• Foundation Model Stack: เครื่องมือครบวงจรสำหรับพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ด้วย PyTorch

    การพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Foundation Models) หรือ LLMs ในปัจจุบันมีความซับซ้อนและต้องการเครื่องมือที่หลากหลาย ตั้งแต่การพัฒนา การฝึกฝน การปรับแต่ง ไปจนถึงการนำไปใช้งานจริง (Inference) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้ Foundation Model Stack (FMS) ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นชุดเครื่องมือที่รวบรวมส่วนประกอบที่จำเป็นสำหรับการทำงานกับ Foundation Models โดยเฉพาะ โดยใช้ PyTorch เป็นแกนหลัก

    Foundation Model Stack คืออะไร?

    Foundation Model Stack คือชุดส่วนประกอบที่ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกในการพัฒนา, ฝึกฝน, ปรับแต่ง, และนำ Foundation Models ไปใช้งานจริง โดยใช้ความสามารถของ PyTorch เป็นหัวใจหลัก FMS มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในการ Inference ด้วยเทคโนโลยีอย่าง PyTorch Compile, Accelerated Transformers, และ Tensor Parallelism รวมถึงการรองรับ FSDP (Fully Sharded Data Parallel) และ Accelerated Transformers ในระหว่างการฝึกฝน

    เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากการปรับปรุงประสิทธิภาพเหล่านี้ FMS จึงมีการนำสถาปัตยกรรมโมเดลยอดนิยมหลายตัวมาสร้างใหม่ด้วย PyTorch Native components โดยเริ่มต้นจากโมเดล Llama และ GPT-BigCode

    ทำไมต้องใช้ Foundation Model Stack?

    FMS ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพในขั้นตอนต่างๆ ของการทำงานกับ Foundation Models ดังนี้:

    🚀 เพิ่มประสิทธิภาพการ Inference

    • PyTorch Compile: ช่วยคอมไพล์โค้ด PyTorch ให้เป็น Kernel ที่มีการปรับปรุงประสิทธิภาพสูงสุด ลด Overhead และเพิ่มความเร็วในการประมวลผล
    • Accelerated Transformers: ใช้ประโยชน์จาก Scaled Dot-Product Attention (SDPA) เพื่อเร่งความเร็วในการคำนวณ Attention Mechanism โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของโมเดล Transformer ซึ่งช่วยลดการใช้หน่วยความจำลงได้
    • Tensor Parallelism: จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการทำงานกับโมเดลขนาดใหญ่ที่ต้องกระจายการคำนวณไปยัง GPU หลายตัว เพื่อให้สามารถประมวลผลได้ทัน

    🛠️ สนับสนุนการฝึกฝนและปรับแต่ง

    • FSDP Support: รองรับ Fully Sharded Data Parallel ซึ่งเป็นเทคนิคสำคัญในการฝึกฝนโมเดลขนาดใหญ่ให้มีประสิทธิภาพ
    • Accelerated Transformers: ช่วยเร่งการคำนวณในระหว่างการฝึกฝนเช่นกัน
    • PyTorch Compile: สามารถนำมาใช้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในขั้นตอนการฝึกฝนได้

    💡 การนำไปใช้งานจริง

    FMS ได้รับการออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด แนะนำให้ใช้งานบน:

    • Python 3.11: เพื่อลด Overhead ของ CPU
    • CUDA 12.1: เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการประมวลผลบน GPU

    และต้องการ PyTorch เวอร์ชันตั้งแต่ 2.1 ขึ้นไป

    📈 การวัดผลและเปรียบเทียบประสิทธิภาพ

    FMS มีการวัดผล Latency ในการ Inference โดยใช้ Prompt 1024 Token และสร้างข้อความอีก 256 Token บน AWS P4de instance nodes ที่มี GPU A100 จำนวน 8 ตัว (80GB ต่อตัว) ผลลัพธ์จะแสดงเป็น Median Latency เพื่อให้เห็นภาพประสิทธิภาพที่ชัดเจน

    โครงสร้างและการทำงานภายใน Repository

    Repository ของ Foundation Model Stack ถูกจัดระเบียบเพื่อให้ง่ายต่อการพัฒนาและใช้งาน:

    • fms/models/: พื้นที่สำหรับสถาปัตยกรรมโมเดลที่เขียนด้วย PyTorch แบบ Native โดยตรง ไม่ต้องพึ่งพา Interface เฉพาะทางใดๆ นอกเหนือจาก nn.Module โมเดลแต่ละตัวจะถูกลงทะเบียนกับ fms.models.registermodel() ทำให้สามารถเรียกใช้งานได้ง่ายผ่าน fms.models.getmodel() นอกจากนี้ยังรองรับการลงทะเบียนแหล่งข้อมูลและรูปแบบของข้อมูลที่จะใช้ในการโหลด (เช่น Checkpoints จาก Meta, Hugging Face, หรือที่ฝึกฝนจาก Repository นี้)
    • fms/models/hf/: ส่วนที่ทำหน้าที่เป็น Adapter เพื่อเชื่อมต่อสถาปัตยกรรมโมเดล Native ของ FMS เข้ากับ Interface ที่เข้ากันได้กับ Hugging Face
    • fms/datasets/: โค้ดสำหรับการโหลดข้อมูลที่ใช้ในการ Pre-training และ Fine-tuning
    • fms/modules/: ส่วนประกอบที่ขยายความสามารถของ nn.Module ที่ใช้ในสถาปัตยกรรมโมเดลของ FMS โดยแต่ละ Module จะมีส่วนที่รองรับ Tensor Parallelism (TPModule) เพื่อให้สามารถ Shard โมเดลด้วยกลยุทธ์ Tensor Parallel ได้
    • fms/training/: โค้ดสำหรับการ Pre-training และ Fine-tuning โมเดล
    • fms/utils/: เครื่องมือและฟังก์ชัน Utility ต่างๆ ที่มีประโยชน์ในการทำงานกับ LLMs เช่น ฟังก์ชัน generate(), การจัดการ Checkpoint, และโค้ดสำหรับการ Tokenization
    • scripts/: สคริปต์ต่างๆ สำหรับการ Inference, การวัดประสิทธิภาพ (Benchmarking), และการประเมินผล (Evaluation) รวมถึงเป็นจุดเข้าใช้งานสำหรับการ Tuning/Training

    ส่วนขยายและการใช้งานจริง

    Foundation Model Stack ถูกนำไปใช้งานจริงในหลายโปรเจกต์ของ IBM เช่น:

    • fms-fsdp: แชร์โค้ดการฝึกฝนที่ใช้ในการ Pre-train โมเดล Llama ด้วย FMS บนข้อมูลภายในของ IBM
    • fms-extras: แชร์โค้ดสำหรับโมเดล FMS เพิ่มเติมที่ฝึกฝนโดย IBM และอาจเป็นแหล่งรวมงานวิจัยหรือการพัฒนาอื่นๆ ที่มีเป้าหมายเพื่อส่งกลับไปยัง FMS ในอนาคต
    • TGIS (Text Generation Inference Server): Server สำหรับ Inference ที่รองรับการให้บริการโมเดล FMS

    ข้อควรพิจารณา

    • PyTorch Compile Issues: ปัจจุบันมี Issue ที่เกี่ยวข้องกับ torch.compile ที่อาจส่งผลกระทบต่อการฝึกฝน/Fine-tuning (เช่น pytorch/pytorch#107824)
    • Inference Stability: มีการติดตาม Issue ที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงความเสถียรและปริมาณการใช้หน่วยความจำในการ Inference

    สรุป

    Foundation Model Stack (FMS) เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและครบวงจรสำหรับนักพัฒนาที่ต้องการทำงานกับ Foundation Models โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ใช้ PyTorch เป็นหลัก ด้วยการมุ่งเน้นที่การเพิ่มประสิทธิภาพทั้งในขั้นตอนการ Inference และการฝึกฝน ทำให้ FMS เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับการสร้างและปรับใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ให้ประสบความสำเร็จ

    #FoundationModelStack #LLM #PyTorch #AI #MachineLearning

    ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
    https://github.com/foundation-model-stack/foundation-model-stack

    Foundation Model Stack: เครื่องมือครบวงจรสำหรับพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ด้วย PyTorchการพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Foundation Models) หรือ LLMs ในปัจจุบันมีความซับซ้อนและต้องการเครื่องมือที่หลากหลาย ตั้งแต่การพัฒนา การฝึกฝน การปรับแต่ง ไปจนถึงการนำไปใช้งานจริง (Inference) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้ Foundation Model Stack (FMS) ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นชุดเครื่องมือที่รวบรวมส่วนประกอบที่จำเป็นสำหรับการทำงานกับ Foundation Models โดยเฉพาะ โดยใช้ PyTorch เป็นแกนหลักFoundation Model Stack คืออะไร?Foundation Model Stack คือชุดส่วนประกอบที่ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกในการพัฒนา, ฝึกฝน, ปรับแต่ง, และนำ Foundation Models ไปใช้งานจริง โดยใช้ความสามารถของ PyTorch เป็นหัวใจหลัก FMS มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในการ Inference ด้วยเทคโนโลยีอย่าง PyTorch Compile, Accelerated Transformers, และ Tensor Parallelism รวมถึงการรองรับ FSDP (Fully Sharded Data Parallel) และ Accelerated Transformers ในระหว่างการฝึกฝนเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากการปรับปรุงประสิทธิภาพเหล่านี้ FMS จึงมีการนำสถาปัตยกรรมโมเดลยอดนิยมหลายตัวมาสร้างใหม่ด้วย PyTorch Native components โดยเริ่มต้นจากโมเดล Llama และ GPT-BigCodeทำไมต้องใช้ Foundation Model Stack?FMS ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพในขั้นตอนต่างๆ ของการทำงานกับ Foundation Models ดังนี้:🚀 เพิ่มประสิทธิภาพการ InferencePyTorch Compile: ช่วยคอมไพล์โค้ด PyTorch ให้เป็น Kernel ที่มีการปรับปรุงประสิทธิภาพสูงสุด ลด Overhead และเพิ่มความเร็วในการประมวลผลAccelerated Transformers: ใช้ประโยชน์จาก Scaled Dot-Product Attention (SDPA) เพื่อเร่งความเร็วในการคำนวณ Attention Mechanism โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของโมเดล Transformer ซึ่งช่วยลดการใช้หน่วยความจำลงได้Tensor Parallelism: จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการทำงานกับโมเดลขนาดใหญ่ที่ต้องกระจายการคำนวณไปยัง GPU หลายตัว เพื่อให้สามารถประมวลผลได้ทัน🛠️ สนับสนุนการฝึกฝนและปรับแต่งFSDP Support: รองรับ Fully Sharded Data Parallel ซึ่งเป็นเทคนิคสำคัญในการฝึกฝนโมเดลขนาดใหญ่ให้มีประสิทธิภาพAccelerated Transformers: ช่วยเร่งการคำนวณในระหว่างการฝึกฝนเช่นกันPyTorch Compile: สามารถนำมาใช้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในขั้นตอนการฝึกฝนได้💡 การนำไปใช้งานจริงFMS ได้รับการออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด แนะนำให้ใช้งานบน:Python 3.11: เพื่อลด Overhead ของ CPUCUDA 12.1: เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการประมวลผลบน GPUและต้องการ PyTorch เวอร์ชันตั้งแต่ 2.1 ขึ้นไป📈 การวัดผลและเปรียบเทียบประสิทธิภาพFMS มีการวัดผล Latency ในการ Inference โดยใช้ Prompt 1024 Token และสร้างข้อความอีก 256 Token บน AWS P4de instance nodes ที่มี GPU A100 จำนวน 8 ตัว (80GB ต่อตัว) ผลลัพธ์จะแสดงเป็น Median Latency เพื่อให้เห็นภาพประสิทธิภาพที่ชัดเจนโครงสร้างและการทำงานภายใน RepositoryRepository ของ Foundation Model Stack ถูกจัดระเบียบเพื่อให้ง่ายต่อการพัฒนาและใช้งาน:fms/models/: พื้นที่สำหรับสถาปัตยกรรมโมเดลที่เขียนด้วย PyTorch แบบ Native โดยตรง ไม่ต้องพึ่งพา Interface เฉพาะทางใดๆ นอกเหนือจาก nn.Module โมเดลแต่ละตัวจะถูกลงทะเบียนกับ fms.models.registermodel() ทำให้สามารถเรียกใช้งานได้ง่ายผ่าน fms.models.getmodel() นอกจากนี้ยังรองรับการลงทะเบียนแหล่งข้อมูลและรูปแบบของข้อมูลที่จะใช้ในการโหลด (เช่น Checkpoints จาก Meta, Hugging Face, หรือที่ฝึกฝนจาก Repository นี้)fms/models/hf/: ส่วนที่ทำหน้าที่เป็น Adapter เพื่อเชื่อมต่อสถาปัตยกรรมโมเดล Native ของ FMS เข้ากับ Interface ที่เข้ากันได้กับ Hugging Facefms/datasets/: โค้ดสำหรับการโหลดข้อมูลที่ใช้ในการ Pre-training และ Fine-tuningfms/modules/: ส่วนประกอบที่ขยายความสามารถของ nn.Module ที่ใช้ในสถาปัตยกรรมโมเดลของ FMS โดยแต่ละ Module จะมีส่วนที่รองรับ Tensor Parallelism (TPModule) เพื่อให้สามารถ Shard โมเดลด้วยกลยุทธ์ Tensor Parallel ได้fms/training/: โค้ดสำหรับการ Pre-training และ Fine-tuning โมเดลfms/utils/: เครื่องมือและฟังก์ชัน Utility ต่างๆ ที่มีประโยชน์ในการทำงานกับ LLMs เช่น ฟังก์ชัน generate(), การจัดการ Checkpoint, และโค้ดสำหรับการ Tokenizationscripts/: สคริปต์ต่างๆ สำหรับการ Inference, การวัดประสิทธิภาพ (Benchmarking), และการประเมินผล (Evaluation) รวมถึงเป็นจุดเข้าใช้งานสำหรับการ Tuning/Trainingส่วนขยายและการใช้งานจริงFoundation Model Stack ถูกนำไปใช้งานจริงในหลายโปรเจกต์ของ IBM เช่น:fms-fsdp: แชร์โค้ดการฝึกฝนที่ใช้ในการ Pre-train โมเดล Llama ด้วย FMS บนข้อมูลภายในของ IBMfms-extras: แชร์โค้ดสำหรับโมเดล FMS เพิ่มเติมที่ฝึกฝนโดย IBM และอาจเป็นแหล่งรวมงานวิจัยหรือการพัฒนาอื่นๆ ที่มีเป้าหมายเพื่อส่งกลับไปยัง FMS ในอนาคตTGIS (Text Generation Inference Server): Server สำหรับ Inference ที่รองรับการให้บริการโมเดล FMSข้อควรพิจารณาPyTorch Compile Issues: ปัจจุบันมี Issue ที่เกี่ยวข้องกับ torch.compile ที่อาจส่งผลกระทบต่อการฝึกฝน/Fine-tuning (เช่น pytorch/pytorch#107824)Inference Stability: มีการติดตาม Issue ที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงความเสถียรและปริมาณการใช้หน่วยความจำในการ InferenceสรุปFoundation Model Stack (FMS) เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและครบวงจรสำหรับนักพัฒนาที่ต้องการทำงานกับ Foundation Models โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ใช้ PyTorch เป็นหลัก ด้วยการมุ่งเน้นที่การเพิ่มประสิทธิภาพทั้งในขั้นตอนการ Inference และการฝึกฝน ทำให้ FMS เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับการสร้างและปรับใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ให้ประสบความสำเร็จ#FoundationModelStack #LLM #PyTorch #AI #MachineLearninghttps://github.com/foundation-model-stack/foundation-model-stack
    Shared content
    GITHUB.COM
    GitHub - foundation-model-stack/foundation-model-stack: 🚀 Collection of components for development, training, tuning, and inference of foundation models leveraging PyTorch native components.
    🚀 Collection of components for development, training, tuning, and inference of foundation models leveraging PyTorch native components. - foundation-model-stack/foundation-model-stack
    3 Комментарии 0 Поделились 1Кб Просмотры 0 предпросмотр
  • เทคโนโลยีแห่งอนาคต: ผลกระทบที่จะเปลี่ยนโลกอย่างมหาศาล 🚀

