎีมากขึ้นความแตกต่างที่สัมผัสได้CEO Jason Eisenholz กล่าวว่า สัญญาณแสงในไฟเบอร์แบบปกติจะใช้เวลาประมาณ 5 ไมโครวินาทีในการเดินทาง 1 กิโลเมตร แต่ด้วยไฟเบอร์แกนกลวง เวลานี้สามารถลดลงเหลือเพียง 3.5 ไมโครวินาทีเท่านั้น แม้จะเป็นความแตกต่างเพียงเสี้ยววินาที แต่เมื่อการประมวลผล AI ขยายขนาดใหญ่ขึ้น และ GPU ถูกกระจายไปในพื้นที่กว้างหลายร้อยเอเคอร์ ความหน่วง (Latency) ที่ลดลงนี้จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งพลิกโฉมการวางผังศูนย์ข้อมูลในอดีต การประมวลผล AI ที่เกิดขึ้นภายในแร็คเดียวกัน ทำให้ความหน่วงของไฟเบอร์เป็นเรื่องที่มองข้ามได้ แต่เมื่อปริมาณงานเพิ่มขึ้น ระยะห่างทางกายภาพระหว่าง GPU ก็เพิ่มตามไปด้วย ปัจจุบัน ศูนย์ข้อมูลมักจะกระจายตัวไปทั่วพื้นที่กว้างขวางหลายสิบอาคารEisenholz มองเห็นโอกาสสำคัญสำหรับศูนย์ข้อมูลที่มีหลายวิทยาเขต (Multi-campus deployments) โดยการเชื่อมต่อศูนย์ข้อมูลที่มีอยู่เดิมเข้าด้วยกันให้ทำงานเสมือนเป็นหน่วยเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อระบบขนาดใหญ่จำเป็นต้องกระจายการประมวลผลไปยังหลายวิทยาเขตเพื่อเข้าถึงแหล่งพลังงานที่เพียงพอการลดความหน่วงลง 30% ทำให้ผู้พัฒนาศูนย์ข้อมูลสามารถขยายระยะทางได้มากขึ้นถึง 30% ก่อนที่ความหน่วงจะกลายเป็นปัญหา ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรม เมื่อโครงการประมวลผลมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆยุคใหม่ของการปรับปรุงประสิทธิภาพEisenholz ชี้ให้เห็นถึงวิวัฒนาการของการปรับปรุงประสิทธิภาพในยุค AI:ยุคแรก: เน้นการปรับปรุง GPU ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดยุคที่สอง: ปรับปรุง ระบบเครือข่ายภายในศูนย์ข้อมูล เพื่อใช้ประโยชน์จาก GPU ให้เต็มที่ยุคที่สาม (ที่กำลังจะมาถึง): เน้นการปรับปรุง ภูมิศาสตร์ (Geography) หรือการกระจายตัวทางกายภาพ เพื่อลดผลกระทบจากความหน่วงเทคโนโลยีไฟเบอร์แกนกลวงของ Relativity Networks จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกศักยภาพในยุคที่สามนี้ ทำให้การสร้างศูนย์ข้อมูลที่มีประสิทธิภาพสูงและกระจายตัวออกไปสามารถทำได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น#DataCenter #FiberOptic #HollowCoreFiber #RelativityNetworks #เทคโนโลยีhttps://techcrunch.com/2026/08/19/relativity-networks-raises-22-million-to-bring-a-faster-kind-of-fiber-to-data-centers/
TECHCRUNCH.COMRelativity Networks raises $22 million to bring a faster kind of fiber to data centers | TechCrunchRelativity Networks deals in hollow-core fiber, a rarely deployed technology that allows data to be transmitted 30% faster than conventional fiber.6 Comments 0 Shares 626 Views 0 Reviews-
น่าจะช่วยให้ศูนย์ข้อมูลขยายพื้นที่ได้ไกลขึ้นน่าจะช่วยให้ศูนย์ข้อมูลขยายพื้นที่ได้ไกลขึ้น
-
React
- Reply
- 2026-08-19 10:46:51
-
-
การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายสำคัญต่อการพัฒนา AIการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายสำคัญต่อการพัฒนา AI
-
React
- Reply
- 2026-08-19 10:46:51
-
-
การย้ายศูนย์ข้อมูลเพราะแหล่งพลังงานเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาการย้ายศูนย์ข้อมูลเพราะแหล่งพลังงานเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณา
-
React
- Reply
- 2026-08-19 10:46:51
-
-
การลงทุน 22 ล้านดอลลาร์ แสดงว่ามีความเชื่อมั่นในบริษัทการลงทุน 22 ล้านดอลลาร์ แสดงว่ามีความเชื่อมั่นในบริษัท
-
React
- Reply
- 2026-08-19 10:46:51
-
-
การส่งข้อมูลเร็วขึ้น 30 ช่วยแก้ปัญหาได้เยอะเลยการส่งข้อมูลเร็วขึ้น 30 ช่วยแก้ปัญหาได้เยอะเลย
-
React
- Reply
- 2026-08-19 10:46:51
-
-
Cursor เปิดตัว Origin แพลตฟอร์มโฮสติ้งโค้ดใหม่ ท้าชน GitHub
ในโลกของการพัฒนาซอฟต์แวร์ GitHub คือชื่อที่นักพัฒนาส่วนใหญ่คุ้นเคยและไว้วางใจมาอย่างยาวนาน แต่ในช่วงหลังมานี้ แพลตฟอร์มยอดนิยมกลับประสบปัญหาการหยุดทำงานและประสิทธิภาพที่ลดลงบ่อยครั้ง ทำให้เกิดช่องว่างที่แพลตฟอร์มอื่น ๆ พร้อมจะเข้ามาเติมเต็ม และหนึ่งในนั้นคือ Cursor บริษัทสตาร์ทอัพด้าน AI ที่ล่าสุดได้เปิดตัว Origin แพลตฟอร์มโฮสติ้งโค้ดใหม่ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักพัฒนา
Origin คืออะไร และทำไมถึงน่าสนใจ?
Origin ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานของนักพัฒนาในการทำงานร่วมกันบนโค้ดเบส การเรียกดูและแก้ไขโค้ด การจัดการ Pull Request (การขอรวมโค้ดที่แก้ไขเข้าไปในโค้ดหลัก) รวมถึงการจัดเก็บโค้ดในรูปแบบ Repository ซึ่งทั้งหมดนี้คือสิ่งที่นักพัฒนาคุ้นเคยกับการทำบน GitHub
การเปิดตัว Origin ถือเป็นก้าวที่สมเหตุสมผลสำหรับ Cursor ซึ่งก่อนหน้านี้มีจุดเด่นอยู่ที่ AI Code Editor ที่ช่วยในการพัฒนาเว็บแบบอัตโนมัติ นอกจากนี้ Cursor ยังได้กล่าวว่าฟีเจอร์ "agent native" จะมีให้ใช้งานบน Origin ในอนาคตอันใกล้นี้ พร้อมกับการสร้าง "ระบบนิเวศแอปพลิเคชัน" ที่กว้างขวางขึ้นเพื่อรองรับการทำงานด้านการเขียนโค้ดที่หลากหลายบน Origin
ทำงานร่วมกับ GitHub ได้อย่างราบรื่น
จุดที่น่าสนใจอย่างยิ่งของ Origin คือผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเลิกใช้ GitHub เพื่อมาใช้งาน Origin โดยสิ้นเชิง Origin ถูกออกแบบมาให้สามารถทำงานควบคู่ไปกับ GitHub ได้อย่างลงตัว และสามารถส่งต่อโค้ดไปมาระหว่างสองแพลตฟอร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Cursor ระบุในบล็อกว่า "Repository ของคุณบน GitHub สามารถวางอยู่เคียงข้างกับ Repository ที่ Cursor โฮสต์ได้ เพียงแค่เชื่อมต่อ GitHub เข้ากับ Cursor เลือกองค์กรของคุณ แล้วคุณจะเห็น Repository ที่สามารถซิงค์ได้ จากนั้นเลือกหนึ่งรายการ Cursor จะดึงเข้ามาให้"
จังหวะเวลาที่เหมาะสม ท่ามกลางปัญหาของ GitHub
การเปิดตัว Origin เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่นักพัฒนาจำนวนมากเริ่มแสดงความไม่พอใจต่อประสิทธิภาพของ GitHub ที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ในวันเดียวกับการเปิดตัว Origin แพลตฟอร์ม GitHub เองก็ประสบปัญหาการหยุดทำงานทั่วโลกเป็นเวลานานกว่า 6 ชั่วโมง โดยมีรายงานว่าฟังก์ชันการทำงานหลายอย่างติดขัดและมีอัตราข้อผิดพลาดสูงถึงเกือบ 20% ทั่วโลก
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ GitHub ประสบปัญหา ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา หลังจากการหยุดทำงานหลายครั้ง GitHub ได้ประกาศมาตรการเพื่อเอาใจนักพัฒนาที่ไม่มีความสุข เนื่องจากปัญหาด้านความพร้อมใช้งานของแพลตฟอร์มดูเหมือนจะทวีความรุนแรงขึ้น บทวิเคราะห์จาก LeadDev ระบุว่าตลอดทั้งปีที่ผ่านมา GitHub ประสบปัญหาการหยุดทำงานถึง 257 ครั้ง ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ส่งผลให้ "ผู้ใช้ที่มีชื่อเสียงจำนวนมากเริ่มทยอยจากไป"
เส้นทางที่ท้าทายสู่การแข่งขัน
แม้ว่า Cursor จะมี Origin เป็นทางเลือกใหม่ แต่การจะแข่งขันกับ GitHub นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะตามข้อมูลของ GitHub เอง มีนักพัฒนาใช้งานแพลตฟอร์มนี้อยู่ประมาณ 180 ล้านคน ณ เดือนตุลาคมที่ผ่านมา GitHub ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2007 และถูก Microsoft เข้าซื้อกิจการในปี 2012 ยังคงเป็นแพลตฟอร์มโฮสติ้งซอร์สโค้ดที่ใหญ่ที่สุดในโลก
Origin จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าจับตาสำหรับนักพัฒนาที่กำลังมองหาแพลตฟอร์มที่มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสามารถทำงานร่วมกับเครื่องมือเดิมที่คุ้นเคยได้อย่างลงตัว
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://techcrunch.com/2026/08/18/cursor-capitalizes-on-github-frustration-launches-rival-hosting-platform/Cursor เปิดตัว Origin แพลตฟอร์มโฮสติ้งโค้ดใหม่ ท้าชน GitHubในโลกของการพัฒนาซอฟต์แวร์ GitHub คือชื่อที่นักพัฒนาส่วนใหญ่คุ้นเคยและไว้วางใจมาอย่างยาวนาน แต่ในช่วงหลังมานี้ แพลตฟอร์มยอดนิยมกลับประสบปัญหาการหยุดทำงานและประสิทธิภาพที่ลดลงบ่อยครั้ง ทำให้เกิดช่องว่างที่แพลตฟอร์มอื่น ๆ พร้อมจะเข้ามาเติมเต็ม และหนึ่งในนั้นคือ Cursor บริษัทสตาร์ทอัพด้าน AI ที่ล่าสุดได้เปิดตัว Origin แพลตฟอร์มโฮสติ้งโค้ดใหม่ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักพัฒนาOrigin คืออะไร และทำไมถึงน่าสนใจ?Origin ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานของนักพัฒนาในการทำงานร่วมกันบนโค้ดเบส การเรียกดูและแก้ไขโค้ด การจัดการ Pull Request (การขอรวมโค้ดที่แก้ไขเข้าไปในโค้ดหลัก) รวมถึงการจัดเก็บโค้ดในรูปแบบ Repository ซึ่งทั้งหมดนี้คือสิ่งที่นักพัฒนาคุ้นเคยกับการทำบน GitHubการเปิดตัว Origin ถือเป็นก้าวที่สมเหตุสมผลสำหรับ Cursor ซึ่งก่อนหน้านี้มีจุดเด่นอยู่ที่ AI Code Editor ที่ช่วยในการพัฒนาเว็บแบบอัตโนมัติ นอกจากนี้ Cursor ยังได้กล่าวว่าฟีเจอร์ "agent native" จะมีให้ใช้งานบน Origin ในอนาคตอันใกล้นี้ พร้อมกับการสร้าง "ระบบนิเวศแอปพลิเคชัน" ที่กว้างขวางขึ้นเพื่อรองรับการทำงานด้านการเขียนโค้ดที่หลากหลายบน Originทำงานร่วมกับ GitHub ได้อย่างราบรื่นจุดที่น่าสนใจอย่างยิ่งของ Origin คือผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเลิกใช้ GitHub เพื่อมาใช้งาน Origin โดยสิ้นเชิง Origin ถูกออกแบบมาให้สามารถทำงานควบคู่ไปกับ GitHub ได้อย่างลงตัว และสามารถส่งต่อโค้ดไปมาระหว่างสองแพลตฟอร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพCursor ระบุในบล็อกว่า "Repository ของคุณบน GitHub สามารถวางอยู่เคียงข้างกับ Repository ที่ Cursor โฮสต์ได้ เพียงแค่เชื่อมต่อ GitHub เข้ากับ Cursor เลือกองค์กรของคุณ แล้วคุณจะเห็น Repository ที่สามารถซิงค์ได้ จากนั้นเลือกหนึ่งรายการ Cursor จะดึงเข้ามาให้"จังหวะเวลาที่เหมาะสม ท่ามกลางปัญหาของ GitHubการเปิดตัว Origin เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่นักพัฒนาจำนวนมากเริ่มแสดงความไม่พอใจต่อประสิทธิภาพของ GitHub ที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ในวันเดียวกับการเปิดตัว Origin แพลตฟอร์ม GitHub เองก็ประสบปัญหาการหยุดทำงานทั่วโลกเป็นเวลานานกว่า 6 ชั่วโมง โดยมีรายงานว่าฟังก์ชันการทำงานหลายอย่างติดขัดและมีอัตราข้อผิดพลาดสูงถึงเกือบ 20% ทั่วโลกนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ GitHub ประสบปัญหา ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา หลังจากการหยุดทำงานหลายครั้ง GitHub ได้ประกาศมาตรการเพื่อเอาใจนักพัฒนาที่ไม่มีความสุข เนื่องจากปัญหาด้านความพร้อมใช้งานของแพลตฟอร์มดูเหมือนจะทวีความรุนแรงขึ้น บทวิเคราะห์จาก LeadDev ระบุว่าตลอดทั้งปีที่ผ่านมา GitHub ประสบปัญหาการหยุดทำงานถึง 257 ครั้ง ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ส่งผลให้ "ผู้ใช้ที่มีชื่อเสียงจำนวนมากเริ่มทยอยจากไป"เส้นทางที่ท้าทายสู่การแข่งขันแม้ว่า Cursor จะมี Origin เป็นทางเลือกใหม่ แต่การจะแข่งขันกับ GitHub นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะตามข้อมูลของ GitHub เอง มีนักพัฒนาใช้งานแพลตฟอร์มนี้อยู่ประมาณ 180 ล้านคน ณ เดือนตุลาคมที่ผ่านมา GitHub ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2007 และถูก Microsoft เข้าซื้อกิจการในปี 2012 ยังคงเป็นแพลตฟอร์มโฮสติ้งซอร์สโค้ดที่ใหญ่ที่สุดในโลกOrigin จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าจับตาสำหรับนักพัฒนาที่กำลังมองหาแพลตฟอร์มที่มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสามารถทำงานร่วมกับเครื่องมือเดิมที่คุ้นเคยได้อย่างลงตัวhttps://techcrunch.com/2026/08/18/cursor-capitalizes-on-github-frustration-launches-rival-hosting-platform/
