Gemini AI: เข้าใจวิธีคิดค่าใช้งานใหม่ และวิธีเช็กโควตาของคุณ

หากคุณเป็นผู้ใช้งาน Gemini AI ของ Google แล้วรู้สึกว่าใช้ได้ไม่นานเท่าเดิม หรือเจอปัญหา "หมดโควตา" บ่อยขึ้น นั่นอาจเป็นเพราะ Google ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการคำนวณค่าใช้งาน AI ใหม่ทั้งหมด ซึ่งส่งผลต่อจำนวนครั้งที่คุณจะสามารถใช้งานได้ในแต่ละแพ็กเกจ ตั้งแต่แบบฟรี ไปจนถึงแบบ Plus, Pro และ Ultra บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงนี้ พร้อมวิธีเช็กโควตาการใช้งานของคุณ

การเปลี่ยนแปลงวิธีการคิดค่าใช้งาน AI ของ Gemini

เดิมที Google อาจเคยนับจำนวนครั้งที่คุณส่งคำขอ (prompt) ไปยัง AI แต่ปัจจุบัน Google ได้เปลี่ยนมาวัดผลจากการใช้พลังประมวลผล (computing power) ที่คำขอของคุณต้องการ แทน

ทำไมถึงเปลี่ยน?
จากมุมมองของ Google การวัดผลด้วยพลังประมวลผลทำให้พวกเขาทราบถึงทรัพยากรที่ถูกใช้งานจริง ซึ่งส่งผลต่อค่าใช้จ่ายของศูนย์ข้อมูลโดยตรง

ผลกระทบต่อผู้ใช้งาน:

  • ความไม่แน่นอน: ผู้ใช้งานทั่วไปอาจไม่ทราบแน่ชัดว่าเมื่อใดจะถึงขีดจำกัด ทำให้ไม่สามารถตั้งกฎง่ายๆ เช่น "สร้างภาพได้ 5 ครั้งต่อวัน" ได้อีกต่อไป
  • ความยืดหยุ่น: Google ระบุในเอกสารสนับสนุนว่า "การเข้าถึงอาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือถูกจำกัดตามการทดสอบ การทดลอง หรือความพร้อมใช้งาน" ซึ่งหมายความว่าในแต่ละวัน ปริมาณการใช้งานที่คุณทำได้อาจไม่เท่ากัน

ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการใช้งาน:

  1. แพ็กเกจที่ใช้งาน: คุณสมัครใช้งานแบบใด (ฟรี, Plus, Pro, Ultra)
  2. ความซับซ้อนและความยาวของคำขอ: การขอพยากรณ์อากาศย่อมใช้พลังประมวลผลน้อยกว่าการขอให้ AI เขียนโค้ดแอปพลิเคชันขนาดเล็ก
  3. โมเดล Gemini ที่เลือกใช้: แต่ละโมเดล (เช่น 3.5 Flash) มีประสิทธิภาพและการใช้ทรัพยากรต่างกัน คุณสามารถเลือกโมเดลที่ต้องการได้จากหน้าต่างป้อนคำสั่ง

โควตาการใช้งานในแต่ละแพ็กเกจ

Google มีตัวเลือกแพ็กเกจ Gemini AI ให้เลือกใช้งานดังนี้ (สำหรับผู้ใช้งานในสหรัฐอเมริกา):

  • ฟรี: Google ไม่ได้ระบุขีดจำกัดการใช้งานที่ชัดเจน แต่เรียกว่า "มาตรฐาน"
  • AI Plus: ราคา $8/เดือน ให้ขีดจำกัดการใช้งานเป็น 2 เท่าของแพ็กเกจฟรี
  • AI Pro: ราคา $20/เดือน ให้ขีดจำกัดการใช้งานเป็น 4 เท่าของแพ็กเกจฟรี
  • AI Ultra: ราคา $100 หรือ $200/เดือน ให้ขีดจำกัดการใช้งานสูงถึง 5 หรือ 20 เท่าของแพ็กเกจ Pro

ทุกแพ็กเกจสามารถเข้าถึงโมเดล Gemini ได้ทุกตัว รวมถึง Flash-Lite, Flash และ Pro ยิ่งโมเดลมีความสามารถสูงขึ้น การใช้งานก็จะถูกนับรวมมากขึ้น

นอกจากนี้ แต่ละโมเดลยังมี "ระดับการคิด" ที่แตกต่างกัน ได้แก่ Standard, Extended และ Deep Think ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพและความเร็วในการตอบสนอง รวมถึงขีดจำกัดการใช้งานด้วย

ขนาด Context Window:
สิ่งนี้บ่งบอกถึงปริมาณข้อมูลที่คุณสามารถใส่ในหัวข้อสนทนาเดียวได้:

  • ผู้ใช้ฟรี: 32K tokens (ประมาณ 24,000 คำ)
  • ผู้ใช้ AI Plus: สูงสุด 128K tokens (ประมาณ 96,000 คำ)
  • ผู้ใช้ AI Pro และ Ultra: สูงสุด 1 ล้าน tokens (ประมาณ 750,000 คำ)

วิธีเช็กสถานะการใช้งาน AI ของคุณ

แม้ว่ากฎการใช้งานใหม่จะค่อนข้างคลุมเครือ แต่การตรวจสอบสถานะการใช้งานนั้นทำได้ง่าย:

  • บนเว็บ Gemini: คลิกไอคอนรูปเฟือง (มุมซ้ายล่าง) แล้วเลือก "Usage limits"
  • บนแอปมือถือ (Android/iOS): แตะปุ่มเมนู (มุมซ้ายบน) เลือกไอคอนรูปเฟือง จากนั้นเลือก "Usage limits"

คุณจะเห็นแถบแสดงสถานะ 2 แถบ:

  1. การใช้งานปัจจุบัน: จะรีเซ็ตทุกๆ 5 ชั่วโมง หากคุณใช้จนหมด จะต้องรอจนกว่าจะถึงเวลาที่ระบบรีเซ็ตอีกครั้ง
  2. ขีดจำกัดรายสัปดาห์: จะรีเซ็ตทุกสัปดาห์

หากคุณใช้จนถึงขีดจำกัด (แม้จะอยู่ในแพ็กเกจที่เสียเงิน) คุณอาจถูกลดระดับไปใช้โมเดล AI พื้นฐานที่สุดไปก่อน จนกว่าจะถึงรอบรีเซ็ตถัดไป

บนหน้าจอการใช้งาน คุณอาจเห็นข้อเสนอให้อัปเกรดแพ็กเกจของคุณได้เช่นกัน

ข้อควรจำ: Google อาจมีการเปลี่ยนแปลงขีดจำกัดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีปัญหาด้านทรัพยากร และผู้ใช้งานฟรีอาจได้รับผลกระทบก่อน หาก Google จำเป็นต้องจัดการทรัพยากร AI ของตน

#GeminiAI #GoogleAI #AIUsage #เทคโนโลยี

ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://www.wired.com/story/how-googles-new-gemini-rates-work-and-how-to-track-your-usage/