    เคยสงสัยไหมว่าเทคโนโลยีที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ จะนำพาเราไปสู่อนาคตแบบไหน? หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีมักมาพร้อมกับผลกระทบที่ยิ่งใหญ่เสมอ แต่สำหรับเทคโนโลยีบางอย่างในปัจจุบัน ผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้น อาจยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราเคยจินตนาการไว้ จนอาจกล่าวได้ว่ามีพลังมากกว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอดีตเสียอีก

    ความเร็วของการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยมีมาก่อน ⚡

    สิ่งที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันแตกต่างออกไป คือ "ความเร็ว" ที่เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ เทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นและพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว การเข้าถึงข้อมูลและการเรียนรู้ก็ทำได้ง่ายขึ้น ทำให้การนำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้และสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นได้ในเวลาอันสั้น

    ลองนึกภาพย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เช่น การปฏิวัติอุตสาหกรรม หรือการเข้ามาของคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนไปอย่างสิ้นเชิง แต่หากเรามองจากมุมมองในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจมีสัดส่วนและผลกระทบที่มากกว่านั้นหลายเท่าตัว

    ผลกระทบที่คาดไม่ถึงกำลังจะมาถึง 🌍

    เทคโนโลยีที่กำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ด้านใดด้านหนึ่ง แต่กำลังส่งผลกระทบไปทั่วทุกมิติของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น:

    • เศรษฐกิจ: การเข้ามาของระบบอัตโนมัติ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีใหม่ๆ จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน การผลิต และการบริโภค สร้างโอกาสใหม่ๆ แต่ก็อาจทำให้บางอาชีพมีความเสี่ยง
    • สังคม: การสื่อสาร การเข้าถึงข้อมูล และการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนจะเปลี่ยนไป รูปแบบการใช้ชีวิต การศึกษา และการเข้าถึงบริการต่างๆ จะมีความสะดวกสบายและรวดเร็วขึ้น
    • สิ่งแวดล้อม: เทคโนโลยีสามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น พลังงานสะอาด การจัดการทรัพยากร หรือการเกษตรที่ยั่งยืน
    • การแพทย์: การวินิจฉัยโรค การรักษา และการพัฒนายา จะมีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อายุขัยของมนุษย์อาจยืนยาวขึ้น

    เตรียมพร้อมรับมือกับอนาคต 💡

    แม้ว่าผลกระทบของเทคโนโลยีอาจฟังดูน่ากังวลสำหรับบางคน แต่การทำความเข้าใจและเตรียมพร้อมเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนี้

    1. การเรียนรู้ตลอดชีวิต: หมั่นอัปเดตความรู้และทักษะใหม่ๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะทักษะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและนวัตกรรม
    2. การปรับตัว: เปิดใจรับการเปลี่ยนแปลง และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานหรือการใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีใหม่ๆ
    3. การตั้งคำถาม: ทำความเข้าใจว่าเทคโนโลยีทำงานอย่างไร มีข้อดีข้อเสียอย่างไร และจะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร

    อนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอันทรงพลังได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว การทำความเข้าใจและเตรียมความพร้อมในวันนี้ คือการสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับวันพรุ่งนี้

    #เทคโนโลยี #อนาคต #นวัตกรรม #การเปลี่ยนแปลง #AI

    ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
    https://www.facebook.com/share/18wD5oe9PQ/

    เทคโนโลยีแห่งอนาคต: ผลกระทบที่จะเปลี่ยนโลกอย่างมหาศาล 🚀เคยสงสัยไหมว่าเทคโนโลยีที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ จะนำพาเราไปสู่อนาคตแบบไหน? หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีมักมาพร้อมกับผลกระทบที่ยิ่งใหญ่เสมอ แต่สำหรับเทคโนโลยีบางอย่างในปัจจุบัน ผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้น อาจยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราเคยจินตนาการไว้ จนอาจกล่าวได้ว่ามีพลังมากกว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอดีตเสียอีกความเร็วของการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยมีมาก่อน ⚡สิ่งที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันแตกต่างออกไป คือ "ความเร็ว" ที่เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ เทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นและพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว การเข้าถึงข้อมูลและการเรียนรู้ก็ทำได้ง่ายขึ้น ทำให้การนำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้และสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นได้ในเวลาอันสั้นลองนึกภาพย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เช่น การปฏิวัติอุตสาหกรรม หรือการเข้ามาของคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนไปอย่างสิ้นเชิง แต่หากเรามองจากมุมมองในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจมีสัดส่วนและผลกระทบที่มากกว่านั้นหลายเท่าตัวผลกระทบที่คาดไม่ถึงกำลังจะมาถึง 🌍เทคโนโลยีที่กำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ด้านใดด้านหนึ่ง แต่กำลังส่งผลกระทบไปทั่วทุกมิติของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น:เศรษฐกิจ: การเข้ามาของระบบอัตโนมัติ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีใหม่ๆ จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน การผลิต และการบริโภค สร้างโอกาสใหม่ๆ แต่ก็อาจทำให้บางอาชีพมีความเสี่ยงสังคม: การสื่อสาร การเข้าถึงข้อมูล และการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนจะเปลี่ยนไป รูปแบบการใช้ชีวิต การศึกษา และการเข้าถึงบริการต่างๆ จะมีความสะดวกสบายและรวดเร็วขึ้นสิ่งแวดล้อม: เทคโนโลยีสามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น พลังงานสะอาด การจัดการทรัพยากร หรือการเกษตรที่ยั่งยืนการแพทย์: การวินิจฉัยโรค การรักษา และการพัฒนายา จะมีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อายุขัยของมนุษย์อาจยืนยาวขึ้นเตรียมพร้อมรับมือกับอนาคต 💡แม้ว่าผลกระทบของเทคโนโลยีอาจฟังดูน่ากังวลสำหรับบางคน แต่การทำความเข้าใจและเตรียมพร้อมเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนี้การเรียนรู้ตลอดชีวิต: หมั่นอัปเดตความรู้และทักษะใหม่ๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะทักษะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมการปรับตัว: เปิดใจรับการเปลี่ยนแปลง และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานหรือการใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีใหม่ๆการตั้งคำถาม: ทำความเข้าใจว่าเทคโนโลยีทำงานอย่างไร มีข้อดีข้อเสียอย่างไร และจะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไรอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอันทรงพลังได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว การทำความเข้าใจและเตรียมความพร้อมในวันนี้ คือการสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับวันพรุ่งนี้#เทคโนโลยี #อนาคต #นวัตกรรม #การเปลี่ยนแปลง #AIhttps://www.facebook.com/share/18wD5oe9PQ/
    Shared content
    WWW.FACEBOOK.COM
    "ผลกระทบของเทคโนโลยีนี้จะยิ่งใหญ่อย... - Piyalitt Ittichaiwong
    "ผลกระทบของเทคโนโลยีนี้จะยิ่งใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อาจมากกว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมถึงสิบเท่า ด้วยความเร็วที่มากกว่าสิบเท่า และเมื่อมองย้อนกลับมายังช่วงเวลานี้ในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า...
    4 Комментарии 0 Поделились 800 Просмотры 0 предпросмотр
  • Flowise: สร้าง AI Agent แบบเห็นภาพได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง

    รู้จักกับ Flowise เครื่องมือสร้าง AI Agent อัตโนมัติ

    Flowise คือเครื่องมือโอเพนซอร์สที่ช่วยให้คุณสร้าง AI Agent ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว ผ่านการออกแบบหน้าตาแบบ Visual ที่ทำให้คุณสามารถเชื่อมต่อส่วนประกอบต่างๆ ของ AI เข้าด้วยกันได้โดยไม่ต้องเขียนโค้ดที่ซับซ้อน เหมาะสำหรับนักพัฒนาที่ต้องการสร้างแอปพลิเคชันที่ขับเคลื่อนด้วย AI หรือแม้แต่ผู้ที่สนใจอยากลองสร้าง AI Agent ของตัวเอง

    ทำไม Flowise ถึงน่าสนใจ?

    • สร้างง่ายด้วยภาพ (Visual Interface): จุดเด่นที่สุดของ Flowise คือการออกแบบที่เน้นการมองเห็น คุณสามารถลากและวาง "Nodes" หรือส่วนประกอบต่างๆ เช่น โมเดลภาษา, เครื่องมือประมวลผลข้อมูล, หรือ API ภายนอก แล้วเชื่อมต่อกันเพื่อสร้าง Workflow ของ AI Agent ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
    • ปรับแต่งได้สูง: แม้จะเน้นการใช้งานแบบ Visual แต่ Flowise ก็ยังเปิดโอกาสให้คุณปรับแต่งการทำงานได้อย่างละเอียด รองรับการเชื่อมต่อกับโมเดล AI และเครื่องมือภายนอกหลากหลาย
    • โอเพนซอร์สและชุมชนที่แข็งแกร่ง: Flowise เป็นโครงการโอเพนซอร์สที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีชุมชนนักพัฒนาที่คอยช่วยเหลือและแบ่งปันความรู้ ทำให้คุณสามารถหาคำตอบหรือแนวทางการใช้งานได้ง่าย
    • ติดตั้งและใช้งานได้หลากหลาย: คุณสามารถติดตั้ง Flowise ได้ทั้งบนเครื่องของคุณเอง หรือใช้ Docker เพื่อความสะดวกในการจัดการ

    เริ่มต้นใช้งาน Flowise เบื้องต้น

    การเริ่มต้นใช้งาน Flowise นั้นไม่ยาก เพียงทำตามขั้นตอนเหล่านี้:

    1. ติดตั้ง NodeJS

    ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณได้ติดตั้ง NodeJS เวอร์ชัน 20.0.0 ขึ้นไปบนเครื่องของคุณแล้ว

    2. ติดตั้ง Flowise

    คุณสามารถติดตั้ง Flowise ผ่าน npm ได้โดยใช้คำสั่ง:

    npm install -g flowise

    3. เริ่มต้น Flowise

    เมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว ให้พิมพ์คำสั่งเพื่อเริ่มใช้งาน Flowise:

    npx flowise start

    จากนั้นเปิดเว็บเบราว์เซอร์ไปที่ http://localhost:3000 คุณก็จะพบกับหน้าตาของ Flowise พร้อมใช้งาน

    การติดตั้งด้วย Docker (สำหรับผู้ใช้ขั้นสูง)

    หากคุณคุ้นเคยกับการใช้งาน Docker การติดตั้ง Flowise ด้วย Docker ก็เป็นอีกทางเลือกที่สะดวก:

    1. Clone Repository: ดาวน์โหลด Source Code ของ Flowise จาก GitHub:
        git clone ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
    https://github.com/FlowiseAI/Flowise.git
    cd Flowise
    1. ตั้งค่า Environment: คัดลอกไฟล์ .env.example ในโฟลเดอร์ docker ไปวางในตำแหน่งเดียวกันและเปลี่ยนชื่อเป็น .env
    2. รัน Docker Compose: ใช้คำสั่งเพื่อเริ่มการทำงานของ Container:
        docker compose up -d

    หากต้องการหยุดการทำงานใช้:

        docker compose stop

    การพัฒนา Flowise ด้วยตัวเอง

    สำหรับนักพัฒนาที่ต้องการปรับแต่งหรือพัฒนา Flowise ต่อ สามารถทำได้ดังนี้:

    1. ติดตั้ง PNPM: Flowise ใช้ PNPM ในการจัดการ Dependencies:
        npm i -g pnpm
    1. Clone Repository และติดตั้ง Dependencies:
        git clone ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
    https://github.com/FlowiseAI/Flowise.git
    cd Flowise
    pnpm install
    1. Build โปรเจกต์:
        pnpm build
    • คำแนะนำ: หากพบข้อผิดพลาด "JavaScript heap out of memory" ขณะ Build ให้ลองเพิ่มขนาด Heap Size ของ Node.js ก่อนรันคำสั่ง Build ใหม่:
    • macOS / Linux / Git Bash: export NODE_OPTIONS="--max-old-space-size=4096"
    • Windows PowerShell: $env:NODE_OPTIONS="--max-old-space-size=4096"
    • Windows CMD: set NODE_OPTIONS=--max-old-space-size=4096
    1. เริ่มแอปพลิเคชัน:
        pnpm start

    คุณจะสามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันได้ที่ http://localhost:3000

    การตั้งค่า Environment Variables

    คุณสามารถปรับแต่งการทำงานของ Flowise ได้โดยการตั้งค่า Environment Variables ในไฟล์ .env ที่อยู่ในโฟลเดอร์ packages/server (สำหรับ Backend) หรือ packages/ui (สำหรับ Frontend)

    การ Deploy Flowise

    Flowise รองรับการ Deploy บน Infrastructure ที่หลากหลาย เช่น Railway, Render, HuggingFace Spaces และอื่นๆ อีกมากมาย

    สรุป

    Flowise เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังและใช้งานง่ายสำหรับการสร้าง AI Agent โดยไม่ต้องมีความรู้ด้านการเขียนโค้ดเชิงลึก เหมาะสำหรับทุกคนที่ต้องการสำรวจโลกของ AI Agent และสร้างสรรค์แอปพลิเคชันที่ขับเคลื่อนด้วย AI ด้วยตัวเอง

    #Flowise #AI #AIagent #OpenSource #LowCode

    ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
    https://github.com/flowiseai/flowise