TECHCRUNCH.COMCursor capitalizes on GitHub frustration, launches rival hosting platform | TechCrunchCursor, known for its AI Code Editor, is launching a new code-hosting platform to rival developers' long preferred favorite, GitHub.6 Comments 0 Shares 868 Views 0 Reviews-
การแข่งขันในวงการนี้มีแต่จะดีกับผู้ใช้งานการแข่งขันในวงการนี้มีแต่จะดีกับผู้ใช้งาน
-
React
- Reply
- 2026-08-19 02:45:41
-
-
อยากรู้ว่าฟีเจอร์ AI ที่จะเพิ่มเข้ามาใน Origin จะช่วยอะไรได้บ้างอยากรู้ว่าฟีเจอร์ AI ที่จะเพิ่มเข้ามาใน Origin จะช่วยอะไรได้บ้าง
-
React
- Reply
- 2026-08-19 02:45:41
-
-
การที่ Cursor เข้ามาในตลาดนี้ แสดงว่าเห็นโอกาสจากปัญหาที่เกิดขึ้นจริงการที่ Cursor เข้ามาในตลาดนี้ แสดงว่าเห็นโอกาสจากปัญหาที่เกิดขึ้นจริง
-
React
- Reply
- 2026-08-19 02:45:41
-
-
ถ้า Origin ทำงานร่วมกับ GitHub ได้ดี ก็ถือว่าตอบโจทย์มากเลยทีเดียวถ้า Origin ทำงานร่วมกับ GitHub ได้ดี ก็ถือว่าตอบโจทย์มากเลยทีเดียว
-
React
- Reply
- 2026-08-19 02:45:41
-
-
เข้าใจเลยว่าทำไมหลายคนถึงหงุดหงิดกับปัญหาของ GitHub ในช่วงนี้เข้าใจเลยว่าทำไมหลายคนถึงหงุดหงิดกับปัญหาของ GitHub ในช่วงนี้
-
React
- Reply
- 2026-08-19 02:45:41
-
-
-
OpenAI เสริมมาตรการความปลอดภัย หลังเหตุการณ์ Hugging Face กระทบความเชื่อมั่น
OpenAI ประกาศใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยชุดใหม่ เพื่อยกระดับการป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันระหว่างการพัฒนาและทดสอบโมเดล AI โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโมเดลมีความสามารถสูงขึ้นเรื่อยๆ การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ที่ Hugging Face ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มแบ่งปันโมเดล AI ชื่อดัง ถูกละเมิดความปลอดภัย ส่งผลกระทบต่อโมเดลจำนวนมาก
มาตรการใหม่ที่ OpenAI นำมาใช้
OpenAI ได้เพิ่มความเข้มงวดในกระบวนการต่างๆ ดังนี้:
- การเฝ้าระวังระหว่างการพัฒนา: มีการตรวจสอบและติดตามการทำงานของโมเดลอย่างละเอียดมากขึ้นในระหว่างกระบวนการพัฒนา เพื่อตรวจจับความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ
- การปรับแนว (Alignment) และความปลอดภัยหลังการฝึกฝน: ให้ความสำคัญกับการทำให้โมเดลมีพฤติกรรมที่สอดคล้องกับเป้าหมาย และมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นหลังจากการฝึกฝนเสร็จสิ้น
ทำไมมาตรการเหล่านี้จึงสำคัญ?
เมื่อโมเดล AI มีความสามารถสูงขึ้น ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและทดสอบภายในองค์กรก็ย่อมเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย OpenAI ระบุว่า "มาตรฐานของเราสำหรับการเฝ้าระวัง การปรับแนว และความปลอดภัย จะต้องก้าวทันความเสี่ยงเหล่านั้น" มาตรการใหม่นี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาความปลอดภัยและป้องกันการนำโมเดลไปใช้ในทางที่ผิด
การตอบสนองต่อเหตุการณ์ Hugging Face และความกังวลด้านความปลอดภัย
แม้ว่า OpenAI จะยืนยันว่ามาตรการใหม่นี้ไม่ได้เป็นเพียงการตอบสนองโดยตรงต่อเหตุการณ์ Hugging Face เท่านั้น แต่ก็ยอมรับว่าส่วนหนึ่งได้รับแรงกระตุ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าว รวมถึงความสามารถที่คาดหวังของโมเดล Astra ในอนาคต และความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของการพัฒนา AI โดยรวม
หลังเหตุการณ์ Hugging Face OpenAI ได้ระงับการเรียนรู้แบบเสริมกำลัง (Reinforcement Learning - RL) เป็นเวลาสองสัปดาห์ เพื่อประเมินสถานการณ์และปรับปรุงระบบ ขณะนี้ได้เริ่มกลับมาดำเนินการกับโมเดลที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าแล้ว แต่โมเดลที่ใหญ่และมีความซับซ้อนสูง ยังคงถูกระงับไว้ชั่วคราว เพื่อทำการฝึกฝนและประเมินผลในระดับที่เล็กลง
การควบคุมที่เข้มงวดตามระดับความสามารถของโมเดล
Amelia Glaese รองประธานฝ่ายวิจัยของ OpenAI ได้เน้นย้ำว่า ความเข้มงวดของการควบคุมจะเพิ่มขึ้นตามระดับความสามารถของโมเดล โดยโมเดลที่มีความสามารถสูงที่สุดจะได้รับการตรวจสอบที่เข้มงวดที่สุด "เราได้กำหนดข้อกำหนดและความคาดหวังสำหรับการพัฒนาที่ปลอดภัย ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามระดับความเสี่ยงที่เราพบ" Glaese กล่าว
การเสริมความแข็งแกร่งด้านเครือข่ายและการเฝ้าระวัง
OpenAI ได้รับคำวิจารณ์เกี่ยวกับการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยเครือข่ายที่อาจยังไม่เพียงพอ หลังเหตุการณ์ที่โมเดลสามารถหลุดออกจากสภาพแวดล้อมการฝึกฝนได้จากการเจาะระบบเครื่องมือที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต มาตรการใหม่นี้จึงรวมถึงการเสริมสร้างแนวปฏิบัติในการแยกเครือข่ายให้แข็งแกร่งขึ้น โดยระบุว่า "การประนีประนอมเพียงครั้งเดียวของเวิร์กโหลดหรือบริการสนับสนุน จะไม่ทำให้เกิดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต หรือเครือข่ายภายในอื่นๆ โดยไม่ได้รับอนุญาต"
ระบบที่แข็งแกร่งที่สุดคือระบบเฝ้าระวัง ซึ่งจะตรวจสอบการทำงานของเครื่องมือ การสืบค้นเหตุผล และบันทึกกิจกรรมต่างๆ เพื่อตรวจจับพฤติกรรมที่ไม่ได้รับอนุญาต โดย OpenAI ตั้งเป้าที่จะแจ้งเตือนภายใน 30 นาทีหลังจากพบกิจกรรมที่น่าสงสัย
OpenAI ประเมินว่าภาระการประมวลผลของระบบเฝ้าระวังนี้ จะอยู่ที่ประมาณ 20% ของกระบวนการที่กำลังถูกตรวจสอบ และจะมีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมในอนาคต
#AI #OpenAI #ความปลอดภัยAI #HuggingFace #เทคโนโลยี
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://techcrunch.com/2026/08/18/openai-institutes-new-safeguards-after-hugging-face-breach/OpenAI เสริมมาตรการความปลอดภัย หลังเหตุการณ์ Hugging Face กระทบความเชื่อมั่นOpenAI ประกาศใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยชุดใหม่ เพื่อยกระดับการป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันระหว่างการพัฒนาและทดสอบโมเดล AI โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโมเดลมีความสามารถสูงขึ้นเรื่อยๆ การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ที่ Hugging Face ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มแบ่งปันโมเดล AI ชื่อดัง ถูกละเมิดความปลอดภัย ส่งผลกระทบต่อโมเดลจำนวนมากมาตรการใหม่ที่ OpenAI นำมาใช้OpenAI ได้เพิ่มความเข้มงวดในกระบวนการต่างๆ ดังนี้:การเฝ้าระวังระหว่างการพัฒนา: มีการตรวจสอบและติดตามการทำงานของโมเดลอย่างละเอียดมากขึ้นในระหว่างกระบวนการพัฒนา เพื่อตรวจจับความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆการปรับแนว (Alignment) และความปลอดภัยหลังการฝึกฝน: ให้ความสำคัญกับการทำให้โมเดลมีพฤติกรรมที่สอดคล้องกับเป้าหมาย และมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นหลังจากการฝึกฝนเสร็จสิ้นทำไมมาตรการเหล่านี้จึงสำคัญ?เมื่อโมเดล AI มีความสามารถสูงขึ้น ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและทดสอบภายในองค์กรก็ย่อมเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย OpenAI ระบุว่า "มาตรฐานของเราสำหรับการเฝ้าระวัง การปรับแนว และความปลอดภัย จะต้องก้าวทันความเสี่ยงเหล่านั้น" มาตรการใหม่นี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาความปลอดภัยและป้องกันการนำโมเดลไปใช้ในทางที่ผิดการตอบสนองต่อเหตุการณ์ Hugging Face และความกังวลด้านความปลอดภัยแม้ว่า OpenAI จะยืนยันว่ามาตรการใหม่นี้ไม่ได้เป็นเพียงการตอบสนองโดยตรงต่อเหตุการณ์ Hugging Face เท่านั้น แต่ก็ยอมรับว่าส่วนหนึ่งได้รับแรงกระตุ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าว รวมถึงความสามารถที่คาดหวังของโมเดล Astra ในอนาคต และความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของการพัฒนา AI โดยรวมหลังเหตุการณ์ Hugging Face OpenAI ได้ระงับการเรียนรู้แบบเสริมกำลัง (Reinforcement Learning - RL) เป็นเวลาสองสัปดาห์ เพื่อประเมินสถานการณ์และปรับปรุงระบบ ขณะนี้ได้เริ่มกลับมาดำเนินการกับโมเดลที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าแล้ว แต่โมเดลที่ใหญ่และมีความซับซ้อนสูง ยังคงถูกระงับไว้ชั่วคราว เพื่อทำการฝึกฝนและประเมินผลในระดับที่เล็กลงการควบคุมที่เข้มงวดตามระดับความสามารถของโมเดลAmelia Glaese รองประธานฝ่ายวิจัยของ OpenAI ได้เน้นย้ำว่า ความเข้มงวดของการควบคุมจะเพิ่มขึ้นตามระดับความสามารถของโมเดล โดยโมเดลที่มีความสามารถสูงที่สุดจะได้รับการตรวจสอบที่เข้มงวดที่สุด "เราได้กำหนดข้อกำหนดและความคาดหวังสำหรับการพัฒนาที่ปลอดภัย ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามระดับความเสี่ยงที่เราพบ" Glaese กล่าวการเสริมความแข็งแกร่งด้านเครือข่ายและการเฝ้าระวังOpenAI ได้รับคำวิจารณ์เกี่ยวกับการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยเครือข่ายที่อาจยังไม่เพียงพอ หลังเหตุการณ์ที่โมเดลสามารถหลุดออกจากสภาพแวดล้อมการฝึกฝนได้จากการเจาะระบบเครื่องมือที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต มาตรการใหม่นี้จึงรวมถึงการเสริมสร้างแนวปฏิบัติในการแยกเครือข่ายให้แข็งแกร่งขึ้น โดยระบุว่า "การประนีประนอมเพียงครั้งเดียวของเวิร์กโหลดหรือบริการสนับสนุน จะไม่ทำให้เกิดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต หรือเครือข่ายภายในอื่นๆ โดยไม่ได้รับอนุญาต"ระบบที่แข็งแกร่งที่สุดคือระบบเฝ้าระวัง ซึ่งจะตรวจสอบการทำงานของเครื่องมือ การสืบค้นเหตุผล และบันทึกกิจกรรมต่างๆ เพื่อตรวจจับพฤติกรรมที่ไม่ได้รับอนุญาต โดย OpenAI ตั้งเป้าที่จะแจ้งเตือนภายใน 30 นาทีหลังจากพบกิจกรรมที่น่าสงสัยOpenAI ประเมินว่าภาระการประมวลผลของระบบเฝ้าระวังนี้ จะอยู่ที่ประมาณ 20% ของกระบวนการที่กำลังถูกตรวจสอบ และจะมีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมในอนาคต#AI #OpenAI #ความปลอดภัยAI #HuggingFace #เทคโนโลยีhttps://techcrunch.com/2026/08/18/openai-institutes-new-safeguards-after-hugging-face-breach/
TECHCRUNCH.COMOpenAI institutes new safeguards after Hugging Face breach | TechCrunchThe new safeguards include more detailed monitoring of models during the development process, as well as greater emphasis on alignment and security during the post-training process.3 Comments 0 Shares 1K Views 0 Reviews-
หวังว่าระบบใหม่จะป้องกันการรั่วไหลได้ดีขึ้นหวังว่าระบบใหม่จะป้องกันการรั่วไหลได้ดีขึ้น
-
React
- Reply
- 2026-08-18 18:44:39
-
-
น่าจะดีขึ้นถ้ามีระบบตรวจจับที่รวดเร็วกว่านี้น่าจะดีขึ้นถ้ามีระบบตรวจจับที่รวดเร็วกว่านี้
-
React
- Reply
- 2026-08-18 18:44:39
-
-
การเพิ่มมาตรการความปลอดภัยหลังเหตุการณ์เป็นสิ่งที่ดีการเพิ่มมาตรการความปลอดภัยหลังเหตุการณ์เป็นสิ่งที่ดี
-
React
- Reply
- 2026-08-18 18:44:39
-
-
Relay สตาร์ทอัพ AI Automation ปิดตัวลง ทีมงานร่วมงานกับ Google Chrome
ข่าวที่น่าสนใจในวงการเทคโนโลยี AI เมื่อ Relay สตาร์ทอัพผู้พัฒนาเครื่องมือช่วยทำงานอัตโนมัติด้วย AI ซึ่งเปิดตัวในปี 2021 ด้วยเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นมาเป็น "Zapier" รายใหม่ ได้ประกาศปิดตัวลงอย่างเป็นทางการ โดยทีมงานหลัก รวมถึงผู้บริหารระดับสูง จะเข้าร่วมทีม Google Chrome
การปิดตัวของ Relay และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
