NVIDIA NeMo Switchyard: เส้นทางอัจฉริยะสู่การจัดการ Workload AI Agent

การสร้าง AI Agent ที่มีประสิทธิภาพไม่ใช่แค่การเลือกรุ่นโมเดลภาษา (LLM) ที่ดีที่สุดเพียงโมเดลเดียว เพราะแต่ละโมเดลต่างมีจุดแข็ง จุดอ่อน และต้นทุนที่แตกต่างกันไป ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามลักษณะงาน หรือแม้แต่ภายในงานเดียวกัน หากเราส่งทุกคำขอไปยังโมเดลที่ใหญ่และทรงพลังที่สุดเสมอ อาจทำให้ต้นทุนและเวลาในการตอบสนอง (Latency) สูงเกินความจำเป็น ในทางกลับกัน การใช้โมเดลขนาดเล็กกับทุกงานก็อาจส่งผลต่อคุณภาพของผลลัพธ์ในงานที่ซับซ้อนได้

NVIDIA NeMo Switchyard คือคำตอบสำหรับความท้าทายนี้ โดยทำหน้าที่เป็น "สวิตช์บอร์ด" อัจฉริยะสำหรับ AI Agent ช่วยให้สามารถเลือกใช้โมเดลที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละงานได้อย่างไดนามิก โดยพิจารณาจากความสามารถของโมเดล, ต้นทุน, และสัญญาณจากโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้ได้สมดุลระหว่างประสิทธิภาพ, ค่าใช้จ่าย, และความรวดเร็ว

ทำความเข้าใจการตัดสินใจของ Model Router

ลองนึกภาพระบบที่ประกอบด้วยโมเดลหลายๆ ตัวทำงานร่วมกัน เช่น ในการทำงานที่ต้องมีการจำแนกประเภท (Classification) ในขั้นตอนหนึ่ง, การให้เหตุผล (Reasoning) ในอีกขั้นตอนหนึ่ง, และอาจมีโมเดลขนาดเล็กสำหรับการทำงานทั่วไปในขั้นตอนสุดท้าย การส่งทุกคำขอไปยังโมเดลที่ใหญ่ที่สุดอาจไม่คุ้มค่าเสมอไป

Model Router ที่ทำงานด้วย NVIDIA NeMo Switchyard จะประเมินแต่ละคำขอพร้อมกับบริบทที่มีอยู่ แล้วส่งงานไปยังโมเดลที่เหมาะสมที่สุดกับความต้องการ, ข้อจำกัด, และนโยบายของงานนั้นๆ ซึ่งวิธีการนี้สามารถช่วยเพิ่มความแม่นยำและลดต้นทุนได้ เมื่อเทียบกับการใช้โมเดลที่เก่งที่สุดสำหรับทุกคำขอ

การตัดสินใจของ Router อาศัยสัญญาณจาก 3 ส่วนหลัก:

  • ความสามารถของโมเดล: โมเดลใดสามารถทำงานให้สำเร็จได้
  • โปรไฟล์ต้นทุนของโมเดล: ค่าใช้จ่ายและเวลาในการตอบสนอง (Latency) ของแต่ละโมเดล
  • โครงสร้างพื้นฐาน: สัญญาณระดับระบบที่ช่วยให้การส่งต่อข้อมูลเป็นไปอย่างราบรื่นและเชื่อถือได้

สัญญาณที่ใช้ในการตัดสินใจ

Router สามารถใช้สัญญาณจากหลายแหล่งเพื่อประกอบการตัดสินใจ เช่น:

  • การวิเคราะห์คำขอ: การจำแนกประเภทของคำถามหรือหัวข้อ เพื่อจับคู่กับโมเดลที่เหมาะสม หรือการใช้โมเดล Embedding เพื่อดึงคุณลักษณะจากคำขอ
  • สถานะของโมเดล: การตรวจสอบ logprobs, cascades, หรือข้อมูลอื่นๆ จากโมเดล
  • ระบบ: การพิจารณาข้อมูลราคา, Latency, โหลดของระบบ, หรือแม้แต่สัญญาณเฉพาะของ Agent เช่น ข้อผิดพลาด