    Flowise: สร้าง AI Agent แบบเห็นภาพได้ง่ายๆ ด้วยตัวเองรู้จักกับ Flowise เครื่องมือสร้าง AI Agent อัตโนมัติFlowise คือเครื่องมือโอเพนซอร์สที่ช่วยให้คุณสร้าง AI Agent ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว ผ่านการออกแบบหน้าตาแบบ Visual ที่ทำให้คุณสามารถเชื่อมต่อส่วนประกอบต่างๆ ของ AI เข้าด้วยกันได้โดยไม่ต้องเขียนโค้ดที่ซับซ้อน เหมาะสำหรับนักพัฒนาที่ต้องการสร้างแอปพลิเคชันที่ขับเคลื่อนด้วย AI หรือแม้แต่ผู้ที่สนใจอยากลองสร้าง AI Agent ของตัวเองทำไม Flowise ถึงน่าสนใจ?สร้างง่ายด้วยภาพ (Visual Interface): จุดเด่นที่สุดของ Flowise คือการออกแบบที่เน้นการมองเห็น คุณสามารถลากและวาง "Nodes" หรือส่วนประกอบต่างๆ เช่น โมเดลภาษา, เครื่องมือประมวลผลข้อมูล, หรือ API ภายนอก แล้วเชื่อมต่อกันเพื่อสร้าง Workflow ของ AI Agent ได้อย่างเป็นธรรมชาติปรับแต่งได้สูง: แม้จะเน้นการใช้งานแบบ Visual แต่ Flowise ก็ยังเปิดโอกาสให้คุณปรับแต่งการทำงานได้อย่างละเอียด รองรับการเชื่อมต่อกับโมเดล AI และเครื่องมือภายนอกหลากหลายโอเพนซอร์สและชุมชนที่แข็งแกร่ง: Flowise เป็นโครงการโอเพนซอร์สที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีชุมชนนักพัฒนาที่คอยช่วยเหลือและแบ่งปันความรู้ ทำให้คุณสามารถหาคำตอบหรือแนวทางการใช้งานได้ง่ายติดตั้งและใช้งานได้หลากหลาย: คุณสามารถติดตั้ง Flowise ได้ทั้งบนเครื่องของคุณเอง หรือใช้ Docker เพื่อความสะดวกในการจัดการเริ่มต้นใช้งาน Flowise เบื้องต้นการเริ่มต้นใช้งาน Flowise นั้นไม่ยาก เพียงทำตามขั้นตอนเหล่านี้:1. ติดตั้ง NodeJSตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณได้ติดตั้ง NodeJS เวอร์ชัน 20.0.0 ขึ้นไปบนเครื่องของคุณแล้ว2. ติดตั้ง Flowiseคุณสามารถติดตั้ง Flowise ผ่าน npm ได้โดยใช้คำสั่ง:npm install -g flowise3. เริ่มต้น Flowiseเมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว ให้พิมพ์คำสั่งเพื่อเริ่มใช้งาน Flowise:npx flowise startจากนั้นเปิดเว็บเบราว์เซอร์ไปที่ http://localhost:3000 คุณก็จะพบกับหน้าตาของ Flowise พร้อมใช้งานการติดตั้งด้วย Docker (สำหรับผู้ใช้ขั้นสูง)หากคุณคุ้นเคยกับการใช้งาน Docker การติดตั้ง Flowise ด้วย Docker ก็เป็นอีกทางเลือกที่สะดวก:Clone Repository: ดาวน์โหลด Source Code ของ Flowise จาก GitHub: git clone https://github.com/FlowiseAI/Flowise.git cd Flowiseตั้งค่า Environment: คัดลอกไฟล์ .env.example ในโฟลเดอร์ docker ไปวางในตำแหน่งเดียวกันและเปลี่ยนชื่อเป็น .envรัน Docker Compose: ใช้คำสั่งเพื่อเริ่มการทำงานของ Container: docker compose up -dหากต้องการหยุดการทำงานใช้: docker compose stopการพัฒนา Flowise ด้วยตัวเองสำหรับนักพัฒนาที่ต้องการปรับแต่งหรือพัฒนา Flowise ต่อ สามารถทำได้ดังนี้:ติดตั้ง PNPM: Flowise ใช้ PNPM ในการจัดการ Dependencies: npm i -g pnpmClone Repository และติดตั้ง Dependencies: git clone https://github.com/FlowiseAI/Flowise.git cd Flowise pnpm installBuild โปรเจกต์: pnpm buildคำแนะนำ: หากพบข้อผิดพลาด "JavaScript heap out of memory" ขณะ Build ให้ลองเพิ่มขนาด Heap Size ของ Node.js ก่อนรันคำสั่ง Build ใหม่:macOS / Linux / Git Bash: export NODE_OPTIONS="--max-old-space-size=4096"Windows PowerShell: $env:NODE_OPTIONS="--max-old-space-size=4096"Windows CMD: set NODE_OPTIONS=--max-old-space-size=4096เริ่มแอปพลิเคชัน: pnpm startคุณจะสามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันได้ที่ http://localhost:3000การตั้งค่า Environment Variablesคุณสามารถปรับแต่งการทำงานของ Flowise ได้โดยการตั้งค่า Environment Variables ในไฟล์ .env ที่อยู่ในโฟลเดอร์ packages/server (สำหรับ Backend) หรือ packages/ui (สำหรับ Frontend)การ Deploy FlowiseFlowise รองรับการ Deploy บน Infrastructure ที่หลากหลาย เช่น Railway, Render, HuggingFace Spaces และอื่นๆ อีกมากมายสรุปFlowise เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังและใช้งานง่ายสำหรับการสร้าง AI Agent โดยไม่ต้องมีความรู้ด้านการเขียนโค้ดเชิงลึก เหมาะสำหรับทุกคนที่ต้องการสำรวจโลกของ AI Agent และสร้างสรรค์แอปพลิเคชันที่ขับเคลื่อนด้วย AI ด้วยตัวเอง#Flowise #AI #AIagent #OpenSource #LowCodehttps://github.com/flowiseai/flowise
    Shared content
    GITHUB.COM
    GitHub - FlowiseAI/Flowise: Build AI Agents, Visually
    Build AI Agents, Visually. Contribute to FlowiseAI/Flowise development by creating an account on GitHub.
    7 Комментарии 0 Поделились 854 Просмотры 0 предпросмотр
  • Roblox เปิดตัว "Build" ฟีเจอร์ใหม่ สร้างเกมด้วย AI ผ่านแอปมือถือ 🚀

    Roblox แพลตฟอร์มเกมยอดนิยม ประกาศเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่สุดล้ำอย่าง "Build" ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยในการสร้างเกม ทำให้ผู้เล่นสามารถสร้างสรรค์โลกเสมือนจริงได้ง่ายขึ้น ผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ

    สร้างเกมในฝันด้วย Prompt ง่ายๆ

    หัวใจหลักของฟีเจอร์ Build คือการให้ผู้เล่นป้อนคำสั่ง หรือ "Prompt" เป็นข้อความ ตัวอย่างเช่น "สร้างเกมผจญภัยในป่าที่มีมังกร" หรือ "เกมแข่งรถในเมืองอนาคต" จากนั้น AI จะประมวลผลและสร้างเกมต้นแบบขึ้นมาให้ทันที

    หากผลลัพธ์ยังไม่ถูกใจ ก็สามารถป้อนคำสั่งเพิ่มเติมเพื่อปรับแต่งรายละเอียดต่างๆ ได้ เช่น เปลี่ยนสีของฉาก เพิ่มตัวละคร หรือปรับเปลี่ยนกลไกของเกม เมื่อได้เกมที่พอใจแล้ว ก็สามารถแชร์ให้กับเพื่อนๆ ใน Roblox ได้ทันที

    เบื้องหลังเทคโนโลยี AI ที่ทรงพลัง

    Roblox เปิดเผยว่า ฟีเจอร์ Build นี้ใช้โมเดล AI ที่ผสมผสานทั้งจากโมเดลโอเพนซอร์ส และโมเดลที่ Roblox พัฒนาขึ้นมาเอง โดยการฝึกฝนด้วยชุดข้อมูลจำนวนมหาศาล ทำให้ AI มีความสามารถรอบด้าน ทั้งการสร้างกลไกของเกม, ออกแบบสภาพแวดล้อม, สร้างตัวละคร, และกำหนดบรรยากาศโดยรวมของเกม

    รักษาคุณภาพของแพลตฟอร์ม

    หลายคนอาจกังวลว่า การสร้างเกมด้วย AI จำนวนมาก อาจทำให้แพลตฟอร์ม Roblox เต็มไปด้วยเกมที่ไม่มีคุณภาพ แต่ Roblox ได้ชี้แจงว่า เกมที่แสดงในหน้าหลัก (Homepage) จะยังคงเป็นเกมคุณภาพที่ถูกสร้างและได้รับความนิยมจากผู้เล่นจริง ส่วนเกมที่สร้างด้วย AI หากไม่มีผู้เล่นเข้าเล่น ก็จะไม่ปรากฏให้ค้นหา เพื่อรักษาประสบการณ์ที่ดีโดยรวมของผู้ใช้ทุกคน

    การเปิดให้ทดลองใช้งาน

    ฟีเจอร์ Build จะเริ่มเปิดให้ทดลองใช้งานในสถานะอัลฟ่า (Alpha) ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคมนี้ โดยจะจำกัดเฉพาะผู้เล่นในประเทศนิวซีแลนด์ที่มีอายุ 9 ปีขึ้นไป

    สำหรับผู้เล่นที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป จะสามารถเผยแพร่เกมที่สร้างขึ้นไปยังผู้เล่นทั่วไปได้ ส่วนผู้เล่นทั้งแบบฟรีและแบบเสียเงิน สามารถใช้งานฟีเจอร์นี้ได้ แต่รายละเอียดการใช้งานอาจมีความแตกต่างกันไป

    ฟีเจอร์ Build ถือเป็นก้าวสำคัญของ Roblox ในการทำให้การสร้างสรรค์เกมเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่ายสำหรับทุกคน และเป็นการเปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในโลกของเกมเสมือนจริง 💡

    ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
    https://www.blognone.com/node/151177?fbclid=IwdGRjcATHjI1leHRuA2FlbQIxMQBzcnRjBmFwcF9pZAwzNTA2ODU1MzE3MjgAAR4o4mgfFbpI10eLSNkOS3MlnUHlbG7w-xBjT9E1erkYlREVZ7dW-uJGUCKxKg_aem_Ke99yZ5onWKna1E6sESC4Q

    Roblox เปิดตัว "Build" ฟีเจอร์ใหม่ สร้างเกมด้วย AI ผ่านแอปมือถือ 🚀Roblox แพลตฟอร์มเกมยอดนิยม ประกาศเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่สุดล้ำอย่าง "Build" ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยในการสร้างเกม ทำให้ผู้เล่นสามารถสร้างสรรค์โลกเสมือนจริงได้ง่ายขึ้น ผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือสร้างเกมในฝันด้วย Prompt ง่ายๆหัวใจหลักของฟีเจอร์ Build คือการให้ผู้เล่นป้อนคำสั่ง หรือ "Prompt" เป็นข้อความ ตัวอย่างเช่น "สร้างเกมผจญภัยในป่าที่มีมังกร" หรือ "เกมแข่งรถในเมืองอนาคต" จากนั้น AI จะประมวลผลและสร้างเกมต้นแบบขึ้นมาให้ทันทีหากผลลัพธ์ยังไม่ถูกใจ ก็สามารถป้อนคำสั่งเพิ่มเติมเพื่อปรับแต่งรายละเอียดต่างๆ ได้ เช่น เปลี่ยนสีของฉาก เพิ่มตัวละคร หรือปรับเปลี่ยนกลไกของเกม เมื่อได้เกมที่พอใจแล้ว ก็สามารถแชร์ให้กับเพื่อนๆ ใน Roblox ได้ทันทีเบื้องหลังเทคโนโลยี AI ที่ทรงพลังRoblox เปิดเผยว่า ฟีเจอร์ Build นี้ใช้โมเดล AI ที่ผสมผสานทั้งจากโมเดลโอเพนซอร์ส และโมเดลที่ Roblox พัฒนาขึ้นมาเอง โดยการฝึกฝนด้วยชุดข้อมูลจำนวนมหาศาล ทำให้ AI มีความสามารถรอบด้าน ทั้งการสร้างกลไกของเกม, ออกแบบสภาพแวดล้อม, สร้างตัวละคร, และกำหนดบรรยากาศโดยรวมของเกมรักษาคุณภาพของแพลตฟอร์มหลายคนอาจกังวลว่า การสร้างเกมด้วย AI จำนวนมาก อาจทำให้แพลตฟอร์ม Roblox เต็มไปด้วยเกมที่ไม่มีคุณภาพ แต่ Roblox ได้ชี้แจงว่า เกมที่แสดงในหน้าหลัก (Homepage) จะยังคงเป็นเกมคุณภาพที่ถูกสร้างและได้รับความนิยมจากผู้เล่นจริง ส่วนเกมที่สร้างด้วย AI หากไม่มีผู้เล่นเข้าเล่น ก็จะไม่ปรากฏให้ค้นหา เพื่อรักษาประสบการณ์ที่ดีโดยรวมของผู้ใช้ทุกคนการเปิดให้ทดลองใช้งานฟีเจอร์ Build จะเริ่มเปิดให้ทดลองใช้งานในสถานะอัลฟ่า (Alpha) ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคมนี้ โดยจะจำกัดเฉพาะผู้เล่นในประเทศนิวซีแลนด์ที่มีอายุ 9 ปีขึ้นไปสำหรับผู้เล่นที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป จะสามารถเผยแพร่เกมที่สร้างขึ้นไปยังผู้เล่นทั่วไปได้ ส่วนผู้เล่นทั้งแบบฟรีและแบบเสียเงิน สามารถใช้งานฟีเจอร์นี้ได้ แต่รายละเอียดการใช้งานอาจมีความแตกต่างกันไปฟีเจอร์ Build ถือเป็นก้าวสำคัญของ Roblox ในการทำให้การสร้างสรรค์เกมเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่ายสำหรับทุกคน และเป็นการเปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในโลกของเกมเสมือนจริง 💡https://www.blognone.com/node/151177?fbclid=IwdGRjcATHjI1leHRuA2FlbQIxMQBzcnRjBmFwcF9pZAwzNTA2ODU1MzE3MjgAAR4o4mgfFbpI10eLSNkOS3MlnUHlbG7w-xBjT9E1erkYlREVZ7dW-uJGUCKxKg_aem_Ke99yZ5onWKna1E6sESC4Q
    Shared content
    WWW.BLOGNONE.COM
    Roblox ออกฟีเจอร์ Build ป้อน prompt สร้างเกมด้วย AI ได้จากแอปมือถือ
    Roblox เปิดตัว Build เครื่องมือสำหรับสร้างเกมด้วย AI ผ่านแอปบนมือถือ โดยผู้เล่นสามารถป้อน prompt แล้ว AI จะสร้างเกมต้นแบบมาให้ จากนั้นสามารถป้อนคำสั่งเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขรายละเอียดให้ตรงตามต้องการ แล้วสามารถแชร์เกมนี้ให้กับเพื่อนได้ Roblox บอกว่า Build ใช้โมเดล AI ผสมผสานทั้งจากโมเดลที่เป็นโอเพนซอร์ส และโมเดลที่ Roblox ฝึกฝนพัฒนาขึ้นมาเองจากชุดข้อมูลที่มี โดยมีความสามารถสร้างกลไกของเกม, ฉากสภาพแวดล้อม, ตัวละคร, บรรยากาศของเกม อ่านถึงตรงนี้อาจมีความกังวลว่าเกมย่อยใน Roblox จะเต็มไปด้วยเกม AI ซึ่ง Roblox ก็บอกว่าเกมที่แสดงในหน้าโฮมเพจยังคงเป็นเกมคุณภาพที่มีคนเล่นจริง หากเกมที่สร้างขึ้นมาไม่มีคนเล่น ก็จะไม่มีใครค้นหาเจอ เพื่อรักษาประสบการณ์โดยรวมของแพลตฟอร์ม
    4 Комментарии 0 Поделились 525 Просмотры 0 предпросмотр
  • Build: เปิดมิติใหม่ของการสร้างสรรค์บน Roblox ด้วย AI ที่เน้นมือถือเป็นหลัก 🚀

