Faraday: AI น้องใหม่จาก DeepMind Alumni ท้าชน OpenAI-Anthropic ด้วยขนาดเล็กแต่ประสิทธิภาพสูง
วงการ AI กำลังจับตามอง Inherent สตาร์ทอัพจากลอนดอน ที่ก่อตั้งโดยอดีตผู้เชี่ยวชาญจาก Google DeepMind พวกเขาได้เปิดตัว Faraday เอเจนต์ AI ที่มีความสามารถในการจำลองผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างน่าทึ่ง และที่สำคัญคือทำได้ดีกว่าโมเดล AI ขนาดใหญ่จากบริษัทชั้นนำอย่าง Anthropic และ OpenAI ด้วยขนาดโมเดลที่เล็กกว่าอย่างเห็นได้ชัด
Faraday คืออะไร และทำไมถึงน่าสนใจ?
Faraday คือเอเจนต์ AI ที่ Inherent พัฒนาขึ้น โดยมีเป้าหมายหลักคือการช่วยค้นพบองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ ไม่ใช่แค่การยืนยันผลลัพธ์ที่มีอยู่แล้ว แต่ความสามารถในการจำลองผลการวิจัยจากเอกสารทางวิทยาศาสตร์ที่ตีพิมพ์แล้ว โดยไม่ต้องบอกคำตอบล่วงหน้า ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ Faraday
ความสามารถที่เหนือกว่าด้วยขนาดที่เล็กกว่า
สิ่งที่ทำให้ Faraday โดดเด่นคือ ประสิทธิภาพในการทำงานเมื่อเทียบกับขนาดของโมเดล Inherent รายงานว่า Faraday สามารถทำงานได้ดีกว่าโมเดลชั้นนำอย่าง Claude Opus 4.8 ของ Anthropic และ GPT-5.5 ของ OpenAI ซึ่งเป็นโมเดลที่มีขนาดใหญ่กว่ามาก แต่ Faraday ใช้โมเดลที่ชื่อว่า Qwen 3.6 ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (เพียง 27 พันล้านพารามิเตอร์)
"พารามิเตอร์" เป็นเหมือนตัวชี้วัดขนาดของโมเดล AI และมักจะสัมพันธ์กับต้นทุนในการฝึกฝน ยิ่งพารามิเตอร์มาก โมเดลก็มักจะใหญ่และมีต้นทุนสูงกว่า
"Research Taste" คุณสมบัติที่ AI ยุคใหม่ควรมี
นอกจากความแม่นยำในการจำลองผลการวิจัยแล้ว Inherent ยังให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่า "Research Taste" ซึ่งหมายถึงสัญชาตญาณของ AI ในการตัดสินใจว่าการทดลองใดคุ้มค่าที่จะดำเนินการ และจะออกแบบการทดลองนั้นอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ
การสอน "Taste" ที่เป็นนามธรรมให้กับ AI นั้นเป็นเรื่องท้าทาย Inherent จึงใช้เทคนิค Reinforcement Learning (การเรียนรู้แบบเสริมกำลัง) ซึ่งเป็นการให้รางวัลแก่ AI เมื่อทำผลลัพธ์ได้ดี แทนที่จะบอกกฎเกณฑ์ที่ต้องทำตาม วิธีการนี้ช่วยให้ Faraday สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับเป้าหมายระยะยาวในการสร้าง AI ที่สามารถทำงานร่วมกับมนุษย์ในหลากหลายสาขาวิทยาศาสตร์ได้
การทำงานร่วมกับ AI แบบ "เพื่อนร่วมงาน"
Inherent ไม่ได้ต้องการสร้าง AI ที่เพียงแค่บอกในสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการได้ยิน แต่ต้องการสร้าง AI ที่มีลักษณะเหมือน "เพื่อนร่วมงาน" ที่จะกลับมาพร้อมกับผลการทดลองที่น่าสนใจ และพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับผลลัพธ์เหล่านั้น
Inherent เลือกใช้เครื่องมือที่มีอยู่ แทนที่จะสร้างเองทั้งหมด
เหมือนกับนักวิทยาศาสตร์ที่เป็นมนุษย์ Inherent ก็เลือกที่จะให้ Faraday ใช้เครื่องมือที่มีอยู่แล้ว แทนที่จะพัฒนาเครื่องมือใหม่ทั้งหมด ตัวอย่างเช่น Faraday ใช้ GPT-5.5 Codex ของ OpenAI ในการเขียนโค้ด แทนที่จะพัฒนาเครื่องมือเขียนโค้ดของตัวเอง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวคิดในการทำงานร่วมกับเทคโนโลยีที่มีอยู่
Inherent และการเติบโตในลอนดอน
ทีมงาน Inherent ประกอบด้วยพนักงานประมาณสิบกว่าคน ซึ่งทำงานร่วมกันที่สำนักงานในย่าน King's Cross ลอนดอน ซึ่งเป็นศูนย์กลาง AI ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก
การให้ความสำคัญกับบุคลากร AI
Edward Hughes หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Inherent ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหา "Garden Leave" ในสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติที่ห้ามพนักงานที่ลาออกไปร่วมงานหรือก่อตั้งบริษัทคู่แข่งเป็นเวลาหลายเดือน เขาเชื่อว่าข้อจำกัดนี้ส่งผลเสียต่อสตาร์ทอัพในสหราชอาณาจักร เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกาที่ไม่มีข้อจำกัดนี้
Hughes ก่อตั้ง Inherent ร่วมกับอดีตเพื่อนร่วมงานจาก DeepMind อีกสองคน และผู้ร่วมก่อตั้งอีกหนึ่งคน โดยมีแผนที่จะขยายทีมงานให้มีขนาดใหญ่ขึ้นอีกในอนาคต ด้วยความทะเยอทะยานในการพัฒนา World Models และการเปลี่ยนแปลงบทบาทของ Demis Hassabis ที่ Google DeepMind อาจทำให้ Inherent กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับพนักงาน DeepMind ที่กำลังพิจารณาการย้ายงาน
Faraday แสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันน่าทึ่งของ AI ที่มีขนาดเล็กแต่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ ซึ่งอาจเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ในอนาคต
#AI #เทคโนโลยี #DeepMind #OpenAI #Anthropic #Inherent #Faraday
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://techcrunch.com/2026/08/22/inherent-founded-by-deepmind-alumni-says-its-ai-teammate-just-outperformed-anthropic-and-openai-at-replicating-research/