สิ่งสำคัญคือ Router ต้องพิจารณาว่าจะใช้สัญญาณใด, เมื่อใด, และที่ไหน เช่น ในงาน Agent ที่มีหลาย Turn Router อาจเลือกส่งทั้งคำขอไปยังโมเดลที่เฉพาะเจาะจง หรืออาจเลือกเส้นทางที่โมเดลในแต่ละ Step ของการทำงาน

NeMo Switchyard ช่วยให้การ Routing เป็นไปได้อย่างไร

NeMo Switchyard นำเสนอ SDK ที่ชื่อว่า neMo-switchyard-libsy ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการจัดการการสื่อสารระหว่าง Router และโมเดลต่างๆ โดยมีความสามารถดังนี้:

  • Provider-Agnostic: ไม่ผูกติดกับผู้ให้บริการโมเดลรายใดรายหนึ่ง ทำให้สามารถสลับสับเปลี่ยนหรือเพิ่มโมเดลใหม่ๆ ได้ง่าย
  • จัดการการสื่อสาร: รับคำขอ, กำหนดโมเดลที่พร้อมใช้งาน, และจัดการการเรียกใช้งานโมเดลที่เลือก
  • แยก Logic: แยกส่วนของ Logic การ Routing ออกจากส่วนของผู้ให้บริการโมเดล ทำให้สามารถอัปเดตหรือเปลี่ยนแปลงโมเดลได้โดยไม่ต้องปรับแก้ส่วนของ Routing
  • รักษา State: สามารถส่งต่อข้อมูลสถานะ (State) ระหว่าง Turn ของ Agent ได้ หากนโยบายกำหนด หรือเลือกที่จะไม่เก็บ State หากไม่จำเป็น
  • การทำงานร่วมกับ Gateway: มี NeMo Switchyard Server เป็น Reference implementation สำหรับการทำ Routing ผ่าน API มาตรฐาน เช่น OpenAI, Anthropic, และ Responses API ซึ่งช่วยให้ Agent มี Gateway ที่ควบคุมการรับส่งคำขอได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กลยุทธ์การ Routing ใน NeMo Switchyard

NeMo Switchyard รองรับทั้ง Router แบบ Tuning-Free (ไม่ต้องฝึกฝนข้อมูลเฉพาะ) และ Tunable (เรียนรู้จากข้อมูลจริง)

1. Tuning-Free Routers

เหมาะสำหรับการนำไปใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการฝึกฝนข้อมูลเฉพาะ:

  • LLM Classifier: ใช้ LLM ตัวหนึ่งทำหน้าที่เป็น "ผู้พิพากษา" ในการเลือก LLM ที่เหมาะสมสำหรับคำขอ และรักษาการเชื่อมต่อกับโมเดลนั้นตลอดการสนทนา เพื่อหลีกเลี่ยงการประเมินซ้ำๆ หากงานยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เหมาะสำหรับระบบเฉพาะทาง เช่น งานด้านการเขียนโค้ด, คณิตศาสตร์, หรือการแพทย์
  • Stage Router: วิเคราะห์กิจกรรมล่าสุดของ Agent เพื่อตัดสินใจว่าต้องการโมเดลที่มีความสามารถระดับใดในแต่ละ Stage ของงาน หากพบข้อผิดพลาดรุนแรง หรือการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ จะเลือกใช้โมเดลที่มีความสามารถสูงขึ้น แต่หากการทำงานเริ่มคงที่และมีประสิทธิภาพ จะเลือกใช้โมเดลที่ประหยัดกว่า
  • Escalation Router: เริ่มต้นการสนทนาด้วยโมเดลที่มีต้นทุนต่ำ จากนั้น LLM Judge จะคอยติดตามความคืบหน้า และหากพบว่างานเริ่มมีความซับซ้อนหรือติดขัด ก็จะเลื่อนระดับไปใช้โมเดลที่มีความสามารถสูงขึ้น เหมาะสำหรับ Agent ที่ทำงานหลาย Turn และต้องการการปรับตัวตามสถานการณ์

2. Tunable Routers

ต่อยอดจาก Router แบบ Tuning-Free โดยใช้สัญญาณที่เรียนรู้จากข้อมูลการใช้งานจริง เพื่อคาดการณ์ว่าโมเดลใดมีแนวโน้มที่จะตอบคำถามได้ถูกต้องที่สุด แทนที่จะอาศัยกฎเกณฑ์ที่ตายตัว