    Roblox ก้าวข้ามขีดจำกัดอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว "Build" เครื่องมือใหม่ที่ให้ผู้ใช้ทุกคนสามารถสร้างสรรค์เกมและประสบการณ์เสมือนจริงได้อย่างไร้ขีดจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้งานบนมือถือ การมาถึงของ Build พร้อมด้วยชุดเครื่องมือ AI ที่ทรงพลังใน Roblox Studio จะเปลี่ยนโฉมหน้าวงการพัฒนาเกมบนแพลตฟอร์มนี้ไปตลอดกาล

    จุดเริ่มต้นแห่งการสร้างสรรค์: จากแนวคิดสู่เกมจริง

    เมื่อ 20 ปีก่อน Roblox ถือกำเนิดขึ้นด้วยแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง: "คุณคือผู้สร้างเกม" ในยุคที่การสร้างเกมเป็นเรื่องของสตูดิโอและมืออาชีพ แนวคิดที่ว่าใครๆ ก็สามารถเป็นผู้สร้างได้นั้นดูห่างไกลจากความเป็นจริง แต่ Roblox เชื่อมั่นในศักยภาพของผู้คน และนับล้านผู้สร้างบนแพลตฟอร์มก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าความฝันนี้เป็นไปได้

    วันนี้ Roblox กำลังยกระดับแนวคิดนี้ไปอีกขั้น ด้วยการเปิดตัว "Build" ซึ่งเป็นแท็บการสร้างสรรค์เนื้อหาบนมือถือที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ และชุดเครื่องมือ AI ที่จะช่วยให้ผู้สร้างทุกระดับสามารถปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่

    Build: สร้างเกมด้วยปลายนิ้วสัมผัส

    Build คือนวัตกรรมที่นำพลังของ AI มาสู่การสร้างสรรค์บนมือถือ ทำให้ทุกคนสามารถเปลี่ยนคำสั่งง่ายๆ ให้กลายเป็นเกมพื้นฐานได้โดยตรงภายในแอป Roblox ลองจินตนาการถึงการพิมพ์ว่า "สร้างเกมผจญภัยในป่าที่เต็มไปด้วยอุปสรรค" ระบบ Build จะสร้างจุดเริ่มต้นของเกมขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ให้คุณสามารถปรับแต่ง ทดสอบการเล่น และแบ่งปันกับเพื่อนๆ หรือเผยแพร่สู่โลก Roblox ได้ทันที

    Build ยังทำงานร่วมกับ Roblox Studio เครื่องมือพัฒนาหลักที่ผู้สร้างคุ้นเคยกันดี โดยมีการแชร์ระบบแบ็กเอนด์ โมเดล และประวัติการสนทนา ทำให้ผู้สร้างสามารถเริ่มต้นบน Build แล้วนำไปพัฒนาต่อใน Studio ที่มีความสามารถครบครัน หรือจะใช้เอเจนต์จาก Studio เพื่อตรวจสอบความคืบหน้าบนอุปกรณ์มือถือก็ได้เช่นกัน

    พลังของ AI เพื่อการสร้างสรรค์ที่เหนือกว่า

    เบื้องหลัง Build คือชุดโมเดล AI ที่หลากหลาย ทั้งแบบโอเพนซอร์สและโมเดลเฉพาะของ Roblox ซึ่งสามารถจัดการได้ทุกอย่าง ตั้งแต่กลไกเกม สภาพแวดล้อม ตัวละคร สไตล์ภาพ ไปจนถึงเสียง โดยไม่ต้องออกจากแพลตฟอร์ม ด้วยการฝึกฝนบนชุดข้อมูล 3D และข้อมูลเฉพาะด้านเกมขนาดใหญ่ โมเดล AI ของ Roblox สามารถสร้างวัตถุ 3D ที่ใช้งานได้จริง และแม้กระทั่งฉาก 3D แบบเต็มรูปแบบ ที่สามารถผสานรวมเข้ากับเกมที่มีอยู่ได้อย่างง่ายดาย

    Build ช่วยให้การสำรวจและปรับปรุงไอเดียเป็นไปอย่างรวดเร็ว เป็นเครื่องมืออันทรงพลังสำหรับการออกแบบอย่างต่อเนื่อง การแบ่งปันข้อเสนอแนะ และการพัฒนารูปแบบเกมในอนาคต การอัปเดตที่จะมาถึงจะเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผู้สร้างทั้งหน้าใหม่และผู้มีประสบการณ์ ในการปรับปรุงเกมผ่านแอปมือถือ

    การทดลองใช้งานและอนาคตของ Build

    คุณสมบัติบางส่วนของ Build รวมถึงความสามารถในการเผยแพร่เกม จะเริ่มเปิดให้ผู้ใช้ในนิวซีแลนด์ทดลองใช้งานในเวอร์ชันอัลฟาสาธารณะตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม เป็นต้นไป Roblox มีแผนที่จะขยายการให้บริการ Build ไปยังผู้สร้างและภูมิภาคอื่นๆ ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า พร้อมทั้งปรับปรุงฟังก์ชันและเพิ่มขีดความสามารถของเครื่องมืออย่างต่อเนื่อง

    ในช่วงทดสอบอัลฟา Build จะเปิดให้ผู้ใช้ที่ผ่านการตรวจสอบอายุ 9 ปีขึ้นไปใช้งานได้* เกมที่เผยแพร่และผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวด จะเปิดให้ผู้ใช้ที่ผ่านการตรวจสอบอายุ 16 ปีขึ้นไปใช้งานได้ทั่วโลก ก่อนที่จะถูกเพิ่มเข้าไปในแคตตาล็อก Roblox Kids หรือ Select เกมที่สร้างด้วย Build จะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบที่ขยายออกไปเช่นเดียวกับเกม Roblox อื่นๆ ทั้งหมด Build เวอร์ชันพื้นฐานจะให้บริการฟรี พร้อมด้วยตัวเลือกเพิ่มเติมแบบเสียค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ใช้ระดับสูง

    ทิศทางอนาคต: เครื่องมือ AI ใหม่สำหรับผู้สร้างมืออาชีพ

    Roblox ยังเตรียมเปิดตัวชุดเครื่องมือ AI ใหม่สำหรับผู้สร้างมืออาชีพในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งจะใช้งานได้ทั้งใน Build และ Studio ประกอบด้วย:

    • เอเจนต์ทดสอบการเล่น (Playtesting Agent): ช่วยตรวจจับข้อผิดพลาดก่อนที่ผู้เล่นจะพบเจอ
    • เอเจนต์วิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis Agent): ช่วยให้ผู้สร้างสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับเกมด้วยภาษาธรรมดา และได้รับข้อมูลเชิงลึกที่ต้องการ
    • เอเจนต์ทดลอง (Experimentation Agent): ช่วยระบุการทดสอบที่ควรดำเนินการเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วม การรักษาผู้เล่น และรายได้

    นอกจากนี้ยังมี โมเดลเชิงกระบวนการ (Procedural Models) ที่สามารถสร้างสินทรัพย์ 3D แบบพารามิเตอร์จากคำสั่งข้อความหรือภาพ และ Cube ซึ่งเป็นโมเดลพื้นฐาน 3D ของ Roblox ที่จะเปลี่ยนคำสั่งให้กลายเป็นวัตถุที่พร้อมใช้งานในเกม รวมถึงโมเดลสร้างฉากใหม่ที่จะสร้างฉาก 3D ที่สามารถแก้ไขและเล่นได้ทั้งฉากจากคำสั่งเดียว

    การอัปเดตเหล่านี้จะทำให้ Roblox เข้าใกล้ความฝัน "คุณคือผู้สร้างเกม" มากยิ่งขึ้นกว่าที่เคย

    *หมายเหตุ: อายุและช่วงเวลาที่มีจำหน่ายอาจแตกต่างกันไปตามภูมิภาค คุณสมบัติและรูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์สุดท้ายอาจแตกต่างจากที่แสดง

    #Roblox #Build #AI #GameDevelopment

    ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
    https://about.roblox.com/th/newsroom/2026/07/build-without-limits-on-roblox

    Build: เปิดมิติใหม่ของการสร้างสรรค์บน Roblox ด้วย AI ที่เน้นมือถือเป็นหลัก 🚀Roblox ก้าวข้ามขีดจำกัดอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว "Build" เครื่องมือใหม่ที่ให้ผู้ใช้ทุกคนสามารถสร้างสรรค์เกมและประสบการณ์เสมือนจริงได้อย่างไร้ขีดจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้งานบนมือถือ การมาถึงของ Build พร้อมด้วยชุดเครื่องมือ AI ที่ทรงพลังใน Roblox Studio จะเปลี่ยนโฉมหน้าวงการพัฒนาเกมบนแพลตฟอร์มนี้ไปตลอดกาลจุดเริ่มต้นแห่งการสร้างสรรค์: จากแนวคิดสู่เกมจริงเมื่อ 20 ปีก่อน Roblox ถือกำเนิดขึ้นด้วยแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง: "คุณคือผู้สร้างเกม" ในยุคที่การสร้างเกมเป็นเรื่องของสตูดิโอและมืออาชีพ แนวคิดที่ว่าใครๆ ก็สามารถเป็นผู้สร้างได้นั้นดูห่างไกลจากความเป็นจริง แต่ Roblox เชื่อมั่นในศักยภาพของผู้คน และนับล้านผู้สร้างบนแพลตฟอร์มก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าความฝันนี้เป็นไปได้วันนี้ Roblox กำลังยกระดับแนวคิดนี้ไปอีกขั้น ด้วยการเปิดตัว "Build" ซึ่งเป็นแท็บการสร้างสรรค์เนื้อหาบนมือถือที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ และชุดเครื่องมือ AI ที่จะช่วยให้ผู้สร้างทุกระดับสามารถปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่Build: สร้างเกมด้วยปลายนิ้วสัมผัสBuild คือนวัตกรรมที่นำพลังของ AI มาสู่การสร้างสรรค์บนมือถือ ทำให้ทุกคนสามารถเปลี่ยนคำสั่งง่ายๆ ให้กลายเป็นเกมพื้นฐานได้โดยตรงภายในแอป Roblox ลองจินตนาการถึงการพิมพ์ว่า "สร้างเกมผจญภัยในป่าที่เต็มไปด้วยอุปสรรค" ระบบ Build จะสร้างจุดเริ่มต้นของเกมขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ให้คุณสามารถปรับแต่ง ทดสอบการเล่น และแบ่งปันกับเพื่อนๆ หรือเผยแพร่สู่โลก Roblox ได้ทันทีBuild ยังทำงานร่วมกับ Roblox Studio เครื่องมือพัฒนาหลักที่ผู้สร้างคุ้นเคยกันดี โดยมีการแชร์ระบบแบ็กเอนด์ โมเดล และประวัติการสนทนา ทำให้ผู้สร้างสามารถเริ่มต้นบน Build แล้วนำไปพัฒนาต่อใน Studio ที่มีความสามารถครบครัน หรือจะใช้เอเจนต์จาก Studio เพื่อตรวจสอบความคืบหน้าบนอุปกรณ์มือถือก็ได้เช่นกันพลังของ AI เพื่อการสร้างสรรค์ที่เหนือกว่าเบื้องหลัง Build คือชุดโมเดล AI ที่หลากหลาย ทั้งแบบโอเพนซอร์สและโมเดลเฉพาะของ Roblox ซึ่งสามารถจัดการได้ทุกอย่าง ตั้งแต่กลไกเกม สภาพแวดล้อม ตัวละคร สไตล์ภาพ ไปจนถึงเสียง โดยไม่ต้องออกจากแพลตฟอร์ม ด้วยการฝึกฝนบนชุดข้อมูล 3D และข้อมูลเฉพาะด้านเกมขนาดใหญ่ โมเดล AI ของ Roblox สามารถสร้างวัตถุ 3D ที่ใช้งานได้จริง และแม้กระทั่งฉาก 3D แบบเต็มรูปแบบ ที่สามารถผสานรวมเข้ากับเกมที่มีอยู่ได้อย่างง่ายดายBuild ช่วยให้การสำรวจและปรับปรุงไอเดียเป็นไปอย่างรวดเร็ว เป็นเครื่องมืออันทรงพลังสำหรับการออกแบบอย่างต่อเนื่อง การแบ่งปันข้อเสนอแนะ และการพัฒนารูปแบบเกมในอนาคต การอัปเดตที่จะมาถึงจะเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผู้สร้างทั้งหน้าใหม่และผู้มีประสบการณ์ ในการปรับปรุงเกมผ่านแอปมือถือการทดลองใช้งานและอนาคตของ Buildคุณสมบัติบางส่วนของ Build รวมถึงความสามารถในการเผยแพร่เกม จะเริ่มเปิดให้ผู้ใช้ในนิวซีแลนด์ทดลองใช้งานในเวอร์ชันอัลฟาสาธารณะตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม เป็นต้นไป Roblox มีแผนที่จะขยายการให้บริการ Build ไปยังผู้สร้างและภูมิภาคอื่นๆ ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า พร้อมทั้งปรับปรุงฟังก์ชันและเพิ่มขีดความสามารถของเครื่องมืออย่างต่อเนื่องในช่วงทดสอบอัลฟา Build จะเปิดให้ผู้ใช้ที่ผ่านการตรวจสอบอายุ 9 ปีขึ้นไปใช้งานได้* เกมที่เผยแพร่และผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวด จะเปิดให้ผู้ใช้ที่ผ่านการตรวจสอบอายุ 16 ปีขึ้นไปใช้งานได้ทั่วโลก ก่อนที่จะถูกเพิ่มเข้าไปในแคตตาล็อก Roblox Kids หรือ Select เกมที่สร้างด้วย Build จะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบที่ขยายออกไปเช่นเดียวกับเกม Roblox อื่นๆ ทั้งหมด Build เวอร์ชันพื้นฐานจะให้บริการฟรี พร้อมด้วยตัวเลือกเพิ่มเติมแบบเสียค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ใช้ระดับสูงทิศทางอนาคต: เครื่องมือ AI ใหม่สำหรับผู้สร้างมืออาชีพRoblox ยังเตรียมเปิดตัวชุดเครื่องมือ AI ใหม่สำหรับผู้สร้างมืออาชีพในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งจะใช้งานได้ทั้งใน Build และ Studio ประกอบด้วย:เอเจนต์ทดสอบการเล่น (Playtesting Agent): ช่วยตรวจจับข้อผิดพลาดก่อนที่ผู้เล่นจะพบเจอเอเจนต์วิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis Agent): ช่วยให้ผู้สร้างสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับเกมด้วยภาษาธรรมดา และได้รับข้อมูลเชิงลึกที่ต้องการเอเจนต์ทดลอง (Experimentation Agent): ช่วยระบุการทดสอบที่ควรดำเนินการเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วม การรักษาผู้เล่น และรายได้นอกจากนี้ยังมี โมเดลเชิงกระบวนการ (Procedural Models) ที่สามารถสร้างสินทรัพย์ 3D แบบพารามิเตอร์จากคำสั่งข้อความหรือภาพ และ Cube ซึ่งเป็นโมเดลพื้นฐาน 3D ของ Roblox ที่จะเปลี่ยนคำสั่งให้กลายเป็นวัตถุที่พร้อมใช้งานในเกม รวมถึงโมเดลสร้างฉากใหม่ที่จะสร้างฉาก 3D ที่สามารถแก้ไขและเล่นได้ทั้งฉากจากคำสั่งเดียวการอัปเดตเหล่านี้จะทำให้ Roblox เข้าใกล้ความฝัน "คุณคือผู้สร้างเกม" มากยิ่งขึ้นกว่าที่เคย*หมายเหตุ: อายุและช่วงเวลาที่มีจำหน่ายอาจแตกต่างกันไปตามภูมิภาค คุณสมบัติและรูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์สุดท้ายอาจแตกต่างจากที่แสดง#Roblox #Build #AI #GameDevelopmenthttps://about.roblox.com/th/newsroom/2026/07/build-without-limits-on-roblox
    Shared content
    ABOUT.ROBLOX.COM
    Build Without Limits on Roblox | Roblox
    Introducing Build: Mobile-First AI Creation on Roblox
    4 Комментарии 0 Поделились 468 Просмотры 0 предпросмотр
  • LM Studio Bionic: AI Agent อัจฉริยะสำหรับ Open Models 🤖