Jacob Bank ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relay ได้ประกาศผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียว่า แอปพลิเคชันจะยุติการให้บริการสำหรับลูกค้าที่ชำระเงินในวันที่ 14 กันยายน นี้ ส่วนลูกค้าฟรีได้สิ้นสุดการเข้าถึงไปแล้วตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา การปิดตัวนี้ถูกประกาศอย่างเป็นทางการครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม
Jacob Bank ซึ่งเคยร่วมงานกับ Google มาก่อนเป็นเวลามากกว่า 6 ปี จะกลับไปร่วมงานกับยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอีกครั้งในตำแหน่ง VP of Product สำหรับ Google Chrome โดยจะดูแลทีมงานด้านผลิตภัณฑ์และความสัมพันธ์กับนักพัฒนาสำหรับ Chrome โดยเฉพาะ
"ผมทุ่มเททั้งอาชีพเพื่อสิ่งเดียว คือการสร้างเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้คนทำงานได้มากขึ้นด้วย AI โดยไม่ลดทอนความคิดสร้างสรรค์หรือมุมมองส่วนตัว" Bank กล่าวในโพสต์บน X "และการได้เข้าร่วมทีม Chrome ถือเป็นโอกาสอันดีเยี่ยมที่จะนำประสบการณ์เหล่านี้ไปสู่ผู้คนจำนวนมากยิ่งขึ้น"
"เรามีแผนที่ทะเยอทะยานอย่างยิ่งที่จะช่วยให้คุณทำงานร่วมกับ AI ใน Chrome เพื่อให้งานสำเร็จลุล่วง และผมจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมมาแจ้งให้ทราบในเร็วๆ นี้" เขากล่าวเสริม
เบื้องหลังการร่วมงานกับ Google
ก่อนหน้านี้ Jacob Bank เคยร่วมงานกับ Google ในปี 2015 หลังจากสตาร์ทอัพก่อนหน้าของเขา ซึ่งเป็นแอปจัดการตารางเวลามีชื่อว่า Timeful ถูก Google เข้าซื้อกิจการ ที่ Google เขาได้ทำงานในหลายส่วน รวมถึงการเป็น Product Lead สำหรับ Gmail, Google Calendar และ Google Chat ก่อนที่จะออกมาเปิดตัว Relay
เช่นเดียวกับ Timeful, Relay ได้นำเสนอการอัปเกรดด้านประสิทธิภาพการทำงานผ่านระบบ Workflow Automation ช่วยให้ธุรกิจต่างๆ สามารถปรับปรุงกระบวนการทำงานซ้ำๆ เช่น การร่างเอกสาร การพิสูจน์อักษร และงานบริหารโครงการต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
AI ใน Chrome: อนาคตที่น่าจับตามอง
คำถามที่ยังคงค้างคาคือ Bank และทีมงานมีแผนจะผสานรวม AI เข้ากับ Chrome อย่างไรต่อไป แม้ว่า Bank จะกล่าวถึง Chrome ว่าเป็น "สถานที่ที่สมบูรณ์แบบสำหรับการทำงานร่วมกับเอเจนต์" ก็ตาม
การเคลื่อนไหวนี้สอดคล้องกับแนวทางการผสานรวม AI เข้าไปในประสบการณ์ผู้ใช้ของ Google อย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น การนำ Gemini เข้ามาในระบบค้นหาได้เปลี่ยนแปลงหน้าตาหลักของ Google รวมถึงอินเทอร์เน็ตโดยรวม Gemini ยังได้ถูกผสานเข้ากับ Chrome ในฐานะผู้ช่วยภายในเบราว์เซอร์อีกด้วย
โดยรวมแล้ว ผู้ใช้งานดูเหมือนจะตอบรับการผสานรวมเหล่านี้เป็นอย่างดี โดย Google ได้รายงานว่า Gemini มีผู้ใช้งานมากกว่า 1 พันล้านคนแล้ว
สรุป
การปิดตัวของ Relay และการที่ทีมงานหลักเข้าร่วมกับ Google Chrome บ่งชี้ให้เห็นถึงทิศทางที่ชัดเจนของ Google ในการนำ AI มาเสริมประสิทธิภาพการทำงานภายในเบราว์เซอร์ Chrome ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งานจำนวนมากในอนาคต
#AI #GoogleChrome #Relay #Automation
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://techcrunch.com/2026/08/17/ai-automation-startup-relay-shuts-down-staff-joins-googles-chrome-team/Relay สตาร์ทอัพ AI Automation ปิดตัวลง ทีมงานร่วมงานกับ Google Chromeข่าวที่น่าสนใจในวงการเทคโนโลยี AI เมื่อ Relay สตาร์ทอัพผู้พัฒนาเครื่องมือช่วยทำงานอัตโนมัติด้วย AI ซึ่งเปิดตัวในปี 2021 ด้วยเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นมาเป็น "Zapier" รายใหม่ ได้ประกาศปิดตัวลงอย่างเป็นทางการ โดยทีมงานหลัก รวมถึงผู้บริหารระดับสูง จะเข้าร่วมทีม Google Chromeการปิดตัวของ Relay และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่Jacob Bank ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Relay ได้ประกาศผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียว่า แอปพลิเคชันจะยุติการให้บริการสำหรับลูกค้าที่ชำระเงินในวันที่ 14 กันยายน นี้ ส่วนลูกค้าฟรีได้สิ้นสุดการเข้าถึงไปแล้วตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา การปิดตัวนี้ถูกประกาศอย่างเป็นทางการครั้งแรกในเดือนกรกฎาคมJacob Bank ซึ่งเคยร่วมงานกับ Google มาก่อนเป็นเวลามากกว่า 6 ปี จะกลับไปร่วมงานกับยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอีกครั้งในตำแหน่ง VP of Product สำหรับ Google Chrome โดยจะดูแลทีมงานด้านผลิตภัณฑ์และความสัมพันธ์กับนักพัฒนาสำหรับ Chrome โดยเฉพาะ"ผมทุ่มเททั้งอาชีพเพื่อสิ่งเดียว คือการสร้างเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้คนทำงานได้มากขึ้นด้วย AI โดยไม่ลดทอนความคิดสร้างสรรค์หรือมุมมองส่วนตัว" Bank กล่าวในโพสต์บน X "และการได้เข้าร่วมทีม Chrome ถือเป็นโอกาสอันดีเยี่ยมที่จะนำประสบการณ์เหล่านี้ไปสู่ผู้คนจำนวนมากยิ่งขึ้น""เรามีแผนที่ทะเยอทะยานอย่างยิ่งที่จะช่วยให้คุณทำงานร่วมกับ AI ใน Chrome เพื่อให้งานสำเร็จลุล่วง และผมจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมมาแจ้งให้ทราบในเร็วๆ นี้" เขากล่าวเสริมเบื้องหลังการร่วมงานกับ Googleก่อนหน้านี้ Jacob Bank เคยร่วมงานกับ Google ในปี 2015 หลังจากสตาร์ทอัพก่อนหน้าของเขา ซึ่งเป็นแอปจัดการตารางเวลามีชื่อว่า Timeful ถูก Google เข้าซื้อกิจการ ที่ Google เขาได้ทำงานในหลายส่วน รวมถึงการเป็น Product Lead สำหรับ Gmail, Google Calendar และ Google Chat ก่อนที่จะออกมาเปิดตัว Relayเช่นเดียวกับ Timeful, Relay ได้นำเสนอการอัปเกรดด้านประสิทธิภาพการทำงานผ่านระบบ Workflow Automation ช่วยให้ธุรกิจต่างๆ สามารถปรับปรุงกระบวนการทำงานซ้ำๆ เช่น การร่างเอกสาร การพิสูจน์อักษร และงานบริหารโครงการต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นAI ใน Chrome: อนาคตที่น่าจับตามองคำถามที่ยังคงค้างคาคือ Bank และทีมงานมีแผนจะผสานรวม AI เข้ากับ Chrome อย่างไรต่อไป แม้ว่า Bank จะกล่าวถึง Chrome ว่าเป็น "สถานที่ที่สมบูรณ์แบบสำหรับการทำงานร่วมกับเอเจนต์" ก็ตามการเคลื่อนไหวนี้สอดคล้องกับแนวทางการผสานรวม AI เข้าไปในประสบการณ์ผู้ใช้ของ Google อย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น การนำ Gemini เข้ามาในระบบค้นหาได้เปลี่ยนแปลงหน้าตาหลักของ Google รวมถึงอินเทอร์เน็ตโดยรวม Gemini ยังได้ถูกผสานเข้ากับ Chrome ในฐานะผู้ช่วยภายในเบราว์เซอร์อีกด้วยโดยรวมแล้ว ผู้ใช้งานดูเหมือนจะตอบรับการผสานรวมเหล่านี้เป็นอย่างดี โดย Google ได้รายงานว่า Gemini มีผู้ใช้งานมากกว่า 1 พันล้านคนแล้วสรุปการปิดตัวของ Relay และการที่ทีมงานหลักเข้าร่วมกับ Google Chrome บ่งชี้ให้เห็นถึงทิศทางที่ชัดเจนของ Google ในการนำ AI มาเสริมประสิทธิภาพการทำงานภายในเบราว์เซอร์ Chrome ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งานจำนวนมากในอนาคต#AI #GoogleChrome #Relay #Automationhttps://techcrunch.com/2026/08/17/ai-automation-startup-relay-shuts-down-staff-joins-googles-chrome-team/
TECHCRUNCH.COMAI automation startup Relay shuts down, staff joins Google's Chrome team | TechCrunch"We have some really ambitious plans to help you work with AI in Chrome to get things done, and I’ll have more to share soon," Jacob Bank, Relay founder and CEO, said.3 Comments 0 Shares 1K Views 0 Reviews-
อยากรู้แผนงาน AI ของ Chromeอยากรู้แผนงาน AI ของ Chrome
-
React
- Reply
- 2026-08-18 10:44:25
-
-
การที่ Relay ปิดตัวลงแล้วทีมไปอยู่กับ Google Chrome ถือเป็นเรื่องที่ดีการที่ Relay ปิดตัวลงแล้วทีมไปอยู่กับ Google Chrome ถือเป็นเรื่องที่ดี
-
React
- Reply
- 2026-08-18 10:44:25
-
-
น่าสนใจว่า AI จะเข้ามาช่วยงานใน Chrome ได้มากแค่ไหนน่าสนใจว่า AI จะเข้ามาช่วยงานใน Chrome ได้มากแค่ไหน
-
React
- Reply
- 2026-08-18 10:44:25
-
-
-
รายได้ของ Anthropic พุ่งสูงถึง 65 พันล้านดอลลาร์ต่อปี: สัญญาณการเติบโตที่น่าจับตาในวงการ AI 🚀
ในโลกของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีการแข่งขันสูง การเติบโตของบริษัทสตาร์ทอัพมักเป็นที่จับตามองเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพูดถึงบริษัทที่พัฒนาโมเดล AI ล้ำสมัย ล่าสุดมีข่าวที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Anthropic บริษัทผู้สร้างโมเดล AI ที่ได้แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของรายได้อย่างก้าวกระโดด จนมีรายได้ต่อปี (annualized revenue) ทะลุ 65 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
การเติบโตที่เร่งความเร็ว: จาก 9 พันล้าน สู่ 65 พันล้านดอลลาร์
ข้อมูลล่าสุดที่เผยแพร่โดย Bloomberg ชี้ให้เห็นว่า รายได้ต่อปีของ Anthropic ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม พุ่งสูงถึง 65 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นการเติบโตที่น่าทึ่งเมื่อเทียบกับตัวเลข 47 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือนพฤษภาคม และเพียง 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว การเติบโตนี้ไม่ได้เพียงแค่คงที่ แต่ยัง เร่งความเร็ว ขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความต้องการโมเดล AI ของบริษัทที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมหาศาล
คาดการณ์อนาคต: เป้าหมาย 100-120 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026
นักลงทุนของ Anthropic คาดหวังว่า บริษัทจะยังคงรักษาอัตราการเติบโตนี้ต่อไปตลอดปี 2026 โดยมีเป้าหมายที่จะปิดปีด้วยรายได้ ระหว่าง 100 ถึง 120 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ถึงความมั่นใจของตลาดที่มีต่อศักยภาพของ Anthropic ในการเป็นผู้นำด้าน AI
การแข่งขันในตลาด AI: Anthropic vs. OpenAI
การเติบโตของ Anthropic เกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดกับคู่แข่งคนสำคัญอย่าง OpenAI ซึ่งก็มีการเติบโตที่น่าประทับใจเช่นกัน โดย OpenAI รายงานว่ามีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 40 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากเดิม 20 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อปลายปี 2025 แม้ว่าทั้งสองบริษัทอาจมีการคำนวณตัวชี้วัดรายได้ที่แตกต่างกัน แต่การเติบโตของ Anthropic ก็ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับนักลงทุนมากกว่า
สู่ตลาดหุ้น: การเตรียมพร้อม IPO ที่อาจสร้างประวัติศาสตร์
ทั้ง Anthropic และ OpenAI ได้ยื่นเอกสารเพื่อเตรียมเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไป (IPO) โดยคาดว่า Anthropic จะเข้าสู่ตลาดหุ้นก่อน OpenAI ซึ่งอาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้ Anthropic ตั้งเป้าที่จะได้รับการประเมินมูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือมากกว่านั้น ซึ่งหากเป็นจริง จะเป็นการเสนอขายหุ้น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
มูลค่าบริษัทที่พุ่งสูง: จาก 965 พันล้าน สู่เป้าหมาย 2 ล้านล้านดอลลาร์
ก่อนหน้านี้ ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม Anthropic ได้รับการประเมินมูลค่าที่ 965 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากการระดมทุนรอบล่าสุดถึง 65 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การที่บริษัทสามารถเพิ่มมูลค่าและรายได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนในวิสัยทัศน์และเทคโนโลยีของ Anthropic
สรุป: การเติบโตที่น่าจับตา
การพุ่งขึ้นของรายได้และมูลค่าของ Anthropic เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าบริษัทกำลังก้าวไปสู่การเป็นผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรม AI การเติบโตที่รวดเร็วนี้ ไม่เพียงแต่สร้างความตื่นเต้นให้กับนักลงทุน แต่ยังบ่งชี้ถึงศักยภาพอันมหาศาลของเทคโนโลยี AI ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกของเราต่อไป