  • Prefill Router: เรียนรู้จากข้อมูลใน Residual Stream ของ LLM เพื่อประเมินความซับซ้อนของคำขอ และคาดการณ์ความสำเร็จของแต่ละโมเดล จากนั้นจะนำคะแนนความน่าจะเป็นมารวมกับนโยบาย เช่น ต้นทุน หรือ Latency เพื่อเลือกรุ่นโมเดลที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุด

การปรับปรุงประสิทธิภาพ Agent ด้วย NeMo Switchyard

NVIDIA ได้ร่วมมือกับพันธมิตรในหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่อนำ NeMo Switchyard ไปใช้ใน Workflow ของนักพัฒนาได้อย่างราบรื่น ตัวอย่างความร่วมมือ ได้แก่:

  • Agent Workflows: การทำงานร่วมกับ Cognition สำหรับ Coding Agent, Nous Research สำหรับ Hermes Agent, Ramp สำหรับ Financial Software Engineering, และ LangChain สำหรับการประเมินผล Model Routing
  • Application & Infrastructure Integrations: การรวมเข้ากับ LiteLLM, Kong, Classmethod, และ Boomi Agent Garden
  • Industry-Specific AI Agents: การทำงานกับ Cadence ใน ChipStack AI Super Agent และ Siemens สำหรับ EDA Agent Workflows

การทดสอบ Benchmark โดย LangChain บนชุดการประเมิน Agent แบบ Multi-turn กว่า 145 งาน พบว่าการใช้ Escalation Router ในการส่งคำขอระหว่าง NVIDIA Nemotron 3.5 Lightning และ Claude Opus 4.8 สามารถลดต้นทุนได้ถึง 74% เมื่อเทียบกับการใช้เฉพาะโมเดล Frontier (โมเดลที่ทรงพลังที่สุด)

NVIDIA NeMo Switchyard เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้าง AI Agent ที่มีประสิทธิภาพ, ควบคุมได้, และคุ้มค่าต่อการใช้งานจริงในสภาพแวดล้อมการผลิต

คำถามที่พบบ่อย

NeMo Switchyard แตกต่างจาก Load Balancer ทั่วไปอย่างไร?

NeMo Switchyard ไม่เพียงแค่กระจายโหลดงาน แต่ยังพิจารณาถึงความสามารถ, ต้นทุน, และ Latency ของโมเดลแต่ละตัว เพื่อเลือกโมเดลที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละงานโดยเฉพาะ

สามารถนำ Router Algorithm ของตัวเองมาใช้กับ NeMo Switchyard ได้หรือไม่?

ได้ NeMo Switchyard อนุญาตให้นักพัฒนาสามารถนำ Algorithm หรือข้อมูลการปรับแต่ง (Customization Data) ของตนเองมาใช้ร่วมได้

NeMo Switchyard เหมาะกับใคร?

เหมาะสำหรับนักพัฒนาและองค์กรที่ต้องการสร้าง AI Agent ที่มีประสิทธิภาพสูง, ต้องการควบคุมต้นทุนและ Latency, และต้องการความยืดหยุ่นในการเลือกใช้โมเดลภาษาที่หลากหลาย

การใช้งาน NeMo Switchyard มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหรือไม่?

NeMo Switchyard เป็น SDK และ Library ที่เปิดให้นักพัฒนาใช้งานได้ฟรี ส่วนค่าใช้จ่ายจะขึ้นอยู่กับการใช้งานโมเดลภาษาที่คุณเลือกใช้ ซึ่ง NeMo Switchyard จะช่วยให้การเลือกโมเดลเหล่านี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ประโยชน์หลักของการใช้ NeMo Switchyard คืออะไร?