    LM Studio Bionic คือ AI Agent เจเนอเรชันใหม่ ที่ออกแบบมาเพื่อการทำงานแบบ "Agentic" โดยเฉพาะ ทำให้คุณสามารถใช้ประโยชน์จาก Open Models ได้อย่างเต็มที่ ทั้งงานเขียนโค้ด งานวิจัย การวิเคราะห์เอกสาร หรือการทำงานที่ซับซ้อนกับไฟล์ต่างๆ

    Bionic ช่วยให้คุณทำงานจริงจังกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคุณสามารถเลือกระหว่างการใช้โมเดลที่รันบนเครื่องของคุณเอง หรือสลับไปใช้ Open-source Models บนคลาวด์สำหรับงานที่ต้องการพลังประมวลผลสูงกว่า ขณะเดียวกันก็ยังคงควบคุมความเป็นส่วนตัวและค่าใช้จ่ายของคุณได้อย่างเต็มที่

    ประเภทโปรเจกต์ใน Bionic 📁

    Bionic แบ่งการทำงานออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ:

    • Work Projects: เหมาะสำหรับงานวิจัย การเขียน การวิเคราะห์ และการจัดการเอกสาร
    • Code Projects: สำหรับการทำงานกับโค้ดเบสในเครื่องของคุณเอง พร้อมเครื่องมือครบครัน เช่น การจัดการไฟล์ การค้นหา Git และ Shell

    ภายในแต่ละโปรเจกต์ คุณสามารถสร้าง "Session" แยกกันสำหรับแต่ละงานย่อยได้ ทำให้คุณสามารถรันหลาย Session พร้อมกันในหลายโปรเจกต์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแบบขนาน (Parallelize)

    เลือกว่าโมเดลจะรันที่ไหน ☁️💻

    แต่ละ Session ใน Bionic สามารถเลือกใช้โมเดลได้จากแหล่งต่างๆ ดังนี้:

    • LM Studio Secure Cloud: ใช้ Frontier open models ที่รันบนคลาวด์ของ LM Studio พร้อมนโยบาย Zero Data Retention เพื่อความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว
    • Local Models: รันโมเดล AI บนคอมพิวเตอร์ของคุณเอง
    • Remote Models (LM Link): เชื่อมต่อและใช้งานโมเดลจากอุปกรณ์อื่นผ่าน LM Link

    ความแตกต่างจาก LM Studio เดิม 💡

    LM Studio Bionic เป็นแอปพลิเคชันที่ แยกออกมาใหม่ จาก LM Studio ตัวเดิม หากคุณต้องการปรับแต่งค่าขั้นสูงในระดับลึก (Low-level configuration) คุณยังคงสามารถใช้งาน LM Studio ควบคู่ไปกับ Bionic ได้

    เริ่มต้นใช้งาน Bionic 🚀

    ดาวน์โหลด Bionic และสร้างโปรเจกต์แรกของคุณได้ทันที! ไม่ว่าจะเป็น Work Project หรือ Code Project เพื่อเริ่มรัน Task แรกของคุณกับ LM Studio Bionic


    คำถามที่พบบ่อย

    LM Studio Bionic ต่างจาก LM Studio ตัวเดิมอย่างไร?

    Bionic เป็นแอปใหม่ที่แยกออกมาโดยเฉพาะ เน้นการทำงานแบบ Agentic กับ Open Models ส่วน LM Studio เดิมยังคงใช้สำหรับการปรับแต่งขั้นสูง หรือการรันโมเดลทั่วไป

    ฉันสามารถใช้โมเดล AI ที่รันบนเครื่องตัวเองกับ Bionic ได้หรือไม่?

    ได้แน่นอน คุณสามารถเลือกรัน Local Models บนคอมพิวเตอร์ของคุณเองใน Bionic ได้

    Bionic เหมาะกับงานประเภทไหนบ้าง?

    Bionic เหมาะกับงานที่หลากหลาย ตั้งแต่งานวิจัย การเขียน การวิเคราะห์เอกสาร การจัดการโค้ด ไปจนถึงการทำงานที่ซับซ้อนกับไฟล์ต่างๆ

    ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลใน Bionic เป็นอย่างไร?

    Bionic ให้คุณควบคุมความเป็นส่วนตัวได้อย่างเต็มที่ โดยสามารถเลือกรันโมเดลบนเครื่องตัวเอง หรือใช้ LM Studio Secure Cloud ที่มีนโยบาย Zero Data Retention

    ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
    https://lmstudio.ai/docs/bionic

    LM Studio Bionic: AI Agent อัจฉริยะสำหรับ Open Models 🤖LM Studio Bionic คือ AI Agent เจเนอเรชันใหม่ ที่ออกแบบมาเพื่อการทำงานแบบ "Agentic" โดยเฉพาะ ทำให้คุณสามารถใช้ประโยชน์จาก Open Models ได้อย่างเต็มที่ ทั้งงานเขียนโค้ด งานวิจัย การวิเคราะห์เอกสาร หรือการทำงานที่ซับซ้อนกับไฟล์ต่างๆBionic ช่วยให้คุณทำงานจริงจังกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคุณสามารถเลือกระหว่างการใช้โมเดลที่รันบนเครื่องของคุณเอง หรือสลับไปใช้ Open-source Models บนคลาวด์สำหรับงานที่ต้องการพลังประมวลผลสูงกว่า ขณะเดียวกันก็ยังคงควบคุมความเป็นส่วนตัวและค่าใช้จ่ายของคุณได้อย่างเต็มที่ประเภทโปรเจกต์ใน Bionic 📁Bionic แบ่งการทำงานออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ:Work Projects: เหมาะสำหรับงานวิจัย การเขียน การวิเคราะห์ และการจัดการเอกสารCode Projects: สำหรับการทำงานกับโค้ดเบสในเครื่องของคุณเอง พร้อมเครื่องมือครบครัน เช่น การจัดการไฟล์ การค้นหา Git และ Shellภายในแต่ละโปรเจกต์ คุณสามารถสร้าง "Session" แยกกันสำหรับแต่ละงานย่อยได้ ทำให้คุณสามารถรันหลาย Session พร้อมกันในหลายโปรเจกต์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแบบขนาน (Parallelize)เลือกว่าโมเดลจะรันที่ไหน ☁️💻แต่ละ Session ใน Bionic สามารถเลือกใช้โมเดลได้จากแหล่งต่างๆ ดังนี้:LM Studio Secure Cloud: ใช้ Frontier open models ที่รันบนคลาวด์ของ LM Studio พร้อมนโยบาย Zero Data Retention เพื่อความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวLocal Models: รันโมเดล AI บนคอมพิวเตอร์ของคุณเองRemote Models (LM Link): เชื่อมต่อและใช้งานโมเดลจากอุปกรณ์อื่นผ่าน LM Linkความแตกต่างจาก LM Studio เดิม 💡LM Studio Bionic เป็นแอปพลิเคชันที่ แยกออกมาใหม่ จาก LM Studio ตัวเดิม หากคุณต้องการปรับแต่งค่าขั้นสูงในระดับลึก (Low-level configuration) คุณยังคงสามารถใช้งาน LM Studio ควบคู่ไปกับ Bionic ได้เริ่มต้นใช้งาน Bionic 🚀ดาวน์โหลด Bionic และสร้างโปรเจกต์แรกของคุณได้ทันที! ไม่ว่าจะเป็น Work Project หรือ Code Project เพื่อเริ่มรัน Task แรกของคุณกับ LM Studio Bionicคำถามที่พบบ่อยLM Studio Bionic ต่างจาก LM Studio ตัวเดิมอย่างไร?Bionic เป็นแอปใหม่ที่แยกออกมาโดยเฉพาะ เน้นการทำงานแบบ Agentic กับ Open Models ส่วน LM Studio เดิมยังคงใช้สำหรับการปรับแต่งขั้นสูง หรือการรันโมเดลทั่วไปฉันสามารถใช้โมเดล AI ที่รันบนเครื่องตัวเองกับ Bionic ได้หรือไม่?ได้แน่นอน คุณสามารถเลือกรัน Local Models บนคอมพิวเตอร์ของคุณเองใน Bionic ได้Bionic เหมาะกับงานประเภทไหนบ้าง?Bionic เหมาะกับงานที่หลากหลาย ตั้งแต่งานวิจัย การเขียน การวิเคราะห์เอกสาร การจัดการโค้ด ไปจนถึงการทำงานที่ซับซ้อนกับไฟล์ต่างๆความเป็นส่วนตัวของข้อมูลใน Bionic เป็นอย่างไร?Bionic ให้คุณควบคุมความเป็นส่วนตัวได้อย่างเต็มที่ โดยสามารถเลือกรันโมเดลบนเครื่องตัวเอง หรือใช้ LM Studio Secure Cloud ที่มีนโยบาย Zero Data Retentionhttps://lmstudio.ai/docs/bionic
    Shared content
    LMSTUDIO.AI
    Welcome to LM Studio Bionic
    Introducing Bionic, the AI agent designed for open models.
    2 Комментарии 0 Поделились 367 Просмотры 0 предпросмотр
  • vLLM บน DGX Spark: คู่มือการตั้งค่าและใช้งาน Docker สำหรับ Multi-Node Inference

    สำหรับผู้ใช้งาน DGX Spark ที่ต้องการยกระดับประสิทธิภาพการประมวลผลโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models - LLMs) ให้ทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพบนคลัสเตอร์ หรือแม้แต่บนเครื่องเดี่ยว การใช้ vLLM ร่วมกับ Docker เป็นโซลูชันที่น่าสนใจ

    บทความนี้จะนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการตั้งค่าและใช้งาน Docker สำหรับ vLLM บน DGX Spark โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะแบบ Multi-Node ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถรันโมเดลได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

    vLLM คืออะไร และทำไมถึงต้องใช้กับ DGX Spark?

    vLLM เป็นไลบรารีโอเพนซอร์สที่ออกแบบมาเพื่อเร่งความเร็วในการอนุมาน (inference) ของ LLMs โดยเฉพาะ มีการจัดการหน่วยความจำและการประมวลผลที่มีประสิทธิภาพสูง ทำให้สามารถรองรับโมเดลขนาดใหญ่และจำนวนผู้ใช้งานพร้อมกันได้มากขึ้น

    DGX Spark ซึ่งเป็นฮาร์ดแวร์ที่ทรงพลังจาก NVIDIA เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการประมวลผล AI และ Machine Learning การผนวก vLLM เข้ากับ DGX Spark ผ่าน Docker ช่วยให้:

    • การจัดการสภาพแวดล้อมที่ง่ายขึ้น: Docker ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่แยกออกเป็นอิสระ ทำให้การติดตั้งและจัดการ Dependency ต่าง ๆ เป็นไปอย่างราบรื่น
    • การปรับขนาด (Scalability): รองรับการทำงานทั้งบนเครื่องเดี่ยว (Single Node) และคลัสเตอร์หลายเครื่อง (Multi-Node) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    • ประสิทธิภาพสูงสุด: ใช้ประโยชน์จากฮาร์ดแวร์ DGX Spark ได้อย่างเต็มที่ ด้วยการรองรับเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น InfiniBand/RDMA (NCCL) และการโหลดโมเดลความเร็วสูง

    การเตรียมความพร้อม: การสร้าง Docker Image

    การเริ่มต้นคือการสร้าง Docker Image ที่จะใช้สำหรับรัน vLLM บน DGX Spark สคริปต์ build-and-copy.sh จะเป็นเครื่องมือหลักในการจัดการขั้นตอนนี้

    • การดึง Image พื้นฐาน: โดยปกติ สคริปต์จะดึง Image ล่าสุดที่ผ่านการทดสอบแล้วจาก DockerHub (eugr/spark-vllm:latest) ซึ่งมีการทดสอบกับโมเดลหลากหลายทั้งในโหมดคลัสเตอร์และโหมดเดี่ยว
    • การปรับแต่งการ Build:
    • --use-wheels: ใช้ Image ที่สร้างจาก Precompiled vLLM และ FlashInfer wheels ซึ่งเร็วกว่าการคอมไพล์จาก Source Code
    • --rebuild-vllm: บังคับให้คอมไพล์ vLLM เวอร์ชันล่าสุดจาก Branch หลัก
    • --vllm-ref: กำหนดเวอร์ชันหรือ Commit ID ของ vLLM ที่ต้องการ
    • --rebuild-flashinfer, --flashinfer-ref: การปรับแต่งสำหรับการ Build FlashInfer
    • ระยะเวลาในการ Build: การ Build จาก Precompiled wheels จะใช้เวลาสั้นกว่า (ประมาณ 2-3 นาที หลังจากการดึง Base Image) ในขณะที่การคอมไพล์จาก Source Code ทั้งหมดอาจใช้เวลา 20-40 นาที แต่การ Build ครั้งถัดไปจะเร็วกว่า

