เทคโนโลยี AI เปลี่ยนการตรวจคอ: ไม่เจ็บ ไม่ทรมาน แถมแม่นยำในพริบตา 🤩

การตรวจสุขภาพประจำปีมักมีบางขั้นตอนที่ทำให้หลายคนรู้สึกไม่สบายใจ โดยเฉพาะการแหย่ไม้พันสำลีเข้าไปในโพรงจมูกเพื่อเก็บตัวอย่าง การตรวจหาเชื้อไข้หวัดใหญ่แบบเดิมนี้อาจทำให้รู้สึกเจ็บปวดและไม่สะดวก แต่ตอนนี้มีเทคโนโลยีใหม่จากประเทศญี่ปุ่นที่พร้อมจะเปลี่ยนประสบการณ์นี้ให้ดีขึ้น ด้วยระบบ AI ที่ช่วยวิเคราะห์ภาพในลำคอได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

Nodoca: นวัตกรรม AI เพื่อการตรวจวินิจฉัยที่เหนือกว่า

บริษัท Iris จากญี่ปุ่น ได้พัฒนาระบบที่ชื่อว่า "Nodoca" ซึ่งเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยวิเคราะห์ภาพถ่ายในลำคอที่ได้จากกล้องขนาดกะทัดรัด โดยทำงานร่วมกับข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้ป่วยและข้อมูลอื่น ๆ เพื่อประเมินการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้ภายในเวลาเพียง 10 วินาทีเท่านั้น!

ลดความเจ็บปวด: ไม่ต้องใช้วิธีการเก็บตัวอย่างจากโพรงจมูกที่อาจทำให้ไม่สบายตัว
ตรวจได้เร็ว: สามารถใช้ตรวจได้ตั้งแต่ระยะแรกหลังเริ่มมีอาการ
ได้รับการยอมรับ: Nodoca เป็นอุปกรณ์การแพทย์ที่ใช้ AI เครื่องแรกในญี่ปุ่นที่ได้รับอนุมัติให้เป็น "อุปกรณ์ทางการแพทย์ใหม่" และครอบคลุมภายใต้ระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ

ปัจจุบัน Nodoca ได้ถูกนำไปใช้ในสถาบันการแพทย์กว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศญี่ปุ่น และยังได้รับการอนุมัติฟังก์ชันเพิ่มเติมสำหรับการตรวจ COVID-19 ในเดือนตุลาคม 2025 อีกด้วย

เบื้องหลังการพัฒนา: จากแพทย์สู่ผู้สร้างเทคโนโลยี

คุณโอคุยามะ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท เคยเป็นแพทย์เวชฉุกเฉินที่มีประสบการณ์การรักษาบนเกาะห่างไกล เขาเล่าว่าการรักษาผู้ป่วยบนเกาะที่มีประชากรจำกัด ทำให้เขาต้องพึ่งพาสัญชาตญาณและประสบการณ์ของตนเองเป็นหลัก เมื่อพูดถึง "AI ทางการแพทย์" คนส่วนใหญ่มักนึกถึงการวินิจฉัย แต่สำหรับ Nodoca จุดเด่นที่แท้จริงอยู่ที่ "การรับรู้ข้อมูล" หรือการเก็บข้อมูล (Sensing)

ทีมงานได้พัฒนาฮาร์ดแวร์ของตนเองขึ้นมาโดยเฉพาะ และมุ่งเน้นไปที่การเก็บภาพในลำคอ ซึ่งเป็นส่วนที่ยังไม่มีใครให้ความสำคัญมากนัก ในช่วงเริ่มต้นของการก่อตั้งบริษัทในปี 2017 ยังไม่มีข้อมูลสำหรับฝึก AI ด้านลำคอโดยเฉพาะ คุณโอคุยามะจึงได้ร่วมมือกับสถาบันการแพทย์ประมาณ 100 แห่ง เพื่อรวบรวมข้อมูลจากผู้ป่วยด้วยความยินยอม ตลอดระยะเวลาประมาณ 3 ปี

กุญแจสู่ความสำเร็จ: การเอาชนะความท้าทาย 3 ประการ

การพัฒนา Nodoca ให้ใช้งานได้จริงนั้น ต้องผ่านการเอาชนะความท้าทายสำคัญ 3 ประการ ได้แก่:

  1. การพัฒนาฮาร์ดแวร์: สร้างกล้องและอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับการเก็บภาพในลำคอ
  2. การรวบรวมข้อมูลฝึกฝน: สร้างฐานข้อมูลภาพลำคอที่มีคุณภาพจำนวนมาก
  3. การทำให้ AI ช่วยวินิจฉัยได้ผลจริง: พัฒนาอัลกอริทึมให้มีความแม่นยำ