Gemini AI: เข้าใจวิธีคิดค่าใช้งานใหม่ และวิธีเช็กโควตาของคุณหากคุณเป็นผู้ใช้งาน Gemini AI ของ Google แล้วรู้สึกว่าใช้ได้ไม่นานเท่าเดิม หรือเจอปัญหา "หมดโควตา" บ่อยขึ้น นั่นอาจเป็นเพราะ Google ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการคำนวณค่าใช้งาน AI ใหม่ทั้งหมด ซึ่งส่งผลต่อจำนวนครั้งที่คุณจะสามารถใช้งานได้ในแต่ละแพ็กเกจ ตั้งแต่แบบฟรี ไปจนถึงแบบ Plus, Pro และ Ultra บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงนี้ พร้อมวิธีเช็กโควตาการใช้งานของคุณการเปลี่ยนแปลงวิธีการคิดค่าใช้งาน AI ของ Geminiเดิมที Google อาจเคยนับจำนวนครั้งที่คุณส่งคำขอ (prompt) ไปยัง AI แต่ปัจจุบัน Google ได้เปลี่ยนมาวัดผลจากการใช้พลังประมวลผล (computing power) ที่คำขอของคุณต้องการ แทนทำไมถึงเปลี่ยน?จากมุมมองของ Google การวัดผลด้วยพลังประมวลผลทำให้พวกเขาทราบถึงทรัพยากรที่ถูกใช้งานจริง ซึ่งส่งผลต่อค่าใช้จ่ายของศูนย์ข้อมูลโดยตรงผลกระทบต่อผู้ใช้งาน:ความไม่แน่นอน: ผู้ใช้งานทั่วไปอาจไม่ทราบแน่ชัดว่าเมื่อใดจะถึงขีดจำกัด ทำให้ไม่สามารถตั้งกฎง่ายๆ เช่น "สร้างภาพได้ 5 ครั้งต่อวัน" ได้อีกต่อไปความยืดหยุ่น: Google ระบุในเอกสารสนับสนุนว่า "การเข้าถึงอาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือถูกจำกัดตามการทดสอบ การทดลอง หรือความพร้อมใช้งาน" ซึ่งหมายความว่าในแต่ละวัน ปริมาณการใช้งานที่คุณทำได้อาจไม่เท่ากันปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการใช้งาน:แพ็กเกจที่ใช้งาน: คุณสมัครใช้งานแบบใด (ฟรี, Plus, Pro, Ultra)ความซับซ้อนและความยาวของคำขอ: การขอพยากรณ์อากาศย่อมใช้พลังประมวลผลน้อยกว่าการขอให้ AI เขียนโค้ดแอปพลิเคชันขนาดเล็กโมเดล Gemini ที่เลือกใช้: แต่ละโมเดล (เช่น 3.5 Flash) มีประสิทธิภาพและการใช้ทรัพยากรต่างกัน คุณสามารถเลือกโมเดลที่ต้องการได้จากหน้าต่างป้อนคำสั่งโควตาการใช้งานในแต่ละแพ็กเกจGoogle มีตัวเลือกแพ็กเกจ Gemini AI ให้เลือกใช้งานดังนี้ (สำหรับผู้ใช้งานในสหรัฐอเมริกา):ฟรี: Google ไม่ได้ระบุขีดจำกัดการใช้งานที่ชัดเจน แต่เรียกว่า "มาตรฐาน"AI Plus: ราคา $8/เดือน ให้ขีดจำกัดการใช้งานเป็น 2 เท่าของแพ็กเกจฟรีAI Pro: ราคา $20/เดือน ให้ขีดจำกัดการใช้งานเป็น 4 เท่าของแพ็กเกจฟรีAI Ultra: ราคา $100 หรือ $200/เดือน ให้ขีดจำกัดการใช้งานสูงถึง 5 หรือ 20 เท่าของแพ็กเกจ Proทุกแพ็กเกจสามารถเข้าถึงโมเดล Gemini ได้ทุกตัว รวมถึง Flash-Lite, Flash และ Pro ยิ่งโมเดลมีความสามารถสูงขึ้น การใช้งานก็จะถูกนับรวมมากขึ้นนอกจากนี้ แต่ละโมเดลยังมี "ระดับการคิด" ที่แตกต่างกัน ได้แก่ Standard, Extended และ Deep Think ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพและความเร็วในการตอบสนอง รวมถึงขีดจำกัดการใช้งานด้วยขนาด Context Window:สิ่งนี้บ่งบอกถึงปริมาณข้อมูลที่คุณสามารถใส่ในหัวข้อสนทนาเดียวได้:ผู้ใช้ฟรี: 32K tokens (ประมาณ 24,000 คำ)ผู้ใช้ AI Plus: สูงสุด 128K tokens (ประมาณ 96,000 คำ)ผู้ใช้ AI Pro และ Ultra: สูงสุด 1 ล้าน tokens (ประมาณ 750,000 คำ)วิธีเช็กสถานะการใช้งาน AI ของคุณแม้ว่ากฎการใช้งานใหม่จะค่อนข้างคลุมเครือ แต่การตรวจสอบสถานะการใช้งานนั้นทำได้ง่าย:บนเว็บ Gemini: คลิกไอคอนรูปเฟือง (มุมซ้ายล่าง) แล้วเลือก "Usage limits"บนแอปมือถือ (Android/iOS): แตะปุ่มเมนู (มุมซ้ายบน) เลือกไอคอนรูปเฟือง จากนั้นเลือก "Usage limits"คุณจะเห็นแถบแสดงสถานะ 2 แถบ:การใช้งานปัจจุบัน: จะรีเซ็ตทุกๆ 5 ชั่วโมง หากคุณใช้จนหมด จะต้องรอจนกว่าจะถึงเวลาที่ระบบรีเซ็ตอีกครั้งขีดจำกัดรายสัปดาห์: จะรีเซ็ตทุกสัปดาห์หากคุณใช้จนถึงขีดจำกัด (แม้จะอยู่ในแพ็กเกจที่เสียเงิน) คุณอาจถูกลดระดับไปใช้โมเดล AI พื้นฐานที่สุดไปก่อน จนกว่าจะถึงรอบรีเซ็ตถัดไปบนหน้าจอการใช้งาน คุณอาจเห็นข้อเสนอให้อัปเกรดแพ็กเกจของคุณได้เช่นกันข้อควรจำ: Google อาจมีการเปลี่ยนแปลงขีดจำกัดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีปัญหาด้านทรัพยากร และผู้ใช้งานฟรีอาจได้รับผลกระทบก่อน หาก Google จำเป็นต้องจัดการทรัพยากร AI ของตน#GeminiAI #GoogleAI #AIUsage #เทคโนโลยีhttps://www.wired.com/story/how-googles-new-gemini-rates-work-and-how-to-track-your-usage/
Shared content
WWW.WIRED.COM
How Google’s New Gemini Rates Work and How to Track Your Usage
Now that Google has changed how its usage quotas are tallied, you might not get as many AI responses as you did before.
3 Comments 0 Shares 141 Views 0 Reviews