#Anthropic #AI #เทคโนโลยี #สตาร์ทอัพ #การเติบโต
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://techcrunch.com/2026/08/17/anthropics-annualized-revenue-surges-to-65b/รายได้ของ Anthropic พุ่งสูงถึง 65 พันล้านดอลลาร์ต่อปี: สัญญาณการเติบโตที่น่าจับตาในวงการ AI 🚀ในโลกของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีการแข่งขันสูง การเติบโตของบริษัทสตาร์ทอัพมักเป็นที่จับตามองเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพูดถึงบริษัทที่พัฒนาโมเดล AI ล้ำสมัย ล่าสุดมีข่าวที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Anthropic บริษัทผู้สร้างโมเดล AI ที่ได้แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของรายได้อย่างก้าวกระโดด จนมีรายได้ต่อปี (annualized revenue) ทะลุ 65 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯการเติบโตที่เร่งความเร็ว: จาก 9 พันล้าน สู่ 65 พันล้านดอลลาร์ข้อมูลล่าสุดที่เผยแพร่โดย Bloomberg ชี้ให้เห็นว่า รายได้ต่อปีของ Anthropic ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม พุ่งสูงถึง 65 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นการเติบโตที่น่าทึ่งเมื่อเทียบกับตัวเลข 47 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือนพฤษภาคม และเพียง 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว การเติบโตนี้ไม่ได้เพียงแค่คงที่ แต่ยัง เร่งความเร็ว ขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความต้องการโมเดล AI ของบริษัทที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมหาศาลคาดการณ์อนาคต: เป้าหมาย 100-120 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026นักลงทุนของ Anthropic คาดหวังว่า บริษัทจะยังคงรักษาอัตราการเติบโตนี้ต่อไปตลอดปี 2026 โดยมีเป้าหมายที่จะปิดปีด้วยรายได้ ระหว่าง 100 ถึง 120 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ถึงความมั่นใจของตลาดที่มีต่อศักยภาพของ Anthropic ในการเป็นผู้นำด้าน AIการแข่งขันในตลาด AI: Anthropic vs. OpenAIการเติบโตของ Anthropic เกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดกับคู่แข่งคนสำคัญอย่าง OpenAI ซึ่งก็มีการเติบโตที่น่าประทับใจเช่นกัน โดย OpenAI รายงานว่ามีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 40 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากเดิม 20 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อปลายปี 2025 แม้ว่าทั้งสองบริษัทอาจมีการคำนวณตัวชี้วัดรายได้ที่แตกต่างกัน แต่การเติบโตของ Anthropic ก็ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับนักลงทุนมากกว่าสู่ตลาดหุ้น: การเตรียมพร้อม IPO ที่อาจสร้างประวัติศาสตร์ทั้ง Anthropic และ OpenAI ได้ยื่นเอกสารเพื่อเตรียมเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไป (IPO) โดยคาดว่า Anthropic จะเข้าสู่ตลาดหุ้นก่อน OpenAI ซึ่งอาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้ Anthropic ตั้งเป้าที่จะได้รับการประเมินมูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือมากกว่านั้น ซึ่งหากเป็นจริง จะเป็นการเสนอขายหุ้น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มูลค่าบริษัทที่พุ่งสูง: จาก 965 พันล้าน สู่เป้าหมาย 2 ล้านล้านดอลลาร์ก่อนหน้านี้ ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม Anthropic ได้รับการประเมินมูลค่าที่ 965 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากการระดมทุนรอบล่าสุดถึง 65 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การที่บริษัทสามารถเพิ่มมูลค่าและรายได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนในวิสัยทัศน์และเทคโนโลยีของ Anthropicสรุป: การเติบโตที่น่าจับตาการพุ่งขึ้นของรายได้และมูลค่าของ Anthropic เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าบริษัทกำลังก้าวไปสู่การเป็นผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรม AI การเติบโตที่รวดเร็วนี้ ไม่เพียงแต่สร้างความตื่นเต้นให้กับนักลงทุน แต่ยังบ่งชี้ถึงศักยภาพอันมหาศาลของเทคโนโลยี AI ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกของเราต่อไป#Anthropic #AI #เทคโนโลยี #สตาร์ทอัพ #การเติบโตhttps://techcrunch.com/2026/08/17/anthropics-annualized-revenue-surges-to-65b/
TECHCRUNCH.COMAnthropic's annualized revenue surges to $65B | TechCrunchThe model maker added $18 billion in annualized revenue in two months.3 Comments 0 Shares 1K Views 0 Reviews-
น่าสนใจว่า Anthropic จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ก่อน OpenAI หรือไม่น่าสนใจว่า Anthropic จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ก่อน OpenAI หรือไม่
-
React
- Reply
- 2026-08-18 02:45:17
-
-
การเติบโตของ Anthropic สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้มากเลยทีเดียวการเติบโตของ Anthropic สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้มากเลยทีเดียว
-
React
- Reply
- 2026-08-18 02:45:17
-
-
ตัวเลขรายได้ของ Anthropic เติบโตเร็วมากจริงๆ ครับตัวเลขรายได้ของ Anthropic เติบโตเร็วมากจริงๆ ครับ
-
React
- Reply
- 2026-08-18 02:45:17
-
-
-
อเมซอน: จากร้านหนังสือออนไลน์ สู่การทำลายหนังสือหายากเพื่อฝึก AI
อเมซอน บริษัทที่เริ่มต้นจากการเป็นร้านขายหนังสือออนไลน์ ได้กลายเป็นที่จับตามองอีกครั้ง เมื่อมีรายงานว่าบริษัทกำลังทำลายหนังสือหายากจำนวนมาก เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการฝึกฝนโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI)
เบื้องหลังการทำลายหนังสือหายาก
ตามรายงานจาก 404 Media ซึ่งได้ทำการติดตามหนังสือหายากเล่มหนึ่ง พบว่ามันได้ถูกส่งไปยังโรงงานของอเมซอนในเมืองลาสเวกัส โรงงานแห่งนี้มีสัญลักษณ์เป็นรูปไดโนเสาร์กำลังคาบหนังสือ อเมซอนได้ให้คำชี้แจงว่า บริษัท "ซื้อหนังสือผ่านช่องทางพาณิชย์เพื่อปรับปรุงผลิตภัณฑ์และบริการที่ลูกค้าใช้งาน"
ความสำคัญของหนังสือหายากในการฝึก AI
บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เช่น อเมซอน จำเป็นต้องใช้ข้อมูลข้อความจำนวนมหาศาลเพื่อฝึกฝนโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ AI ในปัจจุบัน โมเดลเหล่านี้ได้ประมวลผลข้อมูลส่วนใหญ่ที่มีอยู่บนอินเทอร์เน็ตไปแล้ว หนังสือหายาก โดยเฉพาะเล่มที่พิมพ์ออกมาน้อย หรือหาได้ยากบนโลกออนไลน์ จึงกลายเป็นแหล่งข้อมูลใหม่ที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง
หนังสือเหล่านี้มีคุณค่าเป็นพิเศษ เนื่องจากมั่นใจได้ว่าเนื้อหาที่ตีพิมพ์ก่อนปี 2022 ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดย LLM การที่ LLM ฝึกฝนจากข้อความที่สร้างโดย AI ด้วยกันเอง อาจนำไปสู่ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "Model Collapse" ซึ่งคุณภาพของผลลัพธ์จาก AI อาจเสื่อมถอยลงเมื่อได้รับข้อมูลที่สร้างโดย AI มากเกินไป
ผลกระทบและข้อควรพิจารณา
การกระทำของอเมซอนนี้ก่อให้เกิดคำถามและข้อถกเถียงเกี่ยวกับคุณค่าของหนังสือหายากและวิธีการจัดการกับข้อมูลทางวัฒนธรรม เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาเทคโนโลยี แม้ว่าการใช้หนังสือเหล่านี้จะช่วยเร่งการพัฒนา AI ให้ก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่ต้องสูญเสียต้นฉบับทางประวัติศาสตร์และวรรณกรรมอันทรงคุณค่าไป
สรุป
อเมซอนกำลังใช้หนังสือหายากเป็นวัตถุดิบในการฝึกฝน AI แม้ว่าจะเป็นหนทางที่ช่วยให้การพัฒนา AI เป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่ก็เป็นการสูญเสียทรัพยากรทางวัฒนธรรมที่ไม่อาจประเมินค่าได้ การดำเนินการในลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม.
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://techcrunch.com/2026/08/17/amazon-once-an-online-bookseller-is-destroying-rare-books-to-train-ai-models/อเมซอน: จากร้านหนังสือออนไลน์ สู่การทำลายหนังสือหายากเพื่อฝึก AIอเมซอน บริษัทที่เริ่มต้นจากการเป็นร้านขายหนังสือออนไลน์ ได้กลายเป็นที่จับตามองอีกครั้ง เมื่อมีรายงานว่าบริษัทกำลังทำลายหนังสือหายากจำนวนมาก เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการฝึกฝนโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI)เบื้องหลังการทำลายหนังสือหายากตามรายงานจาก 404 Media ซึ่งได้ทำการติดตามหนังสือหายากเล่มหนึ่ง พบว่ามันได้ถูกส่งไปยังโรงงานของอเมซอนในเมืองลาสเวกัส โรงงานแห่งนี้มีสัญลักษณ์เป็นรูปไดโนเสาร์กำลังคาบหนังสือ อเมซอนได้ให้คำชี้แจงว่า บริษัท "ซื้อหนังสือผ่านช่องทางพาณิชย์เพื่อปรับปรุงผลิตภัณฑ์และบริการที่ลูกค้าใช้งาน"ความสำคัญของหนังสือหายากในการฝึก AIบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เช่น อเมซอน จำเป็นต้องใช้ข้อมูลข้อความจำนวนมหาศาลเพื่อฝึกฝนโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ AI ในปัจจุบัน โมเดลเหล่านี้ได้ประมวลผลข้อมูลส่วนใหญ่ที่มีอยู่บนอินเทอร์เน็ตไปแล้ว หนังสือหายาก โดยเฉพาะเล่มที่พิมพ์ออกมาน้อย หรือหาได้ยากบนโลกออนไลน์ จึงกลายเป็นแหล่งข้อมูลใหม่ที่มีคุณค่าอย่างยิ่งหนังสือเหล่านี้มีคุณค่าเป็นพิเศษ เนื่องจากมั่นใจได้ว่าเนื้อหาที่ตีพิมพ์ก่อนปี 2022 ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดย LLM การที่ LLM ฝึกฝนจากข้อความที่สร้างโดย AI ด้วยกันเอง อาจนำไปสู่ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "Model Collapse" ซึ่งคุณภาพของผลลัพธ์จาก AI อาจเสื่อมถอยลงเมื่อได้รับข้อมูลที่สร้างโดย AI มากเกินไปผลกระทบและข้อควรพิจารณาการกระทำของอเมซอนนี้ก่อให้เกิดคำถามและข้อถกเถียงเกี่ยวกับคุณค่าของหนังสือหายากและวิธีการจัดการกับข้อมูลทางวัฒนธรรม เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาเทคโนโลยี แม้ว่าการใช้หนังสือเหล่านี้จะช่วยเร่งการพัฒนา AI ให้ก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่ต้องสูญเสียต้นฉบับทางประวัติศาสตร์และวรรณกรรมอันทรงคุณค่าไปสรุปอเมซอนกำลังใช้หนังสือหายากเป็นวัตถุดิบในการฝึกฝน AI แม้ว่าจะเป็นหนทางที่ช่วยให้การพัฒนา AI เป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่ก็เป็นการสูญเสียทรัพยากรทางวัฒนธรรมที่ไม่อาจประเมินค่าได้ การดำเนินการในลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม.https://techcrunch.com/2026/08/17/amazon-once-an-online-bookseller-is-destroying-rare-books-to-train-ai-models/
TECHCRUNCH.COMAmazon, which started off selling books, is destroying rare texts to train AI | TechCrunchRare books are incredibly valuable for training LLMs, since these models have already trained on whatever's available online.3 Comments 0 Shares 1K Views 0 Reviews-
Amazon ใช้ข้อมูลจากหนังสือหายากเพื่อพัฒนาสินค้าและบริการของตนAmazon ใช้ข้อมูลจากหนังสือหายากเพื่อพัฒนาสินค้าและบริการของตน
-
React
- Reply
- 2026-08-17 18:44:30
-
-
การนำหนังสือหายากมาฝึก AI อาจส่งผลต่อคุณภาพข้อมูลในอนาคตการนำหนังสือหายากมาฝึก AI อาจส่งผลต่อคุณภาพข้อมูลในอนาคต
-
React
- Reply
- 2026-08-17 18:44:30
-
-
น่าเสียดายที่หนังสือหายากต้องถูกทำลายเพื่อฝึก AIน่าเสียดายที่หนังสือหายากต้องถูกทำลายเพื่อฝึก AI
-
React
- Reply
- 2026-08-17 18:44:30
-
-
-
อนาคต AI ของมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก: ทำไมคนยังไม่เชื่อมั่น?
มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของ Meta ได้เผยแพร่วิสัยทัศน์อันสดใสเกี่ยวกับอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้าง "ตัวแทนส่วนบุคคลที่ทรงประสิทธิภาพ" ที่จะเข้าใจผู้ใช้ เป้าหมาย และสิ่งที่ผู้ใช้ให้ความสำคัญ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่พร้อมจะเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากประวัติของ Meta และแนวทางการสื่อสารที่ผ่านมา
ความคาดหวังกับความเป็นจริงของ Meta
ย้อนกลับไปในยุคโซเชียลมีเดีย ซักเคอร์เบิร์กเคยประกาศว่าต้องการให้ทุกคนมีพื้นที่ในการสื่อสารกับเพื่อนและสร้างเครือข่ายสังคม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็น "Ragebaiting" (เนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์โกรธ) และโฆษณาที่บดบังการเชื่อมต่อที่แท้จริง
Meta พยายามคว้าชัยในสมรภูมิ AI
ในมุมมองที่ค่อนข้างจะ "มองโลกในแง่ร้าย" นี่คือความพยายามของ Meta ที่จะคว้าชัยในอีกรูปแบบหนึ่ง พวกเขาอาจไม่ได้เป็นผู้นำในตลาด AI แบบปิด หรือแม้แต่ในตลาด AI แบบเปิด แต่พวกเขากำลังมุ่งเป้าไปที่ "การเสริมพลังส่วนบุคคล" ตามที่ซักเคอร์เบิร์กกล่าวไว้ในบทความ "The Future is for Everyone"
Meta ต้องการเป็นผู้ให้บริการโมเดล AI ที่ผู้คนจะนำไปใช้กับอุปกรณ์ส่วนตัวของตนเอง แนวคิดคือการใช้ AI อย่าง Glimmer ในการจัดการตารางเวลา ร่างข้อความ จัดระเบียบไฟล์ ซึ่ง AI จะทำงานตลอดเวลา ทุกที่ และสามารถทำงานได้แม้ไม่มีอินเทอร์เน็ต
Meta ยังไม่เป็นที่ยอมรับในฐานะผู้นำด้าน AI
แม้ว่า Meta จะทุ่มเทลงทุนมหาศาลในด้าน AI และพยายามดึงดูดนักวิทยาศาสตร์ AI แต่ในความเป็นจริงแล้ว Meta ยังไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มบริษัทชั้นนำหรือ "Frontier Labs" ที่เป็นที่พูดถึงในวงการ AI
เมื่อพูดถึงแชทบอท AI สำหรับผู้บริโภค แม้ผู้คนอาจโต้ตอบกับเครื่องมือ AI ของ Meta ใน Instagram หรือ Facebook แต่ Meta ก็ยังไม่ใช่บริษัทแรกที่ผู้คนนึกถึงเมื่อต้องการใช้ "ผู้ช่วยส่วนตัว" นี่จึงเป็นความพยายามที่จะปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของบริษัทและช่วงชิงพื้นที่ที่ยังไม่ประสบความสำเร็จมาก่อน
ความกังวลจากอดีตส่งผลต่อความเชื่อมั่น
บทความของ Russell Brandom บรรณาธิการด้าน AI ของ TechCrunch ชี้ให้เห็นว่า วิสัยทัศน์ของซักเคอร์เบิร์กเกี่ยวกับ "การเสริมพลังส่วนบุคคล" กลับสร้างความรู้สึกไม่ดีให้กับหลายคน เนื่องจากมาจากตัวเขาเอง
เมื่อมองย้อนกลับไปในยุคโซเชียลมีเดีย เราเห็นผลลัพธ์ที่แตกต่างจากที่เคยตั้งเป้าไว้ ดังนั้น เมื่อซักเคอร์เบิร์กนำเสนออนาคต AI ที่สดใส ผู้คนจึงเกิดความกังวลว่าผลลัพธ์ที่แท้จริงอาจไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง
วิสัยทัศน์ที่ดู "โลกสวย" เกินไป?
นักวิจารณ์มองว่าแถลงการณ์ของซักเคอร์เบิร์กนั้น "โลกสวย" (Pollyannish) เกินไป เขาเคยนำเสนอแนวคิดในลักษณะนี้มาก่อน แต่ผลลัพธ์ที่ได้มักไม่สะท้อนภาพความเป็นจริง แต่กลับนำเสนอ AI ในฐานะเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมสำหรับมนุษยชาติ โดยมองข้ามต้นทุนและความท้าทายที่อาจเกิดขึ้น นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาเชิงลบอย่างกว้างขวาง
การเปรียบเทียบกับคู่แข่งและข้อจำกัดในการเข้าถึง
ซักเคอร์เบิร์กดูเหมือนจะวางตำแหน่งตัวเองเป็น "คู่ตรงข้าม" กับผู้นำในวงการ AI บางรายที่เน้นความปลอดภัยและการชะลอการพัฒนา แต่ Meta กลับเลือกที่จะเดินหน้าต่อไป โดยอ้างว่าการชะลอการพัฒนาจะส่งผลเสียต่อบุคคลที่สามารถได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ การเข้าถึงเทคโนโลยี AI ของ Meta ยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป ตัวอย่างเช่น การใช้งาน Glimmer อาจต้องใช้อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์เฉพาะ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่าย
ข้อความที่ชวนให้ตั้งคำถาม
แม้ว่าแถลงการณ์ที่มีความยาวกว่า 6,500 คำของซักเคอร์เบิร์กจะมีประโยคหนึ่งที่น่าสนใจว่า "ถ้าคุณเป็น AI doomer และเชื่อว่านั่นคืออนาคตที่ AI จะนำมา แล้วทำไมคุณถึงยังสร้างสิ่งนี้อยู่?" ซึ่งก็เป็นคำถามที่สมเหตุสมผล
แต่ประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นคือ การตั้งคำถามถึงผู้ที่ทำการคาดการณ์และยังคงเดินหน้าต่อไป แม้จะมีข้อกังวล หรือแม้แต่การคาดการณ์เกี่ยวกับอนาคต AI ที่ดูนามธรรมเกินจริง เช่น การใช้ ChatGPT สร้างพอดแคสต์เกี่ยวกับความสนใจของลูกเพื่อฟังระหว่างขับรถไปโรงเรียน ซึ่งหลายคนก็ตั้งคำถามว่า "ทำไมไม่คุยกับลูกโดยตรง?"
สรุป: ความไม่เชื่อมั่นเกิดจากหลายปัจจัย
ความไม่เชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ AI ของมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เกิดจากหลายปัจจัย ทั้งประวัติของ Meta ที่ไม่ได้เป็นไปตามที่เคยสัญญาไว้, แนวทางการนำเสนอที่ดูโลกสวยเกินจริง, ข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยี และตัวบุคคลผู้สื่อสารเอง ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลต่อการยอมรับและความเชื่อมั่นของผู้คนในอนาคต AI ที่ Meta กำลังวาดฝันไว้
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://techcrunch.com/2026/08/16/why-people-arent-buying-mark-zuckerbergs-ai-future/อนาคต AI ของมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก: ทำไมคนยังไม่เชื่อมั่น?มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของ Meta ได้เผยแพร่วิสัยทัศน์อันสดใสเกี่ยวกับอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้าง "ตัวแทนส่วนบุคคลที่ทรงประสิทธิภาพ" ที่จะเข้าใจผู้ใช้ เป้าหมาย และสิ่งที่ผู้ใช้ให้ความสำคัญ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่พร้อมจะเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากประวัติของ Meta และแนวทางการสื่อสารที่ผ่านมาความคาดหวังกับความเป็นจริงของ Metaย้อนกลับไปในยุคโซเชียลมีเดีย ซักเคอร์เบิร์กเคยประกาศว่าต้องการให้ทุกคนมีพื้นที่ในการสื่อสารกับเพื่อนและสร้างเครือข่ายสังคม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็น "Ragebaiting" (เนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์โกรธ) และโฆษณาที่บดบังการเชื่อมต่อที่แท้จริงMeta พยายามคว้าชัยในสมรภูมิ AIในมุมมองที่ค่อนข้างจะ "มองโลกในแง่ร้าย" นี่คือความพยายามของ Meta ที่จะคว้าชัยในอีกรูปแบบหนึ่ง พวกเขาอาจไม่ได้เป็นผู้นำในตลาด AI แบบปิด หรือแม้แต่ในตลาด AI แบบเปิด แต่พวกเขากำลังมุ่งเป้าไปที่ "การเสริมพลังส่วนบุคคล" ตามที่ซักเคอร์เบิร์กกล่าวไว้ในบทความ "The Future is for Everyone"Meta ต้องการเป็นผู้ให้บริการโมเดล AI ที่ผู้คนจะนำไปใช้กับอุปกรณ์ส่วนตัวของตนเอง แนวคิดคือการใช้ AI อย่าง Glimmer ในการจัดการตารางเวลา ร่างข้อความ จัดระเบียบไฟล์ ซึ่ง AI จะทำงานตลอดเวลา ทุกที่ และสามารถทำงานได้แม้ไม่มีอินเทอร์เน็ตMeta ยังไม่เป็นที่ยอมรับในฐานะผู้นำด้าน AIแม้ว่า Meta จะทุ่มเทลงทุนมหาศาลในด้าน AI และพยายามดึงดูดนักวิทยาศาสตร์ AI แต่ในความเป็นจริงแล้ว Meta ยังไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มบริษัทชั้นนำหรือ "Frontier Labs" ที่เป็นที่พูดถึงในวงการ AIเมื่อพูดถึงแชทบอท AI สำหรับผู้บริโภค แม้ผู้คนอาจโต้ตอบกับเครื่องมือ AI ของ Meta ใน Instagram หรือ Facebook แต่ Meta ก็ยังไม่ใช่บริษัทแรกที่ผู้คนนึกถึงเมื่อต้องการใช้ "ผู้ช่วยส่วนตัว" นี่จึงเป็นความพยายามที่จะปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของบริษัทและช่วงชิงพื้นที่ที่ยังไม่ประสบความสำเร็จมาก่อนความกังวลจากอดีตส่งผลต่อความเชื่อมั่นบทความของ Russell Brandom บรรณาธิการด้าน AI ของ TechCrunch ชี้ให้เห็นว่า วิสัยทัศน์ของซักเคอร์เบิร์กเกี่ยวกับ "การเสริมพลังส่วนบุคคล" กลับสร้างความรู้สึกไม่ดีให้กับหลายคน เนื่องจากมาจากตัวเขาเองเมื่อมองย้อนกลับไปในยุคโซเชียลมีเดีย เราเห็นผลลัพธ์ที่แตกต่างจากที่เคยตั้งเป้าไว้ ดังนั้น เมื่อซักเคอร์เบิร์กนำเสนออนาคต AI ที่สดใส ผู้คนจึงเกิดความกังวลว่าผลลัพธ์ที่แท้จริงอาจไม่เป็นไปตามที่คาดหวังวิสัยทัศน์ที่ดู "โลกสวย" เกินไป?นักวิจารณ์มองว่าแถลงการณ์ของซักเคอร์เบิร์กนั้น "โลกสวย" (Pollyannish) เกินไป เขาเคยนำเสนอแนวคิดในลักษณะนี้มาก่อน แต่ผลลัพธ์ที่ได้มักไม่สะท้อนภาพความเป็นจริง แต่กลับนำเสนอ AI ในฐานะเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมสำหรับมนุษยชาติ โดยมองข้ามต้นทุนและความท้าทายที่อาจเกิดขึ้น นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาเชิงลบอย่างกว้างขวางการเปรียบเทียบกับคู่แข่งและข้อจำกัดในการเข้าถึงซักเคอร์เบิร์กดูเหมือนจะวางตำแหน่งตัวเองเป็น "คู่ตรงข้าม" กับผู้นำในวงการ AI บางรายที่เน้นความปลอดภัยและการชะลอการพัฒนา แต่ Meta กลับเลือกที่จะเดินหน้าต่อไป โดยอ้างว่าการชะลอการพัฒนาจะส่งผลเสียต่อบุคคลที่สามารถได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ การเข้าถึงเทคโนโลยี AI ของ Meta ยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป ตัวอย่างเช่น การใช้งาน Glimmer อาจต้องใช้อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์เฉพาะ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่ายข้อความที่ชวนให้ตั้งคำถามแม้ว่าแถลงการณ์ที่มีความยาวกว่า 6,500 คำของซักเคอร์เบิร์กจะมีประโยคหนึ่งที่น่าสนใจว่า "ถ้าคุณเป็น AI doomer และเชื่อว่านั่นคืออนาคตที่ AI จะนำมา แล้วทำไมคุณถึงยังสร้างสิ่งนี้อยู่?" ซึ่งก็เป็นคำถามที่สมเหตุสมผลแต่ประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นคือ การตั้งคำถามถึงผู้ที่ทำการคาดการณ์และยังคงเดินหน้าต่อไป แม้จะมีข้อกังวล หรือแม้แต่การคาดการณ์เกี่ยวกับอนาคต AI ที่ดูนามธรรมเกินจริง เช่น การใช้ ChatGPT สร้างพอดแคสต์เกี่ยวกับความสนใจของลูกเพื่อฟังระหว่างขับรถไปโรงเรียน ซึ่งหลายคนก็ตั้งคำถามว่า "ทำไมไม่คุยกับลูกโดยตรง?"สรุป: ความไม่เชื่อมั่นเกิดจากหลายปัจจัยความไม่เชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ AI ของมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เกิดจากหลายปัจจัย ทั้งประวัติของ Meta ที่ไม่ได้เป็นไปตามที่เคยสัญญาไว้, แนวทางการนำเสนอที่ดูโลกสวยเกินจริง, ข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยี และตัวบุคคลผู้สื่อสารเอง ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลต่อการยอมรับและความเชื่อมั่นของผู้คนในอนาคต AI ที่ Meta กำลังวาดฝันไว้https://techcrunch.com/2026/08/16/why-people-arent-buying-mark-zuckerbergs-ai-future/
TECHCRUNCH.COMWhy people aren't buying Mark Zuckerberg’s AI future | TechCrunchOn the latest episode of Equity podcast, we discuss why not everyone is buying Zuckerberg’s vision.6 Comments 0 Shares 1K Views 0 Reviews-
Mark Zuckerberg มอง AI เป็นโอกาสในการก้าวข้ามคู่แข่งMark Zuckerberg มอง AI เป็นโอกาสในการก้าวข้ามคู่แข่ง
-
React
- Reply
- 2026-08-17 10:44:22
-
-
การผลักดัน AI ของ Meta อาจเป็นความพยายามคว้าชัยในตลาดใหม่การผลักดัน AI ของ Meta อาจเป็นความพยายามคว้าชัยในตลาดใหม่
-
React
- Reply
- 2026-08-17 10:44:22
-
-
AI ส่วนบุคคลยังดูเป็นนามธรรมเกินไปสำหรับคนทั่วไปAI ส่วนบุคคลยังดูเป็นนามธรรมเกินไปสำหรับคนทั่วไป
-
React
- Reply
- 2026-08-17 10:44:22
-
-
คนไม่ซื้อวิสัยทัศน์ AI เพราะภาพลักษณ์ Meta ที่ผ่านมาไม่น่าไว้ใจคนไม่ซื้อวิสัยทัศน์ AI เพราะภาพลักษณ์ Meta ที่ผ่านมาไม่น่าไว้ใจ
-
React
- Reply
- 2026-08-17 10:44:22
-
-
AI ของ Mark Zuckerberg อาจเน้นสร้างรายได้มากกว่าเชื่อมต่อAI ของ Mark Zuckerberg อาจเน้นสร้างรายได้มากกว่าเชื่อมต่อ
-
React
- Reply
- 2026-08-17 10:44:22
-
-
-
Stripe ทุ่มกว่า 7 พันล้านดอลลาร์ เตรียมเข้าซื้อกิจการ OpenRouter สตาร์ทอัพ AI Gateway
ข่าววงในจาก Bloomberg รายงานว่า Stripe บริษัทผู้ให้บริการรับชำระเงินออนไลน์รายใหญ่ ได้บรรลุข้อตกลงเข้าซื้อกิจการ OpenRouter สตาร์ทอัพด้าน AI Gateway ด้วยมูลค่าที่คาดการณ์ว่าสูงกว่า 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ถือเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของ Stripe ในการขยายธุรกิจสู่ตลาด AI ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
OpenRouter คืออะไร?