    การตั้งค่าคลัสเตอร์ (Multi-Node)

    สำหรับการใช้งานบนคลัสเตอร์ DGX Spark การตั้งค่าการเชื่อมต่อระหว่างเครื่อง (Sparks) เป็นสิ่งสำคัญ

    1. การเชื่อมต่อระหว่าง Sparks: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้เชื่อมต่อ Sparks เข้าด้วยกันและตั้งค่า Passwordless SSH แล้ว
    2. การกระจาย Image: ใช้สคริปต์ launch-cluster.sh เพื่อดึง Tag Image ที่ต้องการและกระจายไปยังทุกโหนดในคลัสเตอร์

    การใช้งานบนเครื่องเดี่ยว (Single Node)

    แม้ว่าเครื่องมือจะถูกพัฒนามาเพื่อรองรับ Multi-Node เป็นหลัก แต่ก็สามารถใช้งานได้ดีเยี่ยมบนเครื่องเดี่ยวเช่นกัน

    • โหมด Solo: สคริปต์ launch-cluster.sh รองรับ "Solo Mode" ซึ่งเป็นวิธีที่แนะนำสำหรับการรันบน DGX Spark เครื่องเดียว
    • การ Publish Port: หากต้องการ Publish Port ของ Server แทนการใช้ Host Networking ให้ระบุ Docker Port Mapping ก่อนการรัน

    การดาวน์โหลดและกระจายโมเดล

    เพื่อหลีกเลี่ยงการดาวน์โหลดโมเดลซ้ำซ้อนในแต่ละโหนด ควรดาวน์โหลดโมเดลบนโหนดใดโหนดหนึ่งก่อน แล้วจึงกระจายไปยังโหนดอื่น ๆ ในคลัสเตอร์

    • สคริปต์ hf-download.sh: สคริปต์นี้ช่วยอำนวยความสะดวกในการดาวน์โหลดโมเดลและกระจายไปยังคลัสเตอร์โดยอัตโนมัติ

    การรัน Inference

    เมื่อตั้งค่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว การรันโมเดลเพื่อทำการ Inference สามารถทำได้ผ่านสคริปต์ Launcher

    • การกำหนดจำนวนโหนด: สคริปต์จะใช้จำนวนโหนดที่ระบุผ่าน Flags ต่างๆ เช่น --num-nodes
    • ข้อควรระวังเกี่ยวกับหน่วยความจำ: หลีกเลี่ยงการใช้ --load-format fastsafetensors หากโมเดลมีขนาดใหญ่มาก (เกิน 0.85 ของ RAM ที่มีอยู่) เนื่องจากอาจเกิดปัญหา Out of Memory ได้

    การจัดการ Docker Build Cache

    เมื่อใช้งานไปสักระยะหนึ่ง Build Cache อาจมีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งสามารถจัดการได้ดังนี้:

    • ตรวจสอบขนาด Cache: ใช้คำสั่ง docker builder prune --filter "until=72h" เพื่อลบ Cache ที่เก่ากว่า 72 ชั่วโมง
    • การลบ Cache ทั้งหมด: หากต้องการลบ Cache ทั้งหมด (ควรทำอย่างระมัดระวัง)

    คุณสมบัติและอัปเดตที่น่าสนใจ

    • Earlyoom: Image Runner ปัจจุบันมี earlyoom ติดตั้งมาด้วย ซึ่งช่วยในการตรวจสอบหน่วยความจำของ Host อย่างต่อเนื่อง
    • NCCL และ NVCC Gencode: การรองรับ NCCL Main Branch และการกำหนด gpu-arch ที่ขับเคลื่อนการ Build NVCC Gencode
    • KV Cache Preallocation Cleanup: การปรับปรุงการจัดการหน่วยความจำ KV Cache โดยการเคลียร์ Cache CUDA ก่อนการคำนวณขนาด KV Cache
    • การรองรับโมเดลใหม่: เพิ่ม Recipes สำหรับโมเดลต่าง ๆ เช่น Gemma, Qwen, Deepseek V4 Flash และ DiffusionGemma
    • การปรับปรุงประสิทธิภาพ: การเพิ่ม gpumemoryutilization เป็น 0.8 และการเปลี่ยน Base Image CUDA
    • การแก้ไขปัญหา: มีการแก้ไขปัญหาเฉพาะสำหรับ vLLM เช่น การจัดการ MoE weight_shape metadata หรือการทำงานร่วมกับ Tensor Parallelism ข้ามโหนด

    สรุป

    การใช้ vLLM ร่วมกับ Docker บน DGX Spark เป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับการรัน LLMs โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถาปัตยกรรมแบบ Multi-Node การทำความเข้าใจขั้นตอนการ Build Image, การตั้งค่าคลัสเตอร์, การจัดการโมเดล และการรัน Inference จะช่วยให้คุณสามารถปลดล็อกศักยภาพสูงสุดของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ได้อย่างเต็มที่

    #vLLM #DGXSpark #Docker #LLM #AI #MachineLearning

    ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
    https://github.com/eugr/spark-vllm-docker

    vLLM บน DGX Spark: คู่มือการตั้งค่าและใช้งาน Docker สำหรับ Multi-Node Inferenceสำหรับผู้ใช้งาน DGX Spark ที่ต้องการยกระดับประสิทธิภาพการประมวลผลโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models - LLMs) ให้ทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพบนคลัสเตอร์ หรือแม้แต่บนเครื่องเดี่ยว การใช้ vLLM ร่วมกับ Docker เป็นโซลูชันที่น่าสนใจบทความนี้จะนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการตั้งค่าและใช้งาน Docker สำหรับ vLLM บน DGX Spark โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะแบบ Multi-Node ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถรันโมเดลได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดvLLM คืออะไร และทำไมถึงต้องใช้กับ DGX Spark?vLLM เป็นไลบรารีโอเพนซอร์สที่ออกแบบมาเพื่อเร่งความเร็วในการอนุมาน (inference) ของ LLMs โดยเฉพาะ มีการจัดการหน่วยความจำและการประมวลผลที่มีประสิทธิภาพสูง ทำให้สามารถรองรับโมเดลขนาดใหญ่และจำนวนผู้ใช้งานพร้อมกันได้มากขึ้นDGX Spark ซึ่งเป็นฮาร์ดแวร์ที่ทรงพลังจาก NVIDIA เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการประมวลผล AI และ Machine Learning การผนวก vLLM เข้ากับ DGX Spark ผ่าน Docker ช่วยให้:การจัดการสภาพแวดล้อมที่ง่ายขึ้น: Docker ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่แยกออกเป็นอิสระ ทำให้การติดตั้งและจัดการ Dependency ต่าง ๆ เป็นไปอย่างราบรื่นการปรับขนาด (Scalability): รองรับการทำงานทั้งบนเครื่องเดี่ยว (Single Node) และคลัสเตอร์หลายเครื่อง (Multi-Node) ได้อย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิภาพสูงสุด: ใช้ประโยชน์จากฮาร์ดแวร์ DGX Spark ได้อย่างเต็มที่ ด้วยการรองรับเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น InfiniBand/RDMA (NCCL) และการโหลดโมเดลความเร็วสูงการเตรียมความพร้อม: การสร้าง Docker Imageการเริ่มต้นคือการสร้าง Docker Image ที่จะใช้สำหรับรัน vLLM บน DGX Spark สคริปต์ build-and-copy.sh จะเป็นเครื่องมือหลักในการจัดการขั้นตอนนี้การดึง Image พื้นฐาน: โดยปกติ สคริปต์จะดึง Image ล่าสุดที่ผ่านการทดสอบแล้วจาก DockerHub (eugr/spark-vllm:latest) ซึ่งมีการทดสอบกับโมเดลหลากหลายทั้งในโหมดคลัสเตอร์และโหมดเดี่ยวการปรับแต่งการ Build:--use-wheels: ใช้ Image ที่สร้างจาก Precompiled vLLM และ FlashInfer wheels ซึ่งเร็วกว่าการคอมไพล์จาก Source Code--rebuild-vllm: บังคับให้คอมไพล์ vLLM เวอร์ชันล่าสุดจาก Branch หลัก--vllm-ref: กำหนดเวอร์ชันหรือ Commit ID ของ vLLM ที่ต้องการ--rebuild-flashinfer, --flashinfer-ref: การปรับแต่งสำหรับการ Build FlashInferระยะเวลาในการ Build: การ Build จาก Precompiled wheels จะใช้เวลาสั้นกว่า (ประมาณ 2-3 นาที หลังจากการดึง Base Image) ในขณะที่การคอมไพล์จาก Source Code ทั้งหมดอาจใช้เวลา 20-40 นาที แต่การ Build ครั้งถัดไปจะเร็วกว่าการตั้งค่าคลัสเตอร์ (Multi-Node)สำหรับการใช้งานบนคลัสเตอร์ DGX Spark การตั้งค่าการเชื่อมต่อระหว่างเครื่อง (Sparks) เป็นสิ่งสำคัญการเชื่อมต่อระหว่าง Sparks: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้เชื่อมต่อ Sparks เข้าด้วยกันและตั้งค่า Passwordless SSH แล้วการกระจาย Image: ใช้สคริปต์ launch-cluster.sh เพื่อดึง Tag Image ที่ต้องการและกระจายไปยังทุกโหนดในคลัสเตอร์การใช้งานบนเครื่องเดี่ยว (Single Node)แม้ว่าเครื่องมือจะถูกพัฒนามาเพื่อรองรับ Multi-Node เป็นหลัก แต่ก็สามารถใช้งานได้ดีเยี่ยมบนเครื่องเดี่ยวเช่นกันโหมด Solo: สคริปต์ launch-cluster.sh รองรับ "Solo Mode" ซึ่งเป็นวิธีที่แนะนำสำหรับการรันบน DGX Spark เครื่องเดียวการ Publish Port: หากต้องการ Publish Port ของ Server แทนการใช้ Host Networking ให้ระบุ Docker Port Mapping ก่อนการรันการดาวน์โหลดและกระจายโมเดลเพื่อหลีกเลี่ยงการดาวน์โหลดโมเดลซ้ำซ้อนในแต่ละโหนด ควรดาวน์โหลดโมเดลบนโหนดใดโหนดหนึ่งก่อน แล้วจึงกระจายไปยังโหนดอื่น ๆ ในคลัสเตอร์สคริปต์ hf-download.sh: สคริปต์นี้ช่วยอำนวยความสะดวกในการดาวน์โหลดโมเดลและกระจายไปยังคลัสเตอร์โดยอัตโนมัติการรัน Inferenceเมื่อตั้งค่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว การรันโมเดลเพื่อทำการ Inference สามารถทำได้ผ่านสคริปต์ Launcherการกำหนดจำนวนโหนด: สคริปต์จะใช้จำนวนโหนดที่ระบุผ่าน Flags ต่างๆ เช่น --num-nodesข้อควรระวังเกี่ยวกับหน่วยความจำ: หลีกเลี่ยงการใช้ --load-format fastsafetensors หากโมเดลมีขนาดใหญ่มาก (เกิน 0.85 ของ RAM ที่มีอยู่) เนื่องจากอาจเกิดปัญหา Out of Memory ได้การจัดการ Docker Build Cacheเมื่อใช้งานไปสักระยะหนึ่ง Build Cache อาจมีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งสามารถจัดการได้ดังนี้:ตรวจสอบขนาด Cache: ใช้คำสั่ง docker builder prune --filter "until=72h" เพื่อลบ Cache ที่เก่ากว่า 72 ชั่วโมงการลบ Cache ทั้งหมด: หากต้องการลบ Cache ทั้งหมด (ควรทำอย่างระมัดระวัง)คุณสมบัติและอัปเดตที่น่าสนใจEarlyoom: Image Runner ปัจจุบันมี earlyoom ติดตั้งมาด้วย ซึ่งช่วยในการตรวจสอบหน่วยความจำของ Host อย่างต่อเนื่องNCCL และ NVCC Gencode: การรองรับ NCCL Main Branch และการกำหนด gpu-arch ที่ขับเคลื่อนการ Build NVCC GencodeKV Cache Preallocation Cleanup: การปรับปรุงการจัดการหน่วยความจำ KV Cache โดยการเคลียร์ Cache CUDA ก่อนการคำนวณขนาด KV Cacheการรองรับโมเดลใหม่: เพิ่ม Recipes สำหรับโมเดลต่าง ๆ เช่น Gemma, Qwen, Deepseek V4 Flash และ DiffusionGemmaการปรับปรุงประสิทธิภาพ: การเพิ่ม gpumemoryutilization เป็น 0.8 และการเปลี่ยน Base Image CUDAการแก้ไขปัญหา: มีการแก้ไขปัญหาเฉพาะสำหรับ vLLM เช่น การจัดการ MoE weight_shape metadata หรือการทำงานร่วมกับ Tensor Parallelism ข้ามโหนดสรุปการใช้ vLLM ร่วมกับ Docker บน DGX Spark เป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับการรัน LLMs โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถาปัตยกรรมแบบ Multi-Node การทำความเข้าใจขั้นตอนการ Build Image, การตั้งค่าคลัสเตอร์, การจัดการโมเดล และการรัน Inference จะช่วยให้คุณสามารถปลดล็อกศักยภาพสูงสุดของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ได้อย่างเต็มที่#vLLM #DGXSpark #Docker #LLM #AI #MachineLearninghttps://github.com/eugr/spark-vllm-docker
    Shared content
    GITHUB.COM
    GitHub - eugr/spark-vllm-docker: Docker configuration for running VLLM on dual DGX Sparks
    Docker configuration for running VLLM on dual DGX Sparks - eugr/spark-vllm-docker
    5 Комментарии 0 Поделились 604 Просмотры 0 предпросмотр
  • เบื้องหลังการสร้างหนังสั้น AI สุดไวรัล: จากไอเดียสู่ผลงานระดับ 4K

    เคยสงสัยไหมว่าหนังสั้นที่สร้างจาก AI นั้นมีกระบวนการทำงานอย่างไร? วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกเบื้องหลังการสร้างผลงานที่กลายเป็นไวรัลอย่างรวดเร็ว ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยี AI อันน่าทึ่ง เพื่อสร้างภาพยนตร์สั้นที่น่าติดตาม ตั้งแต่ต้นจนจบ

    จุดเริ่มต้น: ไอเดียสุดบรรเจิด

    ทุกการสร้างสรรค์เริ่มต้นจากไอเดีย หนังสั้นเรื่องนี้ก็เช่นกัน โดยมีแนวคิดหลักคือการพาตัวละครหนึ่งตัวเดินทางผ่านโลกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นพายุกลางทะเลทรายอันแห้งแล้ง หรือป่าดงดิบที่เขียวชอุ่ม ทั้งหมดนี้ถูกถ่ายทอดออกมาในคุณภาพระดับ 4K เพื่อให้ผู้ชมได้รับประสบการณ์ที่สมจริงที่สุด

    เครื่องมือ AI ที่ใช้สร้างสรรค์

    เบื้องหลังความสำเร็จของหนังสั้นเรื่องนี้ คือการนำเครื่องมือ AI มาประยุกต์ใช้ในทุกขั้นตอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:

    • Seedance 4K: เครื่องมือ AI ที่ช่วยในการสร้างภาพเคลื่อนไหวและอนิเมชันคุณภาพสูง ทำให้ตัวละครและฉากต่างๆ มีชีวิตชีวา
    • Claude Fable 5: AI อีกตัวที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์เนื้อหา การเล่าเรื่อง หรืออาจจะช่วยในการสร้างบทสนทนาและองค์ประกอบอื่นๆ เพื่อเสริมให้เรื่องราวมีความน่าสนใจ

    การผสมผสานเครื่องมือเหล่านี้ทำให้การสร้างภาพยนตร์สั้นเป็นไปได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

    กระบวนการทำงานแบบเต็มรูปแบบ

    1. การสร้างคอนเซ็ปต์และสตอรี่บอร์ด: เริ่มจากการวางแผนโครงเรื่อง กำหนดตัวละคร ฉาก และลำดับภาพที่ต้องการ
    2. การสร้างตัวละครและสภาพแวดล้อม: ใช้ AI ในการออกแบบและสร้างโมเดลตัวละคร รวมถึงสภาพแวดล้อมในแต่ละฉาก
    3. การสร้างภาพเคลื่อนไหว (Animation): นำ Seedance 4K มาใช้ในการทำให้ตัวละครเคลื่อนไหวได้อย่างสมจริง และสร้างไดนามิกให้กับฉากต่างๆ
    4. การสร้างฉากหลังและเอฟเฟกต์: สร้างฉากหลังที่สวยงามและสมจริง เช่น ทะเล มหาสมุทร ทะเลทราย หรือป่า พร้อมใส่เอฟเฟกต์พิเศษต่างๆ
    5. การตัดต่อและเสียง: นำฟุตเทจที่ได้มาตัดต่อเรียงร้อยให้เป็นเรื่องราวที่สมบูรณ์ ใส่เสียงประกอบ ดนตรี และเสียงบรรยาย (ถ้ามี)
    6. การปรับปรุงคุณภาพ: ตรวจสอบและปรับปรุงคุณภาพของภาพและเสียงให้ได้มาตรฐานสูงสุด โดยเฉพาะการเรนเดอร์ในระดับ 4K

    ทำไมหนังสั้น AI เรื่องนี้ถึงเป็นไวรัล?

    • ไอเดียที่แปลกใหม่: การพาตัวละครผ่านโลกที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว เป็นแนวคิดที่ดึงดูดความสนใจ
    • คุณภาพของภาพ: การนำเสนอในระดับ 4K ทำให้ภาพมีความคมชัด สวยงาม และน่าประทับใจ
    • การใช้ AI ที่น่าทึ่ง: แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ AI ในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะได้อย่างไร้ขีดจำกัด
    • การเล่าเรื่องที่น่าติดตาม: แม้จะเป็นหนังสั้น แต่การเล่าเรื่องก็สามารถทำให้ผู้ชมรู้สึกผูกพันและอยากติดตามตอนต่อไป

    สรุป: อนาคตของการสร้างสรรค์ด้วย AI

    การสร้างหนังสั้น AI เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยี AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือ แต่เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยปลดล็อกศักยภาพในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะรูปแบบใหม่ๆ ได้อย่างน่าทึ่ง ในอนาคต เราอาจจะได้เห็นผลงานที่สร้างสรรค์จาก AI มากมาย หลากหลายรูปแบบ และเข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น

    หากคุณสนใจกระบวนการสร้างสรรค์แบบเต็มรูปแบบ สามารถรับชมวิดีโอต้นฉบับได้ที่: [ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
    https://www.youtube.com/watch?v=CHHH8tNioSc](https://www.youtube.com/watch?v=CHHH8tNioSc)

    #AI #หนังสั้นAI #เทคโนโลยี #สร้างสรรค์ #Seedance #Claude

    ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
    https://www.youtube.com/watch?v=CHHH8tNioSc

    เบื้องหลังการสร้างหนังสั้น AI สุดไวรัล: จากไอเดียสู่ผลงานระดับ 4Kเคยสงสัยไหมว่าหนังสั้นที่สร้างจาก AI นั้นมีกระบวนการทำงานอย่างไร? วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกเบื้องหลังการสร้างผลงานที่กลายเป็นไวรัลอย่างรวดเร็ว ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยี AI อันน่าทึ่ง เพื่อสร้างภาพยนตร์สั้นที่น่าติดตาม ตั้งแต่ต้นจนจบจุดเริ่มต้น: ไอเดียสุดบรรเจิดทุกการสร้างสรรค์เริ่มต้นจากไอเดีย หนังสั้นเรื่องนี้ก็เช่นกัน โดยมีแนวคิดหลักคือการพาตัวละครหนึ่งตัวเดินทางผ่านโลกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นพายุกลางทะเลทรายอันแห้งแล้ง หรือป่าดงดิบที่เขียวชอุ่ม ทั้งหมดนี้ถูกถ่ายทอดออกมาในคุณภาพระดับ 4K เพื่อให้ผู้ชมได้รับประสบการณ์ที่สมจริงที่สุดเครื่องมือ AI ที่ใช้สร้างสรรค์เบื้องหลังความสำเร็จของหนังสั้นเรื่องนี้ คือการนำเครื่องมือ AI มาประยุกต์ใช้ในทุกขั้นตอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:Seedance 4K: เครื่องมือ AI ที่ช่วยในการสร้างภาพเคลื่อนไหวและอนิเมชันคุณภาพสูง ทำให้ตัวละครและฉากต่างๆ มีชีวิตชีวาClaude Fable 5: AI อีกตัวที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์เนื้อหา การเล่าเรื่อง หรืออาจจะช่วยในการสร้างบทสนทนาและองค์ประกอบอื่นๆ เพื่อเสริมให้เรื่องราวมีความน่าสนใจการผสมผสานเครื่องมือเหล่านี้ทำให้การสร้างภาพยนตร์สั้นเป็นไปได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพกระบวนการทำงานแบบเต็มรูปแบบการสร้างคอนเซ็ปต์และสตอรี่บอร์ด: เริ่มจากการวางแผนโครงเรื่อง กำหนดตัวละคร ฉาก และลำดับภาพที่ต้องการการสร้างตัวละครและสภาพแวดล้อม: ใช้ AI ในการออกแบบและสร้างโมเดลตัวละคร รวมถึงสภาพแวดล้อมในแต่ละฉากการสร้างภาพเคลื่อนไหว (Animation): นำ Seedance 4K มาใช้ในการทำให้ตัวละครเคลื่อนไหวได้อย่างสมจริง และสร้างไดนามิกให้กับฉากต่างๆการสร้างฉากหลังและเอฟเฟกต์: สร้างฉากหลังที่สวยงามและสมจริง เช่น ทะเล มหาสมุทร ทะเลทราย หรือป่า พร้อมใส่เอฟเฟกต์พิเศษต่างๆการตัดต่อและเสียง: นำฟุตเทจที่ได้มาตัดต่อเรียงร้อยให้เป็นเรื่องราวที่สมบูรณ์ ใส่เสียงประกอบ ดนตรี และเสียงบรรยาย (ถ้ามี)การปรับปรุงคุณภาพ: ตรวจสอบและปรับปรุงคุณภาพของภาพและเสียงให้ได้มาตรฐานสูงสุด โดยเฉพาะการเรนเดอร์ในระดับ 4Kทำไมหนังสั้น AI เรื่องนี้ถึงเป็นไวรัล?ไอเดียที่แปลกใหม่: การพาตัวละครผ่านโลกที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว เป็นแนวคิดที่ดึงดูดความสนใจคุณภาพของภาพ: การนำเสนอในระดับ 4K ทำให้ภาพมีความคมชัด สวยงาม และน่าประทับใจการใช้ AI ที่น่าทึ่ง: แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ AI ในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะได้อย่างไร้ขีดจำกัดการเล่าเรื่องที่น่าติดตาม: แม้จะเป็นหนังสั้น แต่การเล่าเรื่องก็สามารถทำให้ผู้ชมรู้สึกผูกพันและอยากติดตามตอนต่อไปสรุป: อนาคตของการสร้างสรรค์ด้วย AIการสร้างหนังสั้น AI เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยี AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือ แต่เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยปลดล็อกศักยภาพในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะรูปแบบใหม่ๆ ได้อย่างน่าทึ่ง ในอนาคต เราอาจจะได้เห็นผลงานที่สร้างสรรค์จาก AI มากมาย หลากหลายรูปแบบ และเข้าถึงง่ายยิ่งขึ้นหากคุณสนใจกระบวนการสร้างสรรค์แบบเต็มรูปแบบ สามารถรับชมวิดีโอต้นฉบับได้ที่: [https://www.youtube.com/watch?v=CHHH8tNioSc](https://www.youtube.com/watch?v=CHHH8tNioSc)#AI #หนังสั้นAI #เทคโนโลยี #สร้างสรรค์ #Seedance #Claudehttps://www.youtube.com/watch?v=CHHH8tNioSc
    4 Комментарии 0 Поделились 450 Просмотры 0 предпросмотр
  • Moonshot AI ดึงข้อมูล Fable ของ Anthropic พัฒนาโมเดล K3

    มีรายงานว่า Moonshot AI ได้นำข้อมูลจากโมเดล Fable ของ Anthropic มาใช้ในการพัฒนาโมเดล K3 ของตนเอง โดยได้สร้างแพลตฟอร์มภายในที่ซับซ้อนเพื่อทำการกลั่นกรองข้อมูล (distillation) ในวงกว้างเทียบกับโมเดลของสหรัฐอเมริกา ซึ่งช่วยให้สามารถสลับเปลี่ยนวิธีการต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว

    การกลั่นกรองข้อมูล (Distillation) คืออะไร?

    การกลั่นกรองข้อมูลในบริบทของปัญญาประดิษฐ์ (AI) คือกระบวนการฝึกโมเดล AI ขนาดเล็กให้เลียนแบบพฤติกรรมหรือความสามารถของโมเดล AI ขนาดใหญ่ที่ซับซ้อนกว่า โดยเป้าหมายคือการสร้างโมเดลที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับโมเดลต้นฉบับ แต่มีขนาดเล็กลง ใช้ทรัพยากรน้อยลง และทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

    Moonshot AI กับการพัฒนาโมเดล K3

    การที่ Moonshot AI เลือกใช้ข้อมูลจาก Fable ของ Anthropic ชี้ให้เห็นถึงความพยายามในการยกระดับขีดความสามารถของโมเดล K3 ให้มีความโดดเด่นและแข่งขันได้ในตลาด AI ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว การสร้างแพลตฟอร์มภายในที่รองรับการกลั่นกรองข้อมูลขนาดใหญ่ แสดงถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เพื่อให้สามารถทดลองและปรับปรุงโมเดลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ความสำคัญของการสลับเปลี่ยนวิธีการ

    ความสามารถในการสลับเปลี่ยนวิธีการต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาโมเดล AI เนื่องจากช่วยให้นักพัฒนาสามารถ:

    • ทดลองแนวทางใหม่ๆ: สำรวจเทคนิคและอัลกอริทึมที่หลากหลายเพื่อหาแนวทางที่ดีที่สุด
    • ปรับปรุงประสิทธิภาพ: ปรับแต่งโมเดลให้เหมาะสมกับงานหรือชุดข้อมูลที่แตกต่างกัน
    • เพิ่มความยืดหยุ่น: ตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของตลาดและเทคโนโลยี

    ผลกระทบต่อวงการ AI

    การพัฒนาโมเดล AI ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เทคนิคการกลั่นกรองข้อมูล จะมีส่วนช่วยผลักดันนวัตกรรมในวงการ AI ให้ก้าวหน้าต่อไป การแข่งขันระหว่างบริษัทต่างๆ ในการพัฒนาโมเดลที่ดีที่สุด ย่อมส่งผลดีต่อผู้ใช้งานในระยะยาว จากการที่ได้ใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพและหลากหลายมากขึ้น

    ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
    https://x.com/mkratsios47/status/2079933645888880708?fbclid=IwVERDUATOF0NleHRuA2FlbQIxMABzcnRjBmFwcF9pZAwzNTA2ODU1MzE3MjgAAR7miAlOfJBz4omJfXjNrOq_STXAsg-s-vMYnrU2vW8R-soqn7AuDMTsUyld9g_aem__m8nExhzKbO-ledZpQII9g

    Moonshot AI ดึงข้อมูล Fable ของ Anthropic พัฒนาโมเดล K3มีรายงานว่า Moonshot AI ได้นำข้อมูลจากโมเดล Fable ของ Anthropic มาใช้ในการพัฒนาโมเดล K3 ของตนเอง โดยได้สร้างแพลตฟอร์มภายในที่ซับซ้อนเพื่อทำการกลั่นกรองข้อมูล (distillation) ในวงกว้างเทียบกับโมเดลของสหรัฐอเมริกา ซึ่งช่วยให้สามารถสลับเปลี่ยนวิธีการต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วการกลั่นกรองข้อมูล (Distillation) คืออะไร?การกลั่นกรองข้อมูลในบริบทของปัญญาประดิษฐ์ (AI) คือกระบวนการฝึกโมเดล AI ขนาดเล็กให้เลียนแบบพฤติกรรมหรือความสามารถของโมเดล AI ขนาดใหญ่ที่ซับซ้อนกว่า โดยเป้าหมายคือการสร้างโมเดลที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับโมเดลต้นฉบับ แต่มีขนาดเล็กลง ใช้ทรัพยากรน้อยลง และทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้นMoonshot AI กับการพัฒนาโมเดล K3การที่ Moonshot AI เลือกใช้ข้อมูลจาก Fable ของ Anthropic ชี้ให้เห็นถึงความพยายามในการยกระดับขีดความสามารถของโมเดล K3 ให้มีความโดดเด่นและแข่งขันได้ในตลาด AI ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว การสร้างแพลตฟอร์มภายในที่รองรับการกลั่นกรองข้อมูลขนาดใหญ่ แสดงถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เพื่อให้สามารถทดลองและปรับปรุงโมเดลได้อย่างมีประสิทธิภาพความสำคัญของการสลับเปลี่ยนวิธีการความสามารถในการสลับเปลี่ยนวิธีการต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาโมเดล AI เนื่องจากช่วยให้นักพัฒนาสามารถ:ทดลองแนวทางใหม่ๆ: สำรวจเทคนิคและอัลกอริทึมที่หลากหลายเพื่อหาแนวทางที่ดีที่สุดปรับปรุงประสิทธิภาพ: ปรับแต่งโมเดลให้เหมาะสมกับงานหรือชุดข้อมูลที่แตกต่างกันเพิ่มความยืดหยุ่น: ตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของตลาดและเทคโนโลยีผลกระทบต่อวงการ AIการพัฒนาโมเดล AI ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เทคนิคการกลั่นกรองข้อมูล จะมีส่วนช่วยผลักดันนวัตกรรมในวงการ AI ให้ก้าวหน้าต่อไป การแข่งขันระหว่างบริษัทต่างๆ ในการพัฒนาโมเดลที่ดีที่สุด ย่อมส่งผลดีต่อผู้ใช้งานในระยะยาว จากการที่ได้ใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพและหลากหลายมากขึ้นhttps://x.com/mkratsios47/status/2079933645888880708?fbclid=IwVERDUATOF0NleHRuA2FlbQIxMABzcnRjBmFwcF9pZAwzNTA2ODU1MzE3MjgAAR7miAlOfJBz4omJfXjNrOq_STXAsg-s-vMYnrU2vW8R-soqn7AuDMTsUyld9g_aem__m8nExhzKbO-ledZpQII9g
    7 Комментарии 0 Поделились 367 Просмотры 0 предпросмотр
  • LINE Bot MCP Server: เชื่อมต่อ AI Agent สู่ LINE Official Account อย่างไร้รอยต่อ

    ในยุคดิจิทัลที่การสื่อสารเป็นหัวใจสำคัญ การนำ AI Agent มาผสานกับการทำงานของ LINE Official Account (LINE OA) ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างระบบตอบกลับอัตโนมัติ หรือบริการที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น

    บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับ LINE Bot MCP Server ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้คุณสามารถเชื่อมต่อ AI Agent เข้ากับ LINE OA ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการใช้ประโยชน์จาก LINE Messaging API

    LINE Bot MCP Server คืออะไร?