ประโยชน์หลักคือการเพิ่มประสิทธิภาพ, ลดต้นทุน, และเพิ่มความยืดหยุ่นในการเลือกใช้โมเดล AI Agent ให้เหมาะสมกับแต่ละงาน

#AI #NVIDIANeMo #LLM #Agent

ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://developer.nvidia.com/blog/route-ai-agent-workloads-across-models-with-nvidia-nemo-switchyard/

NVIDIA NeMo Switchyard: เส้นทางอัจฉริยะสู่การจัดการ Workload AI Agentการสร้าง AI Agent ที่มีประสิทธิภาพไม่ใช่แค่การเลือกรุ่นโมเดลภาษา (LLM) ที่ดีที่สุดเพียงโมเดลเดียว เพราะแต่ละโมเดลต่างมีจุดแข็ง จุดอ่อน และต้นทุนที่แตกต่างกันไป ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามลักษณะงาน หรือแม้แต่ภายในงานเดียวกัน หากเราส่งทุกคำขอไปยังโมเดลที่ใหญ่และทรงพลังที่สุดเสมอ อาจทำให้ต้นทุนและเวลาในการตอบสนอง (Latency) สูงเกินความจำเป็น ในทางกลับกัน การใช้โมเดลขนาดเล็กกับทุกงานก็อาจส่งผลต่อคุณภาพของผลลัพธ์ในงานที่ซับซ้อนได้NVIDIA NeMo Switchyard คือคำตอบสำหรับความท้าทายนี้ โดยทำหน้าที่เป็น "สวิตช์บอร์ด" อัจฉริยะสำหรับ AI Agent ช่วยให้สามารถเลือกใช้โมเดลที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละงานได้อย่างไดนามิก โดยพิจารณาจากความสามารถของโมเดล, ต้นทุน, และสัญญาณจากโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้ได้สมดุลระหว่างประสิทธิภาพ, ค่าใช้จ่าย, และความรวดเร็วทำความเข้าใจการตัดสินใจของ Model Routerลองนึกภาพระบบที่ประกอบด้วยโมเดลหลายๆ ตัวทำงานร่วมกัน เช่น ในการทำงานที่ต้องมีการจำแนกประเภท (Classification) ในขั้นตอนหนึ่ง, การให้เหตุผล (Reasoning) ในอีกขั้นตอนหนึ่ง, และอาจมีโมเดลขนาดเล็กสำหรับการทำงานทั่วไปในขั้นตอนสุดท้าย การส่งทุกคำขอไปยังโมเดลที่ใหญ่ที่สุดอาจไม่คุ้มค่าเสมอไปModel Router ที่ทำงานด้วย NVIDIA NeMo Switchyard จะประเมินแต่ละคำขอพร้อมกับบริบทที่มีอยู่ แล้วส่งงานไปยังโมเดลที่เหมาะสมที่สุดกับความต้องการ, ข้อจำกัด, และนโยบายของงานนั้นๆ ซึ่งวิธีการนี้สามารถช่วยเพิ่มความแม่นยำและลดต้นทุนได้ เมื่อเทียบกับการใช้โมเดลที่เก่งที่สุดสำหรับทุกคำขอการตัดสินใจของ Router อาศัยสัญญาณจาก 3 ส่วนหลัก:ความสามารถของโมเดล: โมเดลใดสามารถทำงานให้สำเร็จได้โปรไฟล์ต้นทุนของโมเดล: ค่าใช้จ่ายและเวลาในการตอบสนอง (Latency) ของแต่ละโมเดลโครงสร้างพื้นฐาน: สัญญาณระดับระบบที่ช่วยให้การส่งต่อข้อมูลเป็นไปอย่างราบรื่นและเชื่อถือได้สัญญาณที่ใช้ในการตัดสินใจRouter สามารถใช้สัญญาณจากหลายแหล่งเพื่อประกอบการตัดสินใจ เช่น:การวิเคราะห์คำขอ: การจำแนกประเภทของคำถามหรือหัวข้อ เพื่อจับคู่กับโมเดลที่เหมาะสม หรือการใช้โมเดล Embedding เพื่อดึงคุณลักษณะจากคำขอสถานะของโมเดล: การตรวจสอบ logprobs, cascades, หรือข้อมูลอื่นๆ จากโมเดลระบบ: การพิจารณาข้อมูลราคา, Latency, โหลดของระบบ, หรือแม้แต่สัญญาณเฉพาะของ Agent เช่น ข้อผิดพลาดสิ่งสำคัญคือ Router ต้องพิจารณาว่าจะใช้สัญญาณใด, เมื่อใด, และที่ไหน เช่น ในงาน Agent ที่มีหลาย Turn Router อาจเลือกส่งทั้งคำขอไปยังโมเดลที่เฉพาะเจาะจง