OpenRouter เป็นสตาร์ทอัพที่กำลังมาแรงในวงการ AI โดยมีจุดเด่นในการเป็น "AI Gateway" หรือประตูเชื่อมต่อสู่โมเดล AI ที่หลากหลาย เปรียบเสมือน "Stripe สำหรับ AI" ตามคำกล่าวของ Alex Atallah ซีอีโอของ OpenRouter
หน้าที่หลักของ OpenRouter คือการช่วยให้ลูกค้าสามารถเลือกใช้โมเดล AI ที่แตกต่างกันไปตามความต้องการเฉพาะของงาน งบประมาณ และประสิทธิภาพที่ต้องการ ทำให้ธุรกิจต่างๆ สามารถเข้าถึงและใช้งาน AI ได้อย่างยืดหยุ่น โดยไม่ต้องผูกติดกับผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง (prevent lock-in)
ความสำเร็จที่ผ่านมาของ OpenRouter
ก่อนที่จะมีข่าวการเข้าซื้อกิจการ OpenRouter เพิ่งประกาศระดมทุน Series B ได้สำเร็จถึง 113 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ด้วยมูลค่าบริษัทที่รายงานว่าสูงถึง 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีนักลงทุนรายใหญ่เข้าร่วม เช่น Sequoia, Andreessen Horowitz, Menlo Ventures และ Alphabet’s Capital G
นอกจากนี้ OpenRouter ยังอ้างว่ามีผู้ใช้งานทั่วโลกถึง 8 ล้านคน และสามารถเข้าถึงโมเดล AI มากกว่า 400 โมเดล ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและการยอมรับในตลาดอย่างชัดเจน
ทำไม Stripe ถึงสนใจ OpenRouter?
การเข้าซื้อ OpenRouter ของ Stripe สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการก้าวเข้าสู่สมรภูมิ AI ที่แข่งขันกันสูง Stripe ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่ช่วยให้ธุรกิจต่างๆ สามารถรับชำระเงินออนไลน์ได้อย่างราบรื่น การได้ OpenRouter มาอยู่ในมือ จะช่วยเสริมทัพด้านเทคโนโลยี AI ให้กับ Stripe
การมี OpenRouter จะช่วยให้ Stripe สามารถนำเสนอโซลูชันที่ครอบคลุมมากขึ้น สำหรับลูกค้าที่ต้องการผสานรวม AI เข้ากับการดำเนินงานของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูล การประมวลผลภาษา หรือการสร้างสรรค์คอนเทนต์ต่างๆ
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญและอนาคต
แม้ว่า Stripe จะยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับข่าวการเข้าซื้อกิจการนี้ โดยระบุเพียงว่า "บริษัทไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข่าวลือหรือการคาดเดา" แต่การที่ Wall Street Journal เคยรายงานก่อนหน้านี้ว่าทั้งสองบริษัทกำลังอยู่ในช่วงเจรจา และล่าสุด Bloomberg ก็ยืนยันดีลที่มูลค่าสูงกว่า 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่าการเข้าซื้อกิจการนี้มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นจริง
การรวมกันของ Stripe และ OpenRouter อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภูมิทัศน์ของ AI Gateway ทำให้เกิดการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น และอาจนำไปสู่การพัฒนาโซลูชัน AI ที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงง่ายยิ่งขึ้นสำหรับธุรกิจทั่วโลกในอนาคต
#Stripe #OpenRouter #AI #AIgateway #TechAcquisition
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://techcrunch.com/2026/08/16/stripe-will-reportedly-acquire-ai-gateway-startup-openrouter-for-7b/Stripe ทุ่มกว่า 7 พันล้านดอลลาร์ เตรียมเข้าซื้อกิจการ OpenRouter สตาร์ทอัพ AI Gatewayข่าววงในจาก Bloomberg รายงานว่า Stripe บริษัทผู้ให้บริการรับชำระเงินออนไลน์รายใหญ่ ได้บรรลุข้อตกลงเข้าซื้อกิจการ OpenRouter สตาร์ทอัพด้าน AI Gateway ด้วยมูลค่าที่คาดการณ์ว่าสูงกว่า 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ถือเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของ Stripe ในการขยายธุรกิจสู่ตลาด AI ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วOpenRouter คืออะไร?OpenRouter เป็นสตาร์ทอัพที่กำลังมาแรงในวงการ AI โดยมีจุดเด่นในการเป็น "AI Gateway" หรือประตูเชื่อมต่อสู่โมเดล AI ที่หลากหลาย เปรียบเสมือน "Stripe สำหรับ AI" ตามคำกล่าวของ Alex Atallah ซีอีโอของ OpenRouterหน้าที่หลักของ OpenRouter คือการช่วยให้ลูกค้าสามารถเลือกใช้โมเดล AI ที่แตกต่างกันไปตามความต้องการเฉพาะของงาน งบประมาณ และประสิทธิภาพที่ต้องการ ทำให้ธุรกิจต่างๆ สามารถเข้าถึงและใช้งาน AI ได้อย่างยืดหยุ่น โดยไม่ต้องผูกติดกับผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง (prevent lock-in)ความสำเร็จที่ผ่านมาของ OpenRouterก่อนที่จะมีข่าวการเข้าซื้อกิจการ OpenRouter เพิ่งประกาศระดมทุน Series B ได้สำเร็จถึง 113 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ด้วยมูลค่าบริษัทที่รายงานว่าสูงถึง 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีนักลงทุนรายใหญ่เข้าร่วม เช่น Sequoia, Andreessen Horowitz, Menlo Ventures และ Alphabet’s Capital Gนอกจากนี้ OpenRouter ยังอ้างว่ามีผู้ใช้งานทั่วโลกถึง 8 ล้านคน และสามารถเข้าถึงโมเดล AI มากกว่า 400 โมเดล ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและการยอมรับในตลาดอย่างชัดเจนทำไม Stripe ถึงสนใจ OpenRouter?การเข้าซื้อ OpenRouter ของ Stripe สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการก้าวเข้าสู่สมรภูมิ AI ที่แข่งขันกันสูง Stripe ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่ช่วยให้ธุรกิจต่างๆ สามารถรับชำระเงินออนไลน์ได้อย่างราบรื่น การได้ OpenRouter มาอยู่ในมือ จะช่วยเสริมทัพด้านเทคโนโลยี AI ให้กับ Stripeการมี OpenRouter จะช่วยให้ Stripe สามารถนำเสนอโซลูชันที่ครอบคลุมมากขึ้น สำหรับลูกค้าที่ต้องการผสานรวม AI เข้ากับการดำเนินงานของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูล การประมวลผลภาษา หรือการสร้างสรรค์คอนเทนต์ต่างๆมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญและอนาคตแม้ว่า Stripe จะยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับข่าวการเข้าซื้อกิจการนี้ โดยระบุเพียงว่า "บริษัทไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข่าวลือหรือการคาดเดา" แต่การที่ Wall Street Journal เคยรายงานก่อนหน้านี้ว่าทั้งสองบริษัทกำลังอยู่ในช่วงเจรจา และล่าสุด Bloomberg ก็ยืนยันดีลที่มูลค่าสูงกว่า 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่าการเข้าซื้อกิจการนี้มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นจริงการรวมกันของ Stripe และ OpenRouter อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภูมิทัศน์ของ AI Gateway ทำให้เกิดการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น และอาจนำไปสู่การพัฒนาโซลูชัน AI ที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงง่ายยิ่งขึ้นสำหรับธุรกิจทั่วโลกในอนาคต#Stripe #OpenRouter #AI #AIgateway #TechAcquisitionhttps://techcrunch.com/2026/08/16/stripe-will-reportedly-acquire-ai-gateway-startup-openrouter-for-7b/
TECHCRUNCH.COMStripe will reportedly acquire AI gateway startup OpenRouter for $7B+ | TechCrunchOpenRouter's CEO recently described the startup as Stripe for AI.7 Comments 0 Shares 1K Views 0 Reviews-
Stripe ทุ่มเงินก้อนใหญ่เพื่อ AIStripe ทุ่มเงินก้อนใหญ่เพื่อ AI
-
React
- Reply
- 2026-08-17 02:45:21
-
-
Stripe กำลังขยายธุรกิจไปสู่ AI อย่างจริงจังStripe กำลังขยายธุรกิจไปสู่ AI อย่างจริงจัง
-
React
- Reply
- 2026-08-17 02:45:21
-
-
การมีจุดเข้าใช้งานเดียวสำหรับระบบ AI ต่างๆ เป็นเรื่องสะดวกมากการมีจุดเข้าใช้งานเดียวสำหรับระบบ AI ต่างๆ เป็นเรื่องสะดวกมาก
-
React
- Reply
- 2026-08-17 02:45:21
-
-
Stripe คว้า OpenRouter เป็นการลงทุนที่น่าจับตามองจริงๆStripe คว้า OpenRouter เป็นการลงทุนที่น่าจับตามองจริงๆ
-
React
- Reply
- 2026-08-17 02:45:21
-
-
OpenRouter ช่วยให้เลือกโมเดล AI ได้หลากหลายดีนะOpenRouter ช่วยให้เลือกโมเดล AI ได้หลากหลายดีนะ
-
React
- Reply
- 2026-08-17 02:45:21
-
-
-
AI สู่ภาวะวิกฤตความเชื่อมั่น: CEO Anthropic ชี้ปัญหาอยู่ที่การขาดความไว้วางใจ
โลกของปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยี รวมถึงการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่เกี่ยวข้องกับ AI ด้วย
มุมมองจาก Darius Amodei CEO แห่ง Anthropic
Dario Amodei ซีอีโอของ Anthropic บริษัท AI ชั้นนำ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้ โดยเขาเชื่อว่า กระแสต่อต้าน AI ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะเขาหรือผู้นำในอุตสาหกรรม AI พูดถึงความเสี่ยงมากเกินไป แต่เป็นเพราะ "วิกฤตความเชื่อมั่น" (Crisis of Trust) ที่ฝังรากลึกในสังคม
ความเชื่อมั่นที่สั่นคลอน
Amodei ชี้ว่า ผู้คนทั่วไปขาดความเชื่อมั่นต่อองค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบริษัท รัฐบาล หรือแม้แต่อุตสาหกรรมเทคโนโลยี พวกเขามักจะสงสัยว่าองค์กรเหล่านี้กำลังวางแผนที่จะเอาเปรียบพวกเขาอยู่เสมอ ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่สะสมมานานหลายทศวรรษ และกระแสต่อต้าน AI ในปัจจุบันก็เป็นเพียง "ส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการ" ของปัญหานี้เท่านั้น
AI กับความคาดหวังที่ยังไม่เป็นจริง
Amodei ยอมรับว่า คำวิจารณ์ที่แม่นยำที่สุดต่อบริษัท AI รวมถึง Anthropic คือ การที่บริษัทยัง "ไม่สามารถส่งมอบคำสัญญาอันยิ่งใหญ่ในการสร้างประโยชน์ให้แก่โลกได้อย่างเต็มที่" ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของบริษัท AI เอง ไม่ใช่การพูดถึงเรื่องการสื่อสารหรือการตลาด
AI ไม่ใช่แค่เรื่องของความเสี่ยง