    LINE Bot MCP Server คือโปรเจกต์ Open Source ที่พัฒนาโดย LINE เอง ทำหน้าที่เป็น "ตัวกลาง" หรือ "เซิร์ฟเวอร์" ที่เชื่อมต่อระหว่าง AI Agent กับ LINE Messaging API เพื่อให้ AI Agent สามารถโต้ตอบกับผู้ใช้ผ่าน LINE OA ได้อย่างเป็นระบบ

    โปรเจกต์นี้มีประโยชน์อย่างมากในการสร้างบอท LINE ที่มีความสามารถมากกว่าการตอบกลับข้อความธรรมดา เช่น การตอบคำถามที่ซับซ้อน การจัดการคำสั่ง หรือการให้บริการเฉพาะบุคคล

    ความสามารถหลักของ LINE Bot MCP Server

    MCP Server นี้มาพร้อมฟังก์ชันหลากหลายที่ช่วยให้การพัฒนา LINE Bot มีความยืดหยุ่นและทรงพลังยิ่งขึ้น ดังนี้:

    การส่งข้อความ

    • pushtextmessage: ฟังก์ชันสำหรับส่งข้อความธรรมดาไปยังผู้ใช้ LINE โดยตรง สามารถระบุ userId ของผู้รับได้ หรือใช้ DESTINATIONUSERID ที่ตั้งค่าไว้ล่วงหน้า
    • pushflexmessage: สำหรับส่งข้อความที่มีรูปแบบซับซ้อนและปรับแต่งได้สูง (Flex Message) ซึ่งช่วยให้การนำเสนอข้อมูลน่าสนใจยิ่งขึ้น เช่น การแสดงภาพ, ปุ่ม, การ์ด หรือรูปแบบอื่นๆ ที่หลากหลาย

    การส่งข้อความแบบ Broadcast

    • broadcasttextmessage: ส่งข้อความธรรมดาไปยังผู้ติดตาม LINE OA ทั้งหมด
    • broadcastflexmessage: ส่ง Flex Message ไปยังผู้ติดตาม LINE OA ทั้งหมด เหมาะสำหรับการประกาศข่าวสาร โปรโมชั่น หรืออัปเดตสำคัญ

    การจัดการข้อมูลผู้ใช้และ Rich Menu

    • get_profile: ดึงข้อมูลโปรไฟล์ของผู้ใช้ LINE เช่น ชื่อที่แสดง, URL รูปโปรไฟล์, ข้อความสถานะ และภาษา
    • getmessagequota: ตรวจสอบโควตาและปริมาณการใช้งานข้อความของ LINE OA
    • getrichmenu_list: ดูรายการ Rich Menu ที่เชื่อมโยงกับ LINE OA ของคุณ
    • deleterichmenu: ลบ Rich Menu ที่ไม่ต้องการใช้งาน
    • setrichmenu_default: กำหนดให้ Rich Menu ใด Rich Menu หนึ่งเป็น Rich Menu หลัก (Default)
    • cancelrichmenu_default: ยกเลิกการตั้งค่า Rich Menu หลัก
    • createrichmenu: สร้าง Rich Menu ใหม่ พร้อมกำหนดข้อความบน Chat Bar และ Actions ต่างๆ เช่น การส่งข้อความ, เปิด URL, เลือกวันที่/เวลา, เปิดกล้อง, แชร์โลเคชัน และอื่นๆ

    การจัดการผู้ติดตาม

    • getfollowerids: รับรายชื่อ User ID ของผู้ที่ติดตาม LINE OA ของคุณ เพื่อนำไปใช้ในการส่งข้อความแบบเจาะจง หรือทำการตลาด

    การติดตั้งและตั้งค่าเบื้องต้น

    โปรเจกต์นี้มีวิธีการติดตั้งและตั้งค่าที่ยืดหยุ่น โดยมีสองวิธีหลักให้เลือก:

    1. การติดตั้งผ่าน npx (สำหรับ Node.js)

    • ข้อกำหนดเบื้องต้น: Node.js v22 ขึ้นไป
    • ขั้นตอน:
    1. สร้าง LINE Official Account: หากยังไม่มี ต้องสร้าง LINE OA ก่อน และเปิดใช้งาน Messaging API
    2. ตั้งค่า AI Agent: กำหนดค่า Environment Variables หรือ Arguments ที่จำเป็น เช่น
    • CHANNELACCESSTOKEN: Token สำหรับเชื่อมต่อกับ LINE Messaging API
    • DESTINATIONUSERID: User ID ของผู้รับข้อความเริ่มต้น (หากไม่ระบุใน Tool)
    • การใช้งานร่วมกับ Inspector: สามารถใช้ MCP Inspector เพื่อทดสอบและดีบักเซิร์ฟเวอร์ได้ โดยการ Clone Repository, ติดตั้ง Dependencies และรัน Inspector

    2. การติดตั้งผ่าน Docker

    • ขั้นตอน:
    1. Clone Repository: ดึงโค้ดโปรเจกต์มา
    2. Build Docker Image: สร้าง Image ของ line-bot-mcp-server
    3. ตั้งค่า AI Agent: กำหนดค่า mcpServers.args ให้ชี้ไปยัง Path ของ line-bot-mcp-server

    ข้อควรทราบ

    • เวอร์ชัน Preview: โปรเจกต์นี้ถูกจัดทำขึ้นในรูปแบบ Preview ซึ่งหมายความว่าอาจยังไม่สมบูรณ์ 100% และอาจมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เหมาะสำหรับการทดลองและพัฒนาในช่วงเริ่มต้น
    • การมีส่วนร่วม: หากคุณสนใจร่วมพัฒนาหรือปรับปรุงโปรเจกต์ สามารถศึกษา CONTRIBUTING เพื่อดูแนวทางการส่ง Contribution ได้

    สรุป

    LINE Bot MCP Server เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังสำหรับนักพัฒนาที่ต้องการผสาน AI Agent เข้ากับ LINE Official Account เพื่อสร้างประสบการณ์การสื่อสารที่เหนือระดับ ช่วยให้การพัฒนา LINE Bot ที่ซับซ้อนทำได้ง่ายขึ้น และเปิดโอกาสในการสร้างสรรค์แอปพลิเคชันบน LINE ที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพ

    ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
    https://github.com/line/line-bot-mcp-server?fbclid=IwdGRjcATOrE9jbGNrBM6sSmV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHu2XdbSNz5-lSx0NtHoa6G7bHtBaA7oNvgBeNlrl8e8zY8X16wbe1h3k08sQ_aem_diBU0ICHD2nOxNIS784cog

    LINE Bot MCP Server: เชื่อมต่อ AI Agent สู่ LINE Official Account อย่างไร้รอยต่อในยุคดิจิทัลที่การสื่อสารเป็นหัวใจสำคัญ การนำ AI Agent มาผสานกับการทำงานของ LINE Official Account (LINE OA) ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างระบบตอบกลับอัตโนมัติ หรือบริการที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นบทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับ LINE Bot MCP Server ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้คุณสามารถเชื่อมต่อ AI Agent เข้ากับ LINE OA ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการใช้ประโยชน์จาก LINE Messaging APILINE Bot MCP Server คืออะไร?LINE Bot MCP Server คือโปรเจกต์ Open Source ที่พัฒนาโดย LINE เอง ทำหน้าที่เป็น "ตัวกลาง" หรือ "เซิร์ฟเวอร์" ที่เชื่อมต่อระหว่าง AI Agent กับ LINE Messaging API เพื่อให้ AI Agent สามารถโต้ตอบกับผู้ใช้ผ่าน LINE OA ได้อย่างเป็นระบบโปรเจกต์นี้มีประโยชน์อย่างมากในการสร้างบอท LINE ที่มีความสามารถมากกว่าการตอบกลับข้อความธรรมดา เช่น การตอบคำถามที่ซับซ้อน การจัดการคำสั่ง หรือการให้บริการเฉพาะบุคคลความสามารถหลักของ LINE Bot MCP ServerMCP Server นี้มาพร้อมฟังก์ชันหลากหลายที่ช่วยให้การพัฒนา LINE Bot มีความยืดหยุ่นและทรงพลังยิ่งขึ้น ดังนี้:การส่งข้อความpushtextmessage: ฟังก์ชันสำหรับส่งข้อความธรรมดาไปยังผู้ใช้ LINE โดยตรง สามารถระบุ userId ของผู้รับได้ หรือใช้ DESTINATIONUSERID ที่ตั้งค่าไว้ล่วงหน้าpushflexmessage: สำหรับส่งข้อความที่มีรูปแบบซับซ้อนและปรับแต่งได้สูง (Flex Message) ซึ่งช่วยให้การนำเสนอข้อมูลน่าสนใจยิ่งขึ้น เช่น การแสดงภาพ, ปุ่ม, การ์ด หรือรูปแบบอื่นๆ ที่หลากหลายการส่งข้อความแบบ Broadcastbroadcasttextmessage: ส่งข้อความธรรมดาไปยังผู้ติดตาม LINE OA ทั้งหมดbroadcastflexmessage: ส่ง Flex Message ไปยังผู้ติดตาม LINE OA ทั้งหมด เหมาะสำหรับการประกาศข่าวสาร โปรโมชั่น หรืออัปเดตสำคัญการจัดการข้อมูลผู้ใช้และ Rich Menuget_profile: ดึงข้อมูลโปรไฟล์ของผู้ใช้ LINE เช่น ชื่อที่แสดง, URL รูปโปรไฟล์, ข้อความสถานะ และภาษาgetmessagequota: ตรวจสอบโควตาและปริมาณการใช้งานข้อความของ LINE OAgetrichmenu_list: ดูรายการ Rich Menu ที่เชื่อมโยงกับ LINE OA ของคุณdeleterichmenu: ลบ Rich Menu ที่ไม่ต้องการใช้งานsetrichmenu_default: กำหนดให้ Rich Menu ใด Rich Menu หนึ่งเป็น Rich Menu หลัก (Default)cancelrichmenu_default: ยกเลิกการตั้งค่า Rich Menu หลักcreaterichmenu: สร้าง Rich Menu ใหม่ พร้อมกำหนดข้อความบน Chat Bar และ Actions ต่างๆ เช่น การส่งข้อความ, เปิด URL, เลือกวันที่/เวลา, เปิดกล้อง, แชร์โลเคชัน และอื่นๆการจัดการผู้ติดตามgetfollowerids: รับรายชื่อ User ID ของผู้ที่ติดตาม LINE OA ของคุณ เพื่อนำไปใช้ในการส่งข้อความแบบเจาะจง หรือทำการตลาดการติดตั้งและตั้งค่าเบื้องต้นโปรเจกต์นี้มีวิธีการติดตั้งและตั้งค่าที่ยืดหยุ่น โดยมีสองวิธีหลักให้เลือก:1. การติดตั้งผ่าน npx (สำหรับ Node.js)ข้อกำหนดเบื้องต้น: Node.js v22 ขึ้นไปขั้นตอน:สร้าง LINE Official Account: หากยังไม่มี ต้องสร้าง LINE OA ก่อน และเปิดใช้งาน Messaging APIตั้งค่า AI Agent: กำหนดค่า Environment Variables หรือ Arguments ที่จำเป็น เช่นCHANNELACCESSTOKEN: Token สำหรับเชื่อมต่อกับ LINE Messaging APIDESTINATIONUSERID: User ID ของผู้รับข้อความเริ่มต้น (หากไม่ระบุใน Tool)การใช้งานร่วมกับ Inspector: สามารถใช้ MCP Inspector เพื่อทดสอบและดีบักเซิร์ฟเวอร์ได้ โดยการ Clone Repository, ติดตั้ง Dependencies และรัน Inspector2. การติดตั้งผ่าน Dockerขั้นตอน:Clone Repository: ดึงโค้ดโปรเจกต์มาBuild Docker Image: สร้าง Image ของ line-bot-mcp-serverตั้งค่า AI Agent: กำหนดค่า mcpServers.args ให้ชี้ไปยัง Path ของ line-bot-mcp-serverข้อควรทราบเวอร์ชัน Preview: โปรเจกต์นี้ถูกจัดทำขึ้นในรูปแบบ Preview ซึ่งหมายความว่าอาจยังไม่สมบูรณ์ 100% และอาจมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เหมาะสำหรับการทดลองและพัฒนาในช่วงเริ่มต้นการมีส่วนร่วม: หากคุณสนใจร่วมพัฒนาหรือปรับปรุงโปรเจกต์ สามารถศึกษา CONTRIBUTING เพื่อดูแนวทางการส่ง Contribution ได้สรุปLINE Bot MCP Server เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังสำหรับนักพัฒนาที่ต้องการผสาน AI Agent เข้ากับ LINE Official Account เพื่อสร้างประสบการณ์การสื่อสารที่เหนือระดับ ช่วยให้การพัฒนา LINE Bot ที่ซับซ้อนทำได้ง่ายขึ้น และเปิดโอกาสในการสร้างสรรค์แอปพลิเคชันบน LINE ที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพhttps://github.com/line/line-bot-mcp-server?fbclid=IwdGRjcATOrE9jbGNrBM6sSmV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHu2XdbSNz5-lSx0NtHoa6G7bHtBaA7oNvgBeNlrl8e8zY8X16wbe1h3k08sQ_aem_diBU0ICHD2nOxNIS784cog
    Shared content
    GITHUB.COM
    GitHub - line/line-bot-mcp-server: MCP server that integrates the LINE Messaging API to connect an AI Agent to the LINE Official Account.
    MCP server that integrates the LINE Messaging API to connect an AI Agent to the LINE Official Account. - line/line-bot-mcp-server
    2 Комментарии 0 Поделились 418 Просмотры 0 предпросмотр