หรืออาจเลือกเส้นทางที่โมเดลในแต่ละ Step ของการทำงานNeMo Switchyard ช่วยให้การ Routing เป็นไปได้อย่างไรNeMo Switchyard นำเสนอ SDK ที่ชื่อว่า neMo-switchyard-libsy ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการจัดการการสื่อสารระหว่าง Router และโมเดลต่างๆ โดยมีความสามารถดังนี้:Provider-Agnostic: ไม่ผูกติดกับผู้ให้บริการโมเดลรายใดรายหนึ่ง ทำให้สามารถสลับสับเปลี่ยนหรือเพิ่มโมเดลใหม่ๆ ได้ง่ายจัดการการสื่อสาร: รับคำขอ, กำหนดโมเดลที่พร้อมใช้งาน, และจัดการการเรียกใช้งานโมเดลที่เลือกแยก Logic: แยกส่วนของ Logic การ Routing ออกจากส่วนของผู้ให้บริการโมเดล ทำให้สามารถอัปเดตหรือเปลี่ยนแปลงโมเดลได้โดยไม่ต้องปรับแก้ส่วนของ Routingรักษา State: สามารถส่งต่อข้อมูลสถานะ (State) ระหว่าง Turn ของ Agent ได้ หากนโยบายกำหนด หรือเลือกที่จะไม่เก็บ State หากไม่จำเป็นการทำงานร่วมกับ Gateway: มี NeMo Switchyard Server เป็น Reference implementation สำหรับการทำ Routing ผ่าน API มาตรฐาน เช่น OpenAI, Anthropic, และ Responses API ซึ่งช่วยให้ Agent มี Gateway ที่ควบคุมการรับส่งคำขอได้อย่างมีประสิทธิภาพกลยุทธ์การ Routing ใน NeMo SwitchyardNeMo Switchyard รองรับทั้ง Router แบบ Tuning-Free (ไม่ต้องฝึกฝนข้อมูลเฉพาะ) และ Tunable (เรียนรู้จากข้อมูลจริง)1. Tuning-Free Routersเหมาะสำหรับการนำไปใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการฝึกฝนข้อมูลเฉพาะ:LLM Classifier: ใช้ LLM ตัวหนึ่งทำหน้าที่เป็น "ผู้พิพากษา" ในการเลือก LLM ที่เหมาะสมสำหรับคำขอ และรักษาการเชื่อมต่อกับโมเดลนั้นตลอดการสนทนา เพื่อหลีกเลี่ยงการประเมินซ้ำๆ หากงานยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เหมาะสำหรับระบบเฉพาะทาง เช่น งานด้านการเขียนโค้ด, คณิตศาสตร์, หรือการแพทย์Stage Router: วิเคราะห์กิจกรรมล่าสุดของ Agent เพื่อตัดสินใจว่าต้องการโมเดลที่มีความสามารถระดับใดในแต่ละ Stage ของงาน หากพบข้อผิดพลาดรุนแรง หรือการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ จะเลือกใช้โมเดลที่มีความสามารถสูงขึ้น แต่หากการทำงานเริ่มคงที่และมีประสิทธิภาพ จะเลือกใช้โมเดลที่ประหยัดกว่าEscalation Router: เริ่มต้นการสนทนาด้วยโมเดลที่มีต้นทุนต่ำ จากนั้น LLM Judge จะคอยติดตามความคืบหน้า และหากพบว่างานเริ่มมีความซับซ้อนหรือติดขัด ก็จะเลื่อนระดับไปใช้โมเดลที่มีความสามารถสูงขึ้น เหมาะสำหรับ Agent ที่ทำงานหลาย Turn และต้องการการปรับตัวตามสถานการณ์2. Tunable Routersต่อยอดจาก Router แบบ Tuning-Free โดยใช้สัญญาณที่เรียนรู้จากข้อมูลการใช้งานจริง เพื่อคาดการณ์ว่าโมเดลใดมีแนวโน้มที่จะตอบคำถามได้ถูกต้องที่สุด แทนที่จะอาศัยกฎเกณฑ์ที่ตายตัวPrefill Router: เรียนรู้จากข้อมูลใน Residual Stream ของ LLM เพื่อประเมินความซับซ้อนของคำขอ และคาดการณ์ความสำเร็จของแต่ละโมเดล จากนั้นจะนำคะแนนความน่าจะเป็นมารวมกับนโยบาย เช่น ต้นทุน หรือ Latency เพื่อเลือกรุ่นโมเดลที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุดการปรับปรุงประสิทธิภาพ Agent ด้วย NeMo SwitchyardNVIDIA ได้ร่วมมือกับพันธมิตรในหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่อนำ NeMo Switchyard ไปใช้ใน Workflow ของนักพัฒนาได้อย่างราบรื่น ตัวอย่างความร่วมมือ ได้แก่:Agent Workflows: การทำงานร่วมกับ Cognition สำหรับ Coding Agent, Nous Research สำหรับ Hermes Agent, Ramp สำหรับ Financial Software Engineering, และ LangChain สำหรับการประเมินผล Model RoutingApplication & Infrastructure Integrations: การรวมเข้ากับ LiteLLM, Kong, Classmethod, และ Boomi Agent GardenIndustry-Specific AI Agents: การทำงานกับ Cadence ใน ChipStack AI Super Agent และ Siemens สำหรับ EDA Agent Workflowsการทดสอบ Benchmark โดย LangChain บนชุดการประเมิน Agent แบบ Multi-turn กว่า 145 งาน พบว่าการใช้ Escalation Router ในการส่งคำขอระหว่าง NVIDIA Nemotron 3.5 Lightning และ Claude Opus 4.8 สามารถลดต้นทุนได้ถึง 74% เมื่อเทียบกับการใช้เฉพาะโมเดล Frontier (โมเดลที่ทรงพลังที่สุด)NVIDIA NeMo Switchyard เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้าง AI Agent ที่มีประสิทธิภาพ, ควบคุมได้, และคุ้มค่าต่อการใช้งานจริงในสภาพแวดล้อมการผลิตคำถามที่พบบ่อยNeMo Switchyard แตกต่างจาก Load Balancer ทั่วไปอย่างไร?NeMo Switchyard ไม่เพียงแค่กระจายโหลดงาน แต่ยังพิจารณาถึงความสามารถ, ต้นทุน, และ Latency ของโมเดลแต่ละตัว เพื่อเลือกโมเดลที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละงานโดยเฉพาะสามารถนำ Router Algorithm ของตัวเองมาใช้กับ NeMo Switchyard ได้หรือไม่?ได้ NeMo Switchyard อนุญาตให้นักพัฒนาสามารถนำ Algorithm หรือข้อมูลการปรับแต่ง (Customization Data) ของตนเองมาใช้ร่วมได้NeMo Switchyard เหมาะกับใคร?เหมาะสำหรับนักพัฒนาและองค์กรที่ต้องการสร้าง AI Agent ที่มีประสิทธิภาพสูง, ต้องการควบคุมต้นทุนและ Latency, และต้องการความยืดหยุ่นในการเลือกใช้โมเดลภาษาที่หลากหลายการใช้งาน NeMo Switchyard มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหรือไม่?NeMo Switchyard เป็น SDK และ Library ที่เปิดให้นักพัฒนาใช้งานได้ฟรี ส่วนค่าใช้จ่ายจะขึ้นอยู่กับการใช้งานโมเดลภาษาที่คุณเลือกใช้ ซึ่ง NeMo Switchyard จะช่วยให้การเลือกโมเดลเหล่านี้มีประสิทธิภาพมากขึ้นประโยชน์หลักของการใช้ NeMo Switchyard คืออะไร?ประโยชน์หลักคือการเพิ่มประสิทธิภาพ, ลดต้นทุน, และเพิ่มความยืดหยุ่นในการเลือกใช้โมเดล AI Agent ให้เหมาะสมกับแต่ละงาน#AI #NVIDIANeMo #LLM #Agenthttps://developer.nvidia.com/blog/route-ai-agent-workloads-across-models-with-nvidia-nemo-switchyard/
Shared content
DEVELOPER.NVIDIA.COM
Route AI Agent Workloads Across Models with NVIDIA NeMo Switchyard
Learn how NVIDIA NeMo Switchyard routes AI agent workloads across models using tuning-free and tunable routers that balance model capability, cost, and latency.
3 Comments 0 Shares 430 Views 0 Reviews