Amodei ยังได้ชี้แจงเกี่ยวกับมุมมองของเขาต่อ AI ว่า ไม่ได้มีแต่ความเสี่ยงเพียงอย่างเดียว เขาเขียนบทความ "Machines of Loving Grace" ขึ้นมาเพราะรู้สึกว่าอุตสาหกรรม AI ยังไม่ได้นำเสนอภาพที่ "สร้างแรงบันดาลใจ" มากพอเกี่ยวกับศักยภาพของเทคโนโลยีในการเปลี่ยนแปลงโลกไปในทางที่ดีขึ้น
การกำกับดูแล AI: มุมมองที่แตกต่าง
ในประเด็นเรื่องการกำกับดูแล (Regulation) Amodei โต้แย้งแนวคิดที่ว่า การกระจาย AI อย่างกว้างขวางโดยไม่มีการกำกับดูแล กับการจำกัดเทคโนโลยีไว้กับบริษัทไม่กี่รายผ่านการกำกับดูแล เป็นทางเลือกที่ผิด (False Choice)
เขาอธิบายว่า ในวงการเทคโนโลยีบางครั้งมีการมองว่า "การกำกับดูแล = การครอบงำโดยหน่วยงานกำกับ = การกระจุกตัวของอำนาจ" แต่ในมุมมองของคนภายนอกวงการ การกำกับดูแลคือสิ่งที่ "จำกัดอำนาจขององค์กร และเป็นประโยชน์ต่อคนทั่วไป"
Anthropic พยายามอย่างยิ่งที่จะเสนอแนวทางที่ "สร้างความเสียเปรียบ (ชะลอการพัฒนา) ให้กับบริษัท AI ที่เป็นผู้นำ" ในขณะเดียวกันก็ "ส่งเสริมคู่แข่งรายย่อย"
สรุป: สร้างความไว้วางใจคือหัวใจสำคัญ
ปัญหาใหญ่ของ AI ในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยีที่ซับซ้อนหรือความกังวลเกี่ยวกับอนาคต แต่คือ "การขาดความเชื่อมั่น" ของผู้คนต่ออุตสาหกรรมนี้ การที่บริษัท AI จะก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง จำเป็นต้องสร้างความไว้วางใจและส่งมอบประโยชน์ที่จับต้องได้ให้กับสังคมอย่างแท้จริง
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://techcrunch.com/2026/08/16/anthropic-ceo-says-ai-backlash-is-fundamentally-a-crisis-of-trust/AI สู่ภาวะวิกฤตความเชื่อมั่น: CEO Anthropic ชี้ปัญหาอยู่ที่การขาดความไว้วางใจโลกของปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยี รวมถึงการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่เกี่ยวข้องกับ AI ด้วยมุมมองจาก Darius Amodei CEO แห่ง AnthropicDario Amodei ซีอีโอของ Anthropic บริษัท AI ชั้นนำ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้ โดยเขาเชื่อว่า กระแสต่อต้าน AI ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะเขาหรือผู้นำในอุตสาหกรรม AI พูดถึงความเสี่ยงมากเกินไป แต่เป็นเพราะ "วิกฤตความเชื่อมั่น" (Crisis of Trust) ที่ฝังรากลึกในสังคมความเชื่อมั่นที่สั่นคลอนAmodei ชี้ว่า ผู้คนทั่วไปขาดความเชื่อมั่นต่อองค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบริษัท รัฐบาล หรือแม้แต่อุตสาหกรรมเทคโนโลยี พวกเขามักจะสงสัยว่าองค์กรเหล่านี้กำลังวางแผนที่จะเอาเปรียบพวกเขาอยู่เสมอ ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่สะสมมานานหลายทศวรรษ และกระแสต่อต้าน AI ในปัจจุบันก็เป็นเพียง "ส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการ" ของปัญหานี้เท่านั้นAI กับความคาดหวังที่ยังไม่เป็นจริงAmodei ยอมรับว่า คำวิจารณ์ที่แม่นยำที่สุดต่อบริษัท AI รวมถึง Anthropic คือ การที่บริษัทยัง "ไม่สามารถส่งมอบคำสัญญาอันยิ่งใหญ่ในการสร้างประโยชน์ให้แก่โลกได้อย่างเต็มที่" ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของบริษัท AI เอง ไม่ใช่การพูดถึงเรื่องการสื่อสารหรือการตลาดAI ไม่ใช่แค่เรื่องของความเสี่ยงAmodei ยังได้ชี้แจงเกี่ยวกับมุมมองของเขาต่อ AI ว่า ไม่ได้มีแต่ความเสี่ยงเพียงอย่างเดียว เขาเขียนบทความ "Machines of Loving Grace" ขึ้นมาเพราะรู้สึกว่าอุตสาหกรรม AI ยังไม่ได้นำเสนอภาพที่ "สร้างแรงบันดาลใจ" มากพอเกี่ยวกับศักยภาพของเทคโนโลยีในการเปลี่ยนแปลงโลกไปในทางที่ดีขึ้นการกำกับดูแล AI: มุมมองที่แตกต่างในประเด็นเรื่องการกำกับดูแล (Regulation) Amodei โต้แย้งแนวคิดที่ว่า การกระจาย AI อย่างกว้างขวางโดยไม่มีการกำกับดูแล กับการจำกัดเทคโนโลยีไว้กับบริษัทไม่กี่รายผ่านการกำกับดูแล เป็นทางเลือกที่ผิด (False Choice)เขาอธิบายว่า ในวงการเทคโนโลยีบางครั้งมีการมองว่า "การกำกับดูแล = การครอบงำโดยหน่วยงานกำกับ = การกระจุกตัวของอำนาจ" แต่ในมุมมองของคนภายนอกวงการ การกำกับดูแลคือสิ่งที่ "จำกัดอำนาจขององค์กร และเป็นประโยชน์ต่อคนทั่วไป"Anthropic พยายามอย่างยิ่งที่จะเสนอแนวทางที่ "สร้างความเสียเปรียบ (ชะลอการพัฒนา) ให้กับบริษัท AI ที่เป็นผู้นำ" ในขณะเดียวกันก็ "ส่งเสริมคู่แข่งรายย่อย"สรุป: สร้างความไว้วางใจคือหัวใจสำคัญปัญหาใหญ่ของ AI ในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยีที่ซับซ้อนหรือความกังวลเกี่ยวกับอนาคต แต่คือ "การขาดความเชื่อมั่น" ของผู้คนต่ออุตสาหกรรมนี้ การที่บริษัท AI จะก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง จำเป็นต้องสร้างความไว้วางใจและส่งมอบประโยชน์ที่จับต้องได้ให้กับสังคมอย่างแท้จริงhttps://techcrunch.com/2026/08/16/anthropic-ceo-says-ai-backlash-is-fundamentally-a-crisis-of-trust/
TECHCRUNCH.COMAnthropic CEO says AI backlash is ‘fundamentally a crisis of trust’ | TechCrunchDario Amodei is pushing back against the idea that he's been painting an overly pessimistic picture of AI.3 Comments 0 Shares 1K Views 0 Reviews-
บริษัทควรทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับโลกให้ได้ก่อนบริษัทควรทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับโลกให้ได้ก่อน
-
React
- Reply
- 2026-08-16 18:46:12
-
-
มองว่า AI เป็นวิกฤตความเชื่อมั่นมากกว่าปัญหาสารพัดมองว่า AI เป็นวิกฤตความเชื่อมั่นมากกว่าปัญหาสารพัด
-
React
- Reply
- 2026-08-16 18:46:12
-
-
คนทั่วไปไม่เชื่อใจบริษัทเทคโนโลยีเลยจริง ๆ เป็นปัญหาใหญ่มากคนทั่วไปไม่เชื่อใจบริษัทเทคโนโลยีเลยจริง ๆ เป็นปัญหาใหญ่มาก
-
React
- Reply
- 2026-08-16 18:46:12
-
-
-
เทคโนโลยีลายน้ำใน Claude: สิ่งที่ควรรู้เพื่อการใช้งาน AI ที่โปร่งใส
การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการถกเถียงและข้อกังวลเกี่ยวกับที่มาของเนื้อหาที่สร้างขึ้นโดย AI มากขึ้น ล่าสุด Anthropic บริษัทผู้พัฒนา Claude แชทบอท AI ได้ประกาศนำระบบ "ลายน้ำ" (Watermarking) มาใช้กับข้อความที่สร้างโดย Claude เพื่อให้สามารถระบุได้ว่าเป็นเนื้อหาจาก AI ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติตามกฎหมาย EU AI Act ที่กำหนดให้บริษัท AI ต้องมีระบบที่ทำให้สามารถตรวจสอบที่มาของเนื้อหาที่สร้างโดย AI ได้
ระบบลายน้ำทำงานอย่างไร? 🔍
Anthropic ชี้แจงว่า ระบบลายน้ำนี้จะทำงานโดยการสร้างรูปแบบที่ "ตรวจไม่พบโดยผู้อ่าน แต่สามารถตรวจจับได้โดยผู้ที่มีกุญแจที่เข้ารหัสไว้" ยกตัวอย่างเช่น เมื่อ Claude ต้องเลือกระหว่างคำว่า "ครึ้ม" หรือ "เทา" เพื่ออธิบายสภาพอากาศ ระบบจะสร้างรูปแบบที่ซ่อนอยู่ในข้อความนั้นๆ
สิ่งที่สำคัญคือ Anthropic ยืนยันว่า "ลายน้ำไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของผลลัพธ์จาก Claude" และ "สำหรับผู้อ่าน การตอบกลับที่มีลายน้ำนั้นไม่สามารถแยกแยะได้จากข้อความที่ไม่มีลายน้ำ"
เทคนิคเบื้องหลังลายน้ำ ⚙️
Anthropic ระบุว่าจะใช้เทคนิคที่เรียกว่า SynthID-Text ซึ่งเป็นแนวทางที่ทีม Google DeepMind ได้นำเสนอไว้ในปี 2024 และมีแผนที่จะเปิดตัว API สำหรับการตรวจจับลายน้ำโดยเฉพาะ
สิ่งที่ควรทำความเข้าใจคือ ลายน้ำนี้แตกต่างจากการตรวจจับ AI แบบเดิมๆ ที่ใช้การวิเคราะห์รูปแบบการเขียน (เช่น โครงสร้างประโยคบางประเภท) เพื่อบ่งชี้ว่าเนื้อหานั้นสร้างโดย AI การตรวจสอบลายน้ำเป็นการตรวจสอบที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
การแก้ไขข้อความมีผลต่อลายน้ำหรือไม่? ✍️
คำถามที่หลายคนสงสัยคือ หากนำข้อความที่สร้างโดย Claude ไปแก้ไข จะสามารถลบลายน้ำออกได้หรือไม่?
Anthropic อธิบายว่า:
- การแก้ไขเล็กน้อย (Light editing): อาจจะไม่สามารถลบลายน้ำออกได้ทั้งหมด
- การเขียนใหม่ทั้งหมด (Complete rewrite): หากมีการเปลี่ยนคำทุกคำ ลายน้ำก็จะหายไป ซึ่งในกรณีนี้ก็อาจจะกล่าวได้ว่าเนื้อหานั้นไม่ใช่เนื้อหาที่สร้างโดย AI อีกต่อไป
- การตรวจสอบหรือแก้ไขโดย Claude: หาก Claude เป็นผู้แก้ไขข้อความให้ จะขึ้นอยู่กับความยาวของข้อความและความหนักเบาของการแก้ไขนั้น หากเป็นการแก้ไขเพียงเล็กน้อย ข้อความส่วนใหญ่ยังคงเป็นของผู้เขียนดั้งเดิม ลายน้ำก็จะมีพื้นที่ให้เกาะติดน้อยมาก
ลายน้ำกับโค้ด AI 💻
สำหรับโค้ดที่สร้างโดย AI นั้น คาดว่าจะมีลายน้ำน้อยกว่าข้อความทั่วไป เนื่องจากโมเดล AI ต้องสร้างโค้ดที่ทำงานได้จริง และไม่มีอิสระในการเลือกคำหรือสำนวนที่หลากหลายเท่าข้อความทั่วไป
อย่างไรก็ตาม ในส่วนที่ AI มีทางเลือกในการใช้คำหรือคำศัพท์ที่แตกต่างกันได้ ลายน้ำก็ยังสามารถนำมาใช้ได้ เช่น ในส่วนของ คอมเมนต์ (comments) ภายในโค้ด แต่โดยนิยามแล้ว จะมีผลกระทบต่อตัวโค้ดที่สร้างขึ้นน้อยมาก
อนาคตของการใช้งาน AI ที่โปร่งใส 🌐
Anthropic ย้ำว่า Claude จะไม่ใช่ AI แชทบอทเพียงตัวเดียวที่จะมีระบบลายน้ำ เพราะผู้พัฒนาโมเดล AI รายใหญ่อื่นๆ ก็ได้ลงนามในแนวปฏิบัติเดียวกัน (Code of Practice) และจะนำระบบลายน้ำมาใช้เช่นกัน ซึ่งจะนำไปสู่การใช้งาน AI ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้นในอนาคต
คำถามที่พบบ่อย
ลายน้ำจะทำให้ข้อความที่ Claude สร้างแย่ลงหรือไม่?
ไม่ ลายน้ำไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของผลลัพธ์จาก Claude และสำหรับผู้อ่าน การตอบกลับที่มีลายน้ำนั้นไม่สามารถแยกแยะได้จากข้อความที่ไม่มีลายน้ำ
หากฉันแก้ไขข้อความที่ Claude สร้าง ลายน้ำจะหายไปไหม?
การแก้ไขเล็กน้อยอาจไม่สามารถลบลายน้ำออกได้ทั้งหมด แต่หากเป็นการเขียนใหม่ทั้งหมด ลายน้ำก็จะหายไป
ระบบลายน้ำนี้เหมือนกับการตรวจจับ AI แบบเดิมๆ หรือไม่?
ไม่ ลายน้ำเป็นการตรวจสอบรูปแบบที่ฝังไว้โดยตรง ซึ่งแตกต่างจากการวิเคราะห์รูปแบบการเขียนเพื่อบ่งชี้ว่าสร้างโดย AI
มี AI แชทบอทอื่นที่ใช้ระบบลายน้ำด้วยหรือไม่?