เมื่อ Nodoca ออกสู่ตลาด ความแม่นยำของระบบก็ยิ่งพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทุกครั้งที่มีการใช้งานในคลินิก ข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลและไม่ระบุตัวตนจะถูกสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จำนวนภาพลำคอจากหลักแสนก่อนเปิดตัว ปัจจุบันมีจำนวนหลายล้านภาพ ปัจจัยนี้ได้กลายเป็น "Network Effect" ที่สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และทำให้คู่แข่งรายใหม่เกิดขึ้นได้ยาก

ศักยภาพที่มากกว่าแค่การตรวจโรคติดเชื้อ

Nodoca ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การตรวจโรคติดเชื้อเท่านั้น ภาพถ่ายในลำคอสามารถเผยให้เห็นรูปแบบของเยื่อบุเมือกและหลอดเลือด ทีมวิจัยกำลังพัฒนา AI ให้สามารถตรวจหาสัญญาณของโรคที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ เช่น เบาหวาน และความดันโลหิตสูง ได้จากการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบเหล่านี้

คุณโอคุยามะคาดการณ์ว่าในอีกประมาณ 10 ปีข้างหน้า ภาพถ่ายลำคอเพียงภาพเดียวอาจเพียงพอสำหรับการตรวจสุขภาพที่ครอบคลุมหลากหลายด้าน เนื่องจากต้นทุนในการประมวลผล AI นั้นต่ำมาก การเพิ่มจำนวนการทดสอบจึงแทบไม่ส่งผลต่อค่าใช้จ่าย

การ "ออกแบบใหม่" ระบบสุขภาพ

เมื่อมองไปข้างหน้า คุณโอคุยามะยังพิจารณาถึงศักยภาพของ AI ในการเป็นรากฐานสำหรับการ "ออกแบบระบบสุขภาพใหม่" ทั้งหมด การสัมภาษณ์ผู้ป่วยด้วย AI และการปรึกษาออนไลน์ด้วย AI ได้กลายเป็นความจริงไปแล้ว ตามมาด้วยการดูแลผู้ป่วยโดยแพทย์ปฐมภูมิ และการรักษาในโรงพยาบาลเฉพาะทาง คุณโอคุยามะมองเห็นอนาคตที่ AI จะถูกนำไปใช้ในทุกขั้นตอนของกระบวนการเหล่านี้

เพื่อทำให้การออกแบบระบบสุขภาพที่ขับเคลื่อนด้วย AI เป็นจริง คุณโอคุยามะยังได้ผลักดันการปฏิรูปกฎระเบียบและทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอย่างแข็งขัน เขาเชื่อว่า "อนาคตของระบบสุขภาพ" ที่เขาพูดถึงนั้น ไม่ได้อาศัยเทคโนโลยีล้ำยุคใดเทคโนโลยีหนึ่ง แต่เป็นเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน เพียงแต่เราต้องทำหน้าที่ปิดช่องว่างที่ทำให้สิ่งเหล่านี้ยังถูกมองว่าเป็นเพียง "อนาคต"

เนื่องจากเชื่อว่าเยื่อบุเมือกของร่างกายมีความสม่ำเสมอสูง ข้อมูลและอัลกอริทึมที่สะสมในญี่ปุ่นจึงคาดว่าจะสามารถนำไปปรับใช้ในต่างประเทศได้ การเตรียมการสำหรับการขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศกำลังดำเนินอยู่ โดยมีการพิจารณาการทดลองทางคลินิกในสหรัฐอเมริกาด้วย

คำถามที่พบบ่อย

Nodoca แตกต่างจากการตรวจแบบเดิมอย่างไร?

Nodoca ใช้ AI วิเคราะห์ภาพลำคอ ไม่ต้องใช้ไม้พันสำลีแหย่เข้าไปในจมูก ทำให้ไม่เจ็บปวดและสะดวกกว่า

Nodoca แม่นยำแค่ไหน?

ความแม่นยำของ Nodoca เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการเรียนรู้ข้อมูลจำนวนมหาศาลที่สะสมจากการใช้งานจริง

เทคโนโลยีนี้มีประโยชน์นอกเหนือจากการตรวจไข้หวัดใหญ่หรือไม่?

มีศักยภาพในการตรวจโรคอื่น ๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และอาจใช้เพื่อการตรวจสุขภาพที่ครอบคลุมในอนาคต

Nodoca จะมีใช้ในต่างประเทศหรือไม่?

บริษัทกำลังเตรียมการขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ และมีการพิจารณาการทดลองทางคลินิกในสหรัฐอเมริกา

ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://www.wired.com/story/iris-nodoca-ai-throat-exam-routine-physical/

เทคโนโลยี AI เปลี่ยนการตรวจคอ: ไม่เจ็บ ไม่ทรมาน แถมแม่นยำในพริบตา 🤩การตรวจสุขภาพประจำปีมักมีบางขั้นตอนที่ทำให้หลายคนรู้สึกไม่สบายใจ โดยเฉพาะการแหย่ไม้พันสำลีเข้าไปในโพรงจมูกเพื่อเก็บตัวอย่าง การตรวจหาเชื้อไข้หวัดใหญ่แบบเดิมนี้อาจทำให้รู้สึกเจ็บปวดและไม่สะดวก แต่ตอนนี้มีเทคโนโลยีใหม่จากประเทศญี่ปุ่นที่พร้อมจะเปลี่ยนประสบการณ์นี้ให้ดีขึ้น ด้วยระบบ AI ที่ช่วยวิเคราะห์ภาพในลำคอได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำNodoca: นวัตกรรม AI เพื่อการตรวจวินิจฉัยที่เหนือกว่าบริษัท Iris จากญี่ปุ่น ได้พัฒนาระบบที่ชื่อว่า "Nodoca" ซึ่งเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยวิเคราะห์ภาพถ่ายในลำคอที่ได้จากกล้องขนาดกะทัดรัด โดยทำงานร่วมกับข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้ป่วยและข้อมูลอื่น ๆ เพื่อประเมินการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้ภายในเวลาเพียง 10 วินาทีเท่านั้น!✅ ลดความเจ็บปวด: ไม่ต้องใช้วิธีการเก็บตัวอย่างจากโพรงจมูกที่อาจทำให้ไม่สบายตัว✅ ตรวจได้เร็ว: สามารถใช้ตรวจได้ตั้งแต่ระยะแรกหลังเริ่มมีอาการ✅ ได้รับการยอมรับ: Nodoca เป็นอุปกรณ์การแพทย์ที่ใช้ AI เครื่องแรกในญี่ปุ่นที่ได้รับอนุมัติให้เป็น "อุปกรณ์ทางการแพทย์ใหม่" และครอบคลุมภายใต้ระบบประกันสุขภาพแห่งชาติปัจจุบัน Nodoca ได้ถูกนำไปใช้ในสถาบันการแพทย์กว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศญี่ปุ่น และยังได้รับการอนุมัติฟังก์ชันเพิ่มเติมสำหรับการตรวจ COVID-19 ในเดือนตุลาคม 2025 อีกด้วยเบื้องหลังการพัฒนา: จากแพทย์สู่ผู้สร้างเทคโนโลยีคุณโอคุยามะ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท เคยเป็นแพทย์เวชฉุกเฉินที่มีประสบการณ์การรักษาบนเกาะห่างไกล เขาเล่าว่าการรักษาผู้ป่วยบนเกาะที่มีประชากรจำกัด ทำให้เขาต้องพึ่งพาสัญชาตญาณและประสบการณ์ของตนเองเป็นหลัก เมื่อพูดถึง "AI ทางการแพทย์" คนส่วนใหญ่มักนึกถึงการวินิจฉัย แต่สำหรับ Nodoca จุดเด่นที่แท้จริงอยู่ที่ "การรับรู้ข้อมูล" หรือการเก็บข้อมูล (Sensing)ทีมงานได้พัฒนาฮาร์ดแวร์ของตนเองขึ้นมาโดยเฉพาะ และมุ่งเน้นไปที่การเก็บภาพในลำคอ ซึ่งเป็นส่วนที่ยังไม่มีใครให้ความสำคัญมากนัก ในช่วงเริ่มต้นของการก่อตั้งบริษัทในปี 2017 ยังไม่มีข้อมูลสำหรับฝึก AI ด้านลำคอโดยเฉพาะ คุณโอคุยามะจึงได้ร่วมมือกับสถาบันการแพทย์ประมาณ 100 แห่ง เพื่อรวบรวมข้อมูลจากผู้ป่วยด้วยความยินยอม ตลอดระยะเวลาประมาณ 3 ปีกุญแจสู่ความสำเร็จ: การเอาชนะความท้าทาย 3 ประการการพัฒนา Nodoca ให้ใช้งานได้จริงนั้น ต้องผ่านการเอาชนะความท้าทายสำคัญ 3 ประการ ได้แก่:การพัฒนาฮาร์ดแวร์: สร้างกล้องและอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับการเก็บภาพในลำคอการรวบรวมข้อมูลฝึกฝน: สร้างฐานข้อมูลภาพลำคอที่มีคุณภาพจำนวนมากการทำให้ AI ช่วยวินิจฉัยได้ผลจริง: พัฒนาอัลกอริทึมให้มีความแม่นยำเมื่อ Nodoca ออกสู่ตลาด ความแม่นยำของระบบก็ยิ่งพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทุกครั้งที่มีการใช้งานในคลินิก