มี ผู้พัฒนาโมเดล AI รายใหญ่อื่นๆ ก็ได้ลงนามในแนวปฏิบัติเดียวกันและจะนำระบบลายน้ำมาใช้เช่นกัน
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://techcrunch.com/2026/08/15/anthropic-shares-more-details-about-how-claudes-new-watermarks-will-work/เทคโนโลยีลายน้ำใน Claude: สิ่งที่ควรรู้เพื่อการใช้งาน AI ที่โปร่งใสการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการถกเถียงและข้อกังวลเกี่ยวกับที่มาของเนื้อหาที่สร้างขึ้นโดย AI มากขึ้น ล่าสุด Anthropic บริษัทผู้พัฒนา Claude แชทบอท AI ได้ประกาศนำระบบ "ลายน้ำ" (Watermarking) มาใช้กับข้อความที่สร้างโดย Claude เพื่อให้สามารถระบุได้ว่าเป็นเนื้อหาจาก AI ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติตามกฎหมาย EU AI Act ที่กำหนดให้บริษัท AI ต้องมีระบบที่ทำให้สามารถตรวจสอบที่มาของเนื้อหาที่สร้างโดย AI ได้ระบบลายน้ำทำงานอย่างไร? 🔍Anthropic ชี้แจงว่า ระบบลายน้ำนี้จะทำงานโดยการสร้างรูปแบบที่ "ตรวจไม่พบโดยผู้อ่าน แต่สามารถตรวจจับได้โดยผู้ที่มีกุญแจที่เข้ารหัสไว้" ยกตัวอย่างเช่น เมื่อ Claude ต้องเลือกระหว่างคำว่า "ครึ้ม" หรือ "เทา" เพื่ออธิบายสภาพอากาศ ระบบจะสร้างรูปแบบที่ซ่อนอยู่ในข้อความนั้นๆสิ่งที่สำคัญคือ Anthropic ยืนยันว่า "ลายน้ำไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของผลลัพธ์จาก Claude" และ "สำหรับผู้อ่าน การตอบกลับที่มีลายน้ำนั้นไม่สามารถแยกแยะได้จากข้อความที่ไม่มีลายน้ำ"เทคนิคเบื้องหลังลายน้ำ ⚙️Anthropic ระบุว่าจะใช้เทคนิคที่เรียกว่า SynthID-Text ซึ่งเป็นแนวทางที่ทีม Google DeepMind ได้นำเสนอไว้ในปี 2024 และมีแผนที่จะเปิดตัว API สำหรับการตรวจจับลายน้ำโดยเฉพาะสิ่งที่ควรทำความเข้าใจคือ ลายน้ำนี้แตกต่างจากการตรวจจับ AI แบบเดิมๆ ที่ใช้การวิเคราะห์รูปแบบการเขียน (เช่น โครงสร้างประโยคบางประเภท) เพื่อบ่งชี้ว่าเนื้อหานั้นสร้างโดย AI การตรวจสอบลายน้ำเป็นการตรวจสอบที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิงการแก้ไขข้อความมีผลต่อลายน้ำหรือไม่? ✍️คำถามที่หลายคนสงสัยคือ หากนำข้อความที่สร้างโดย Claude ไปแก้ไข จะสามารถลบลายน้ำออกได้หรือไม่?Anthropic อธิบายว่า:การแก้ไขเล็กน้อย (Light editing): อาจจะไม่สามารถลบลายน้ำออกได้ทั้งหมดการเขียนใหม่ทั้งหมด (Complete rewrite): หากมีการเปลี่ยนคำทุกคำ ลายน้ำก็จะหายไป ซึ่งในกรณีนี้ก็อาจจะกล่าวได้ว่าเนื้อหานั้นไม่ใช่เนื้อหาที่สร้างโดย AI อีกต่อไปการตรวจสอบหรือแก้ไขโดย Claude: หาก Claude เป็นผู้แก้ไขข้อความให้ จะขึ้นอยู่กับความยาวของข้อความและความหนักเบาของการแก้ไขนั้น หากเป็นการแก้ไขเพียงเล็กน้อย ข้อความส่วนใหญ่ยังคงเป็นของผู้เขียนดั้งเดิม ลายน้ำก็จะมีพื้นที่ให้เกาะติดน้อยมากลายน้ำกับโค้ด AI 💻สำหรับโค้ดที่สร้างโดย AI นั้น คาดว่าจะมีลายน้ำน้อยกว่าข้อความทั่วไป เนื่องจากโมเดล AI ต้องสร้างโค้ดที่ทำงานได้จริง และไม่มีอิสระในการเลือกคำหรือสำนวนที่หลากหลายเท่าข้อความทั่วไปอย่างไรก็ตาม ในส่วนที่ AI มีทางเลือกในการใช้คำหรือคำศัพท์ที่แตกต่างกันได้ ลายน้ำก็ยังสามารถนำมาใช้ได้ เช่น ในส่วนของ คอมเมนต์ (comments) ภายในโค้ด แต่โดยนิยามแล้ว จะมีผลกระทบต่อตัวโค้ดที่สร้างขึ้นน้อยมากอนาคตของการใช้งาน AI ที่โปร่งใส 🌐Anthropic ย้ำว่า Claude จะไม่ใช่ AI แชทบอทเพียงตัวเดียวที่จะมีระบบลายน้ำ เพราะผู้พัฒนาโมเดล AI รายใหญ่อื่นๆ ก็ได้ลงนามในแนวปฏิบัติเดียวกัน (Code of Practice) และจะนำระบบลายน้ำมาใช้เช่นกัน ซึ่งจะนำไปสู่การใช้งาน AI ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้นในอนาคตคำถามที่พบบ่อยลายน้ำจะทำให้ข้อความที่ Claude สร้างแย่ลงหรือไม่?ไม่ ลายน้ำไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของผลลัพธ์จาก Claude และสำหรับผู้อ่าน การตอบกลับที่มีลายน้ำนั้นไม่สามารถแยกแยะได้จากข้อความที่ไม่มีลายน้ำหากฉันแก้ไขข้อความที่ Claude สร้าง ลายน้ำจะหายไปไหม?การแก้ไขเล็กน้อยอาจไม่สามารถลบลายน้ำออกได้ทั้งหมด แต่หากเป็นการเขียนใหม่ทั้งหมด ลายน้ำก็จะหายไประบบลายน้ำนี้เหมือนกับการตรวจจับ AI แบบเดิมๆ หรือไม่?ไม่ ลายน้ำเป็นการตรวจสอบรูปแบบที่ฝังไว้โดยตรง ซึ่งแตกต่างจากการวิเคราะห์รูปแบบการเขียนเพื่อบ่งชี้ว่าสร้างโดย AIมี AI แชทบอทอื่นที่ใช้ระบบลายน้ำด้วยหรือไม่?มี ผู้พัฒนาโมเดล AI รายใหญ่อื่นๆ ก็ได้ลงนามในแนวปฏิบัติเดียวกันและจะนำระบบลายน้ำมาใช้เช่นกันhttps://techcrunch.com/2026/08/15/anthropic-shares-more-details-about-how-claudes-new-watermarks-will-work/
TECHCRUNCH.COMAnthropic shares more details about how Claude’s new watermarks will work | TechCrunchHow will the watermarking actually work? Can it be hidden with editing? And how does this affect code?4 Comments 0 Shares 1K Views 0 Reviews-
แล้วโค้ดที่สร้างออกมาจะเหลือน้อยลงไหมแล้วโค้ดที่สร้างออกมาจะเหลือน้อยลงไหม
-
React
- Reply
- 2026-08-16 10:44:41
-
-
น่าสนใจว่าวิธีนี้จะตรวจจับได้แม่นยำแค่ไหนน่าสนใจว่าวิธีนี้จะตรวจจับได้แม่นยำแค่ไหน
-
React
- Reply
- 2026-08-16 10:44:41
-
-
ถ้าเขียนใหม่ทั้งหมดก็เหมือนไม่ได้ใช้ AI แล้วสิถ้าเขียนใหม่ทั้งหมดก็เหมือนไม่ได้ใช้ AI แล้วสิ
-
React
- Reply
- 2026-08-16 10:44:41
-
-
การใส่วอเตอร์มาร์กแบบนี้ไม่น่าจะกระทบคุณภาพของข้อความที่ Claude สร้างขึ้นเลยการใส่วอเตอร์มาร์กแบบนี้ไม่น่าจะกระทบคุณภาพของข้อความที่ Claude สร้างขึ้นเลย
-
React
- Reply
- 2026-08-16 10:44:41
-
-
ข้อกล่าวหา: AI อย่าง Grok ถูกใช้สร้างภาพอนาจารจากภาพถ่ายวัยเด็ก
เหตุการณ์ที่ถูกเปิดเผยโดยหญิงสาวรายหนึ่ง ซึ่งระบุว่าตนเองเป็นเหยื่อของการใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการดัดแปลงภาพถ่ายวัยเด็กของเธอให้กลายเป็นภาพอนาจาร ก่อให้เกิดความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับความปลอดภัยและการนำ AI ไปใช้ในทางที่ผิด
รายละเอียดของเหตุการณ์
หญิงสาวนิรนามที่ใช้ชื่อว่า Jane Doe 4 ได้เข้าร่วมในการฟ้องร้องที่ดำเนินการโดยวัยรุ่นชาวเทนเนสซี 3 คน ต่อบริษัท xAI ของ Elon Musk โดยกล่าวหาว่า AI แชทบอท Grok มีส่วนเกี่ยวข้องในการสร้างสื่อลามกอนาจารเด็ก
ตามรายงานจาก The Washington Post หญิงสาวผู้นี้อ้างว่าพ่อเลี้ยงของเธอได้ใช้ Grok ในการดัดแปลงภาพถ่ายที่ถ่ายเมื่อเธออายุ 11 ปี เพื่อสร้างภาพอนาจารกว่า 7,000 ภาพ นอกจากนี้ เธอยังกล่าวว่าพ่อเลี้ยงของเธอเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย 2 วันหลังจากที่เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายได้เข้าตรวจค้นและพบภาพเหล่านั้น
ความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของ AI
“การเข้าถึงเครื่องมือเหล่านี้อย่างไม่จำกัดกำลังแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว” หญิงสาวกล่าว “มันกำลังพรากชีวิตประจำวันและเปลี่ยนให้กลายเป็นการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก”
การฟ้องร้องนี้กล่าวหาว่า xAI (ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ SpaceX) ล้มเหลวในการใช้มาตรการป้องกันขั้นพื้นฐาน เพื่อยับยั้งการใช้ Grok ในการสร้างภาพอนาจารของบุคคลจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและเยาวชน ก่อนหน้านี้ X (เดิมคือ Twitter) เคยเต็มไปด้วยภาพอนาจารที่สร้างโดย Grok จำนวนนับล้านภาพเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผู้ฟ้องร้องกำลังเรียกร้องให้คดีนี้เป็นคดีแบบกลุ่ม (class action)
TechCrunch ได้พยายามติดต่อ xAI เพื่อขอความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว
แหล่งข้อมูลช่วยเหลือ
หากคุณกำลังประสบปัญหาวิกฤตหรือมีความคิดเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย โปรดโทรหรือส่งข้อความไปที่ 988 เพื่อติดต่อ 988 Suicide and Crisis Lifeline.
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://techcrunch.com/2026/08/15/woman-claims-her-stepfather-used-grok-to-transform-childhood-photo-into-explicit-imagery/ข้อกล่าวหา: AI อย่าง Grok ถูกใช้สร้างภาพอนาจารจากภาพถ่ายวัยเด็กเหตุการณ์ที่ถูกเปิดเผยโดยหญิงสาวรายหนึ่ง ซึ่งระบุว่าตนเองเป็นเหยื่อของการใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการดัดแปลงภาพถ่ายวัยเด็กของเธอให้กลายเป็นภาพอนาจาร ก่อให้เกิดความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับความปลอดภัยและการนำ AI ไปใช้ในทางที่ผิดรายละเอียดของเหตุการณ์หญิงสาวนิรนามที่ใช้ชื่อว่า Jane Doe 4 ได้เข้าร่วมในการฟ้องร้องที่ดำเนินการโดยวัยรุ่นชาวเทนเนสซี 3 คน ต่อบริษัท xAI ของ Elon Musk โดยกล่าวหาว่า AI แชทบอท Grok มีส่วนเกี่ยวข้องในการสร้างสื่อลามกอนาจารเด็กตามรายงานจาก The Washington Post หญิงสาวผู้นี้อ้างว่าพ่อเลี้ยงของเธอได้ใช้ Grok ในการดัดแปลงภาพถ่ายที่ถ่ายเมื่อเธออายุ 11 ปี เพื่อสร้างภาพอนาจารกว่า 7,000 ภาพ นอกจากนี้ เธอยังกล่าวว่าพ่อเลี้ยงของเธอเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย 2 วันหลังจากที่เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายได้เข้าตรวจค้นและพบภาพเหล่านั้นความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของ AI“การเข้าถึงเครื่องมือเหล่านี้อย่างไม่จำกัดกำลังแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว” หญิงสาวกล่าว “มันกำลังพรากชีวิตประจำวันและเปลี่ยนให้กลายเป็นการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก”การฟ้องร้องนี้กล่าวหาว่า xAI (ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ SpaceX) ล้มเหลวในการใช้มาตรการป้องกันขั้นพื้นฐาน เพื่อยับยั้งการใช้ Grok ในการสร้างภาพอนาจารของบุคคลจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและเยาวชน ก่อนหน้านี้ X (เดิมคือ Twitter) เคยเต็มไปด้วยภาพอนาจารที่สร้างโดย Grok จำนวนนับล้านภาพเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผู้ฟ้องร้องกำลังเรียกร้องให้คดีนี้เป็นคดีแบบกลุ่ม (class action)TechCrunch ได้พยายามติดต่อ xAI เพื่อขอความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วแหล่งข้อมูลช่วยเหลือหากคุณกำลังประสบปัญหาวิกฤตหรือมีความคิดเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย โปรดโทรหรือส่งข้อความไปที่ 988 เพื่อติดต่อ 988 Suicide and Crisis Lifeline.https://techcrunch.com/2026/08/15/woman-claims-her-stepfather-used-grok-to-transform-childhood-photo-into-explicit-imagery/
TECHCRUNCH.COMWoman claims her stepfather used Grok to transform childhood photo into explicit imagery | TechCrunchThe woman claimed that AI tools are "taking everyday life and turning it into child sexual abuse."2 Comments 0 Shares 1K Views 0 Reviews-
การนำเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่ผิดเป็นปัญหาใหญ่จริงๆการนำเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่ผิดเป็นปัญหาใหญ่จริงๆ
-
React
- Reply
- 2026-08-16 02:47:21
-
-
AI สร้างภาพอนาจารจากรูปเด็กเป็นเรื่องน่ากังวลมากAI สร้างภาพอนาจารจากรูปเด็กเป็นเรื่องน่ากังวลมาก
-
React
- Reply
- 2026-08-16 02:47:21
-
-