ข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลและไม่ระบุตัวตนจะถูกสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จำนวนภาพลำคอจากหลักแสนก่อนเปิดตัว ปัจจุบันมีจำนวนหลายล้านภาพ ปัจจัยนี้ได้กลายเป็น "Network Effect" ที่สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และทำให้คู่แข่งรายใหม่เกิดขึ้นได้ยากศักยภาพที่มากกว่าแค่การตรวจโรคติดเชื้อNodoca ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การตรวจโรคติดเชื้อเท่านั้น ภาพถ่ายในลำคอสามารถเผยให้เห็นรูปแบบของเยื่อบุเมือกและหลอดเลือด ทีมวิจัยกำลังพัฒนา AI ให้สามารถตรวจหาสัญญาณของโรคที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ เช่น เบาหวาน และความดันโลหิตสูง ได้จากการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบเหล่านี้คุณโอคุยามะคาดการณ์ว่าในอีกประมาณ 10 ปีข้างหน้า ภาพถ่ายลำคอเพียงภาพเดียวอาจเพียงพอสำหรับการตรวจสุขภาพที่ครอบคลุมหลากหลายด้าน เนื่องจากต้นทุนในการประมวลผล AI นั้นต่ำมาก การเพิ่มจำนวนการทดสอบจึงแทบไม่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายการ "ออกแบบใหม่" ระบบสุขภาพเมื่อมองไปข้างหน้า คุณโอคุยามะยังพิจารณาถึงศักยภาพของ AI ในการเป็นรากฐานสำหรับการ "ออกแบบระบบสุขภาพใหม่" ทั้งหมด การสัมภาษณ์ผู้ป่วยด้วย AI และการปรึกษาออนไลน์ด้วย AI ได้กลายเป็นความจริงไปแล้ว ตามมาด้วยการดูแลผู้ป่วยโดยแพทย์ปฐมภูมิ และการรักษาในโรงพยาบาลเฉพาะทาง คุณโอคุยามะมองเห็นอนาคตที่ AI จะถูกนำไปใช้ในทุกขั้นตอนของกระบวนการเหล่านี้เพื่อทำให้การออกแบบระบบสุขภาพที่ขับเคลื่อนด้วย AI เป็นจริง คุณโอคุยามะยังได้ผลักดันการปฏิรูปกฎระเบียบและทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอย่างแข็งขัน เขาเชื่อว่า "อนาคตของระบบสุขภาพ" ที่เขาพูดถึงนั้น ไม่ได้อาศัยเทคโนโลยีล้ำยุคใดเทคโนโลยีหนึ่ง แต่เป็นเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน เพียงแต่เราต้องทำหน้าที่ปิดช่องว่างที่ทำให้สิ่งเหล่านี้ยังถูกมองว่าเป็นเพียง "อนาคต"เนื่องจากเชื่อว่าเยื่อบุเมือกของร่างกายมีความสม่ำเสมอสูง ข้อมูลและอัลกอริทึมที่สะสมในญี่ปุ่นจึงคาดว่าจะสามารถนำไปปรับใช้ในต่างประเทศได้ การเตรียมการสำหรับการขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศกำลังดำเนินอยู่ โดยมีการพิจารณาการทดลองทางคลินิกในสหรัฐอเมริกาด้วยคำถามที่พบบ่อยNodoca แตกต่างจากการตรวจแบบเดิมอย่างไร?Nodoca ใช้ AI วิเคราะห์ภาพลำคอ ไม่ต้องใช้ไม้พันสำลีแหย่เข้าไปในจมูก ทำให้ไม่เจ็บปวดและสะดวกกว่าNodoca แม่นยำแค่ไหน?ความแม่นยำของ Nodoca เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการเรียนรู้ข้อมูลจำนวนมหาศาลที่สะสมจากการใช้งานจริงเทคโนโลยีนี้มีประโยชน์นอกเหนือจากการตรวจไข้หวัดใหญ่หรือไม่?มีศักยภาพในการตรวจโรคอื่น ๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และอาจใช้เพื่อการตรวจสุขภาพที่ครอบคลุมในอนาคตNodoca จะมีใช้ในต่างประเทศหรือไม่?บริษัทกำลังเตรียมการขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ และมีการพิจารณาการทดลองทางคลินิกในสหรัฐอเมริกาhttps://www.wired.com/story/iris-nodoca-ai-throat-exam-routine-physical/
Shared content
WWW.WIRED.COM
A New Device Eases One of the Most Annoying Parts of Routine Physicals
Nobody likes getting a swab shoved up their nose. A startup in Japan has developed a much less intrusive system.
4 Commenti 0 condivisioni 597 Views 